2012/May/24

::คำเตือน:: 

รูปเยอะ อาจจะโหลดนาน แถมเนื้อหายังไม่มีแก่นสารให้สมกับการเสียเวลาโหลดอีก

อนึ่ง...เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีควรเข้าชมภายใต้การดูแลของผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด 

------------------------------------

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  .......................!!

 

 

Stop callin'

 

 

Stop callin'

 

 

 I don't wanna think anymore!

 

 

I got my head and my heart...

 

 

on the Paper!!

 

 

Stop callin' Stop callin'

 

 

I don't wanna talk anymore!!

 

  

 I got my head and my heart...

 

 

on the Paper.

 

 

 .......

 

 

Eh-eh-eh-eh-eh-eh-eh-eh-eh

 

 

 

Stop telephonin’ me!!!

 

 

Eh, eh, eh, eh, eh, eh, eh, eh, eh

 

 

          

I'm Busy!!

 


            

Eh, eh, eh, eh, eh, eh, eh, eh, eh

 


 

 

 STOP TELEPHONIN' ME!!!!!

 

 

 

 

 

 

----------------------------------

 

บางครั้งผมก็รู้สึกอย่างงี้จริงๆนะ

 

ว่าแต่ว่า...

 

 

 

 

 

นี่เราอัพอะไรลงไป!!?

 

.......

ไปทำงานต่อดีกว่า...

.....................

ป.ล.อัพใหม่ต้อนรับ Lady Gaga มาเยือนเมืองไทย ไม่นึกเลยว่าตอนนี้จะมีตัวเป็นๆมาเดินเล่นในกรุงเทพซะแล้ว! น่าตื่นเต้นจัง!!

ป.ล.2 ใครอยากเอาไปซ้อมเต้นรับงานคอนก็เอาเลยนะ แกะท่าให้แล้ว ฮ่าๆๆ

ป.ล.3 แอบอยากไปดูคอนเสิร์ตเบาๆเหมือนกัน แต่งบหมดพอดี T _ T

 

2011/Aug/08

ดังที่มีคำกล่าวว่า ไม่มีงานเลี้ยงไหนไม่มีวันเลิกรา และแล้วหลังจากผ่านช่วงเวลายาวนานถึง 10 ปี ในที่สุดภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือชุด Harry Potter ก็ได้เดินทางมาถึงจุดสุดท้ายของมันแล้ว  บอกตรงๆว่าการเดินทางมาถึงตอนจบของเวอร์ชั่นหนังทั้งทำให้ผมใจหายยิ่งกว่าตอนที่ได้อ่านหนังสือเล่มจบอีก เนื่องจากในตอนที่หนังสือจบนั้น ก็ยังมีหนังให้เราคอยติดตามอยู่ แต่สำหรับตอนนี้เมื่อหนังมาถึงตอนจบแล้ว ก็หมายความว่าจะไม่มีอะไรให้ต้องรอคอย หรือติดตามต่อแล้วจริงๆ 
 
Harry Potter And The Deathly Hollow เป็นหนังสือเล่มที่ 7 ในซีรียส์แฮรี่พอตเตอร์ และในตอนที่ทำออกมาเป็นหนังก็ได้แบ่งออกเป็นสองภาค ได้แก่ 7.1 และ 7.2 อย่างที่หลายคนรู้กันดีอยู่แล้ว จะด้วยเหตุผลทางการตลาดหรือจะเอาใจแฟนคลับอย่างไรก็ถือเป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้น เพราะแน่นอนว่าเนื้อหาและฉากต่างๆในหนังสือจะถูกนำเสนอได้อย่างครบถ้วนมากขึ้นตามเวลาที่เพิ่มขึ้นไปด้วย แต่หนังจะออกมาเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ดีนั้น ในฐานะที่ตามเขียนรีวิวมาเกือบทุกภาค คุณกระต่ายก็จะขอทำการรีวิวทิ้งทวนแต่บัดนี้เลยละกัน 
 
***อนึ่ง เอนทรี่นี้อาจจะยาวหน่อยนะครับ เนื่องจากในตอนที่หนัง 7.1 เข้าผมไม่ได้เขียนบทวิจารณ์เอาไว้ ดังนั้นก็จะขอวิจารณ์ทั้ง 7.1 และ 7.2 ไปพร้อมกันเลย นอกจากนั้น จะมีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วนของหนังด้วย ดังนั้นใครไม่อยากรู้เรื่องก่อน เผลออ่านแล้วจะมาขอคาถาลบความจำทีหลังง่ายๆไม่ได้นะครับ!!***
 
 
เรื่องราวของ Harry Potter and The Deathly Hollow 7.1 เริ่มต้นที่ แฮรี่ รอน และเฮอร์ไมโอนี่ที่ตัดสินใจออกเดินทางเพื่อสานต่อภารกิจที่ดัมเบิลดอร์ได้ทิ้งไว้ก่อนตายในภาคก่อน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับการทำลายโวลเดอมอร์ ผู้ซึ่งเรืองอำนาจอีกครั้งในโลกของพ่อมด แม่มด และหมายมั่นที่จะจัดการแฮรี่ พอตเตอร์ เสี้ยนหนามสุดท้ายที่ทำให้ชื่อเสียงของตนสั่นคลอนมาเป็นเวลานาน แต่ทว่านอกจากทั้งสามคนจะไม่ทราบเลยว่าสิ่งที่ตัวเองต้องทำจริงๆนั้นคืออะไร ความกดดันและตึงเครียดในการเดินทางที่ไร้จุดมุ่งหมายดังกล่าวยังทำให้ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนต้องสั่นคลอนจนกลายเป็นความบาดหมางร้ายแรงในภายหลังอีกด้วย
 
สิ่งหนึ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับผู้กำกับ เดวิท เยตส์ ซึ่งเป็นผู้กำกับหนังชุดแฮรี่ พอตเตอร์ตั้งแต่ภาค 5 ขึ้นมาก็คือ เขาเป็นคนที่สามารถผสานความเป็นหนังสือและหนังให้กลมกล่อมและลงตัว คือสามารถทำหนังที่คนดูหนังก็ชอบ และคนอ่านหนังสือ(ที่อาจจะจู้จี้จุกจิกไปหน่อย)ให้การตอบรับที่โอเคในระดับหนึ่ง และจุดที่เด่นที่สุดก็คือความกล้าที่จะดัดแปลงหรือเปลี่ยนเรื่องราวในหนังสือ ให้ออกมาเป็นหนังอีกแบบนึงโดยที่ยังคงประเด็นที่หนังสือจะสื่อเอาไว้ได้ค่อนข้างครบถ้วน และบางครั้งหลายๆฉากที่ไม่มีในหนังสือก็ถูกเสริมเติมแต่งเข้ามาเป็นกับแกล้มที่ลงตัวด้วย
 
 
ยกตัวอย่างที่ชัดเจนเลยในภาคนี้ก็เห็นจะเป็นฉากตอนเริ่มต้นเรื่องที่พูดถึงการตัดสินใจลบความทรงจำพ่อแม่ตัวเองของเฮอร์ไมโอนี่ ซึ่งเป็นการเปิดฉากที่ดีของหนังที่ทำให้เรารับรู้ว่า การเดินทางตามภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และตัวละครในเรื่องก็ต้องตัดสินใจที่จะเผชิญกับความยากลำบากแค่ไหน หรือฉากการเดินทางของกลุ่มแฮรี่ผ่านทุ่งหญ้า ป่าเขาอย่างเงียบๆ มีเพียงเสียงวิทยุที่รายงานเรื่องราวของโลกเวทมนตร์ที่ถูกนำมาใช้สื่ออารมณ์อ้างว้างและกดดันได้ดี(ดูแล้วพาลนึกถึงหนัง Zombie แบบ 28 Days Later เลยทีเดียว) 
 
และฉากสำคัญที่อดพูดถึงไม่ได้ก็คือฉากการเต้นรำเพื่อปลอบใจกันของเฮอร์ไมโอนี่และแฮรี่ในเตนท์ ที่ช่วยให้ทั้งคู่อารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่จะต้องยอมรับในตอนท้ายว่าเมื่อไม่มีรอนแล้ว การเดินทางของพวกเขาเต็มไปด้วยความหดหู่และน่าอึดอัด แม้ว่าจะพยายามปลอบใจกันแค่ไหนแต่ก็เทียบกับการมีรอนไม่ได้อยู่ดี ผมชอบฉากนี้เป็นพิเศษเพราะตอนที่อ่านในหนังสือนั้น ช่วงที่รอนจากไปเป็นช่วงที่อ่านแล้วรู้สึกเหมือนตัวละครถึงทางตัน ไม่สามารถไปต่อได้ และใช้ระยะเวลานานมากทีเดียวกว่าแฮรี่และเฮอไมโอนี่จะตั้งตัวและเดินทางต่อไปได้ และหนังก็สามารถนำเสนอความน่าอึดอัดเกือบ 50 หน้านั้นผ่านฉากการเต้นรำสั้นๆนี้เพียง 1 นาทีได้อย่างสวยงาม ซึ่งนั่นเป็นจุดที่ผมชื่นชมมากๆครับ 
 
 
นอกจากนั้นก็ยังฉากที่ดัดแปลงจากเนื้อหาของหนังสือให้กลายเป็นหนังที่สนุกขึ้นและน่าตื่นเต้นขึ้นมาก เช่น การเปลี่ยนรูปแบบการตายของเฮดวิกที่น่าจะทำให้คนดูรู้สึกประทับใจมากขึ้น หรือฉากการบุกกระทรวงเวทมนตร์ที่ค่อนข้างเรียบๆนิดหน่อยในเวอร์ชั่นหนังสือ ให้กลายเป็นฉากที่สนุกและน่าตื่นเต้นขึ้นมากพอควรในเวอร์ชั่นหนัง หรือฉากการเยี่ยมหลุมศพและบ้านเกิดของแฮรี่ที่ทำบรรยากาศออกมาได้ดูสวยงามและน่ากลัวไปในเวลาเดียวกัน
 
สิ่งที่หนังภาค 7.1 น่าจะโดนบ่นมากที่สุดก็คงเป็นเรื่องที่ขาดฉากการต่อสู้หรือผจญภัยที่อลังการ และกว่า 2 ใน 3 ของเรื่องเต็มไปด้วยการเดินทางที่ค่อนข้างยืดยาว แต่ถ้าใครอ่านหนังสือมาแล้วก็จะเข้าใจดีว่าในส่วนครึ่งแรกของหนังสือที่ตัดมาทำหนังนั้น มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ และในเวอร์ชั่นหนังก็ค่อนข้างมีการปรับเปลี่ยนเป็นภาษาหนังให้ดูสนุก กระชับมากขึ้นพอควรแล้วด้วย ทั้งยังได้การแสดงของนักแสดงหลายๆคนที่ทำให้หนังดูลื่นไหลมากขึ้น โดยเฉพาะกับตัวละครที่ถูกผู้กำกับคนนี้ดันเป็นพิเศษอย่าง ลูน่า เบลลาทริกซ์ และอัมบริดจ์ ที่มีฉากการปรากฏตัวในหนังที่ทำให้คนดูที่ชื่นชอบตัวละครเหล่านี้อยู่แล้วน่าจะยิ่งชอบมากขึ้นอีก รวมไปถึงฉากกระชากใจกับการจากไปของด๊อบบี้ก็น่าจะเรียกน้ำตาจากคนดูได้พอควรเลย
 
 
ดังนั้นถ้ามองในสายตาของคนที่ชอบหนังแฮรี่ พอตเตอร์จากผู้กำกับคนนี้อย่างผมแล้ว ภาคนี้จึงเป็นภาคที่สนุกและกระชับ น่าตื่นตาตื่นใจไปกับสเปเชี่ยลเอฟเฟกต์และฉากบุกตะลุยต่างๆที่มีเพิ่มขึ้นมาจากในหนังสือ มุกตลก,ฉากสวีทเล็กๆน้อยๆที่ทำออกมาได้ดี และในขณะเดียวกันก็ค่อนข้างชื่นชมในส่วนที่เป็นดราม่าที่จัดมาค่อนข้างเต็มเหมือนในภาค 6 รวมไปถึงฉากวิวทิวทัศน์ที่สวยและดูอ้างว้างต่างๆตลอดทั้งเรื่อง(โดยเฉพาะฉากการเยี่ยมหลุมศพท่ามกลางหิมะในวันคริสมาสต์ที่ผมชอบมากๆครับ) จุดเดียวที่ทำให้รู้สึกว่าหนังมีข้อเสียนิดหน่อยก็คือการจบตอนที่ไม่สมบูรณ์ในตัว เพราะถึงแม้จะเป็นการทำหนังต่อเนื่องแบบ 7.1-7.2 ก็จริง แต่น่าจะดีกว่า ถ้าการจบภาค 7.1 จะเป็นการจบแบบสมบูรณ์ในตัวมันเอง ไม่ใช่การจบแบบเหมือนกับดูหนังไปเรื่องหนึ่งถึงกลางเรื่อง แล้วเราก็กดปุ่ม Pause เอาไว้ (แต่อันที่จริงมันก็ไม่ถึงกับเป็นข้อเสียอะไรมากมายหรอกนะ แค่อาจจะรู้สึกสะดุดหน่อยๆ)
 
เอาล่ะ จบสำหรับการรีวิวภาค 7.1 แล้ว ถ้ายังไม่เบื่อจะอ่านก็มาต่อกันที่ 7.2 เลยครับ ฮ่าๆๆ
 
 
 
สำหรับ Harry Potter And The Deathly Hollow 7.2 หลังจากที่ถูกกดปุ่ม Pause ในโรงไปเกือบหนึ่งปีเต็ม หนังก็เริ่มต้นต่อจากจุดเดิมเด๊ะๆกับฉากโวลเดอมอร์บุกทำลายโลงศพดัมเบิลดอร์และยึดครองไม้เอลเดอร์มาเป็นของตัวเอง ต่างกันว่าคราวนี้มีสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจากเดิมด้วย นั่นก็คือการเข้าฉายในระบบ 3D ด้วยนั่นเอง ซึ่งตัวผมก็เลือกดูในรูปแบบนี้ด้วยเพราะว่าไหนๆก็ภาคสุดท้ายแล้ว ก็อยากจะดูให้มันอลังการเต็มที่ไปเลย ซึ่งก็ค่อนข้างคุ้มนะครับ ส่วนตัวการดูหนัง 3D สำหรับผมไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว และเทคนิคสามมิติในเรื่องนี้ก็ทำออกมาได้สวยดี มีมิติสวยงาม ดูแปลกตาไปจากการดูหนังแฮรี่ภาคก่อนๆดี แต่ถ้าใครจะหวังอะไรพุ่งๆกระแทกตามากนักก็คงไม่ค่อยชอบเท่าไหร่(ว่าแต่หนัง 3D นี่มันต้องพุ่งเยอะๆเหรอถึงจะดี)
 
หนังในภาคนี้ถ้าให้พูดถึงตัวเนื้อเรื่องจริงๆแล้ว คงจะมีน้อยมาก เพราะมีอยู่เพียงส่วน Event ใหญ่ๆที่เกิดขึ้นในหนังเท่านั้น ได้แก่ การบุกเข้าธนาคารกริงกอตต์ และฉากการต่อสู้ครั้งสุดท้ายในฮอกวอร์ต เรียกได้ว่าใครที่คาดหวังที่จะเห็นฉากแอคชั่นอลังการ การต่อสู้แบบโลกเวทมนตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ เต็มไปด้วยความสวยงามของแสง สี เสียง และระเบิดเอฟเฟกต์ ก็คงไม่มีทางผิดหวังแน่นอน เรียกว่าหนังภาคนี้จัดเต็มจริงๆสำหรับใครที่รอคอยจะเห็นฉากบู๊สะบั้น หั่นแหลกจากหนังเรื่องนี้มานาน ซึ่งก็ล้วนทำออกมาได้ดีทุกฉาก ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ระหว่างแมกกอนากัลกับสเนป(ชอบม๊ากกกก ศจ.แมกเท่ห์สุดๆ) การเสกบาเรียป้องกันของเหล่าอาจารย์และการทำลายลงด้วยฝีมือโวลเดอมอร์(ถ้าดู 3D ฉากนี้สวยเว่อร์ๆครับ) และการต่อสู้ระหว่างกลุ่มแฮรี่และมัลฟอยในห้องต้องประสงค์ที่ได้เห็นฉากและการยิงเวทย์ที่น่าตื่นตาตื่นใจสุดๆ 
 
 
และเช่นเดียวกับ 7.1 หลายๆฉากแอคชั่นในหนังสือถูกดัดแปลงให้น่าตื่นเต้นและดูลื่นไหลมากขึ้นในรูปแบบหนัง ทำให้ตัวเอกอย่างแฮรี่ต้องบุกตะลุยและเคลื่อนที่เยอะขึ้นมากให้สมกับเป็นตัวนำทัพ และมีการเปลี่ยนฉากไคลแมกซ์หลายอย่างที่อาจจะขัดใจแฟนหนังสือเดนตายอยู่บ้าง แต่สำหรับผมแล้วมองว่าในความเป็นภาษาหนัง หลายๆฉากถ้าทำตามหนังสือเลยจะเป็นอะไรที่ดูตลกมากพอควร อย่างเช่นฉากการแบ่งคู่สู้ระหว่างมอลลี่-เบลลาทริกซ์ แฮรี่-โวลเดอมอร์ ท่ามกลางสายตากองเชียร์รอบข้างนับร้อย ซึ่งถ้าทำออกมาแบบนั้นเป๊ะๆจริงๆคงเหมือนเวทีมวยตู้เลย = =" ดังนั้นเปลี่ยนใหม่แบบในหนังก็ถือว่าดีแล้วล่ะครับ
 
สิ่งหนึ่งที่คนอ่านหนังสือแล้วมาดูหนังควรทำใจให้ชินไว้เลยก็คือ หนังจะเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวแฮรี่เป็นหลัก นั่นหมายความว่าสิ่งใดที่เป็นซับพลอตหรือเรื่องราวปลีกย่อยที่ไม่เกี่ยวกับตัวแฮรี่จริงๆ หนังก็เลือกที่จะไม่เล่า ซึ่งมองอีกแง่หนึ่งก็ถือว่าดีแล้ว เพราะคนที่อยากรู้จริงๆก็สามารถไปตามอ่านเพื่อเก็บรายละเอียดในหนังสือได้ ถือเป็นการตลาดสำหรับคนที่ดูหนังอย่างเดียวแล้วเกิดอยากตาม Spin-off ด้วยตนเองที่ดี ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีอะไรถูกตัดทิ้งไปมาก และอาจจะมีช่วงเวลาที่ถูกแฟนเดนตายหนังสือบ่นมากพอควรถึงการตายของหลายๆตัวละครที่หายไปอย่างรวดเร็ว(แต่ว่าจริงๆในหนังสือมันก็เป็นแบบนี้นะ ผมก็งงๆคนที่บอกว่าทำไมไม่เห็นฉากตายของแต่ละคนให้ชัดเจนกว่านี้เหมือนกัน ไปแต่งเพิ่มเองเดี๋ยวก็โดนด่าอีก ดูอย่างลาเวนเดอร์ บราวน์สิ...)
 
 
ทว่า ซับพลอตสำคัญเรื่องหนึ่งที่ เจเคได้ปูไว้นานแล้วแต่ภาคต้นๆ นั่นก็คือ เรื่องที่เนวิลล์ถือเป็นเด็กที่เสมือนเด็กในคำทำนายร่วมกับแฮรี่ และแม้ว่าจะไม่ได้ถูกโวลเดอมอร์เลือกจนกลายเป็นคนในตำนานอย่างแฮรี่ พอตเตอร์ แต่ก็เหมือนกับโชคชะตาเล่นตลกจนทำให้เขากลายมาเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพิชิตชัยโวลเดอมอร์ตามคำทำนายจริงๆ ก็ถูกหยิบมานำเสนอได้ดี และช่วยเสริมบทเด่นของเนวิลล์ในภาคนี้ให้เป็นตัวขโมยซีนได้ในหลายๆฉาก รวมไปถึงนิทานของบีเดิลยอดกวี ที่หากติดตามเรื่องราวของนิทานนั้นใน 7.1แล้ว ก็น่าจะำให้คนดูหนังจบ สามารถออกมาถกเถียงถึงจุดที่แฮรี่รอดตายจากคำสาปของโวลเดมอร์ในตอนท้ายได้เพราะของวิเศษทั้งสามชิ้น หรือเพราะพลังของไม้ หรือพลังของความรักกันแน่ ซึ่งถือว่าในจุดนี้หนังก็นำเสนอออกมาได้ค่อนข้างครบถ้วนดีแล้ว ถ้าได้ติดตามเรื่องราวของหนังมามากพอ
 
นอกจากนั้นที่พูดถึงไม่ได้เลย ก็เห็นจะเป็นซับพลอตที่เด่นที่สุดในภาคนี้อย่าง อดีตเบื้องหลังของสเนป ที่ถูกนำเสนอออกมาได้อย่างสวยงามและกินใจ ทั้งยังมีการย้อนความหลังไปให้ดูความเชื่อมโยงในภาคก่อนๆ จนน่าจะกลายเป็นฉากสำคัญที่มีคนพูดถึงหลังหนังจบมากทีเดียว โดยเฉพาะคนที่ดูหนังอย่างเดียวโดยไม่รู้เรื่องราวในหนังสือมาก่อน คงน่าจะเซอไพรส์มากทีเดียวกับบทบาทที่หักมุมมากของตัวละครตัวนี้ ส่วนตัวถ้ามองจากคนที่รู้เรื่องมาก่อนแล้วอย่างผม แค่ฉากที่สเนปขอมองตาแฮรี่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนตายก็ทำให้น้ำตาซึมแล้ว(ผมล่ะแพ้ทางฉากรักเขาข้างเดียวแบบนี้จริงๆ) เชื่อว่าเมื่อคนที่ดูหนังย้อนกลับไปดูเรื่องราวในภาคก่อนๆด้วยความรู้สึกต่อตัวสเนปใหม่แล้ว คงจะทำให้ได้รสชาติไปอีกแบบทีเดียว
 
 
รวมไปถึงการดัดแปลงเล็กๆน้อยๆที่ทำให้หนังได้อรรถรสสำหรับผู้ชมมากขึ้น เช่น การเพิ่มซีนที่ครอบครัวมัลฟอยละทิ้งการต่อสู้ หรือนิสัยของ ศจ.แมกกอนากัล ที่เป็นสาวแก่แต่เก่งและทรงพลังในการต่ิอสู้จริงและติดอารมณ์ขันทีี่แสดงถึงความมั่นใจในการพร้อมรบ ที่น่าจะทำให้คนดูหนังรักตัวละครเหล่านี้มากขึ้นได้ไม่ยาก แต่สำหรับตัวละครรองๆหลายตัวที่หนังไม่ได้หยิบมาให้ซีนหรือเสริมคาแรกเตอร์ให้มากนัก ก็อาจจะทำให้กลุ่มคนดูที่รักตัวละครเหล่านั้นอาจจะรู้สึกขัดใจอยู่บ้าง ซึ้งถ้าให้พูดแทนตัวคนทำหนัง ผมคิดว่าการกระจายบทให้ตัวละครทุกตัวนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะแค่เมนหลักก็มีตั้งสามตัวไปแล้ว(แฮรี่ รอน เฮอร์ไมโอนี่) ซึ่งถ้าจะทำก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ หรือทำแล้วมือไม่ถึง เพราะตัวละครรองตัวไหนที่หนังเลือกมาเสริมบทเด่นให้(อย่างในภาคนี้หลักๆก็จะเป็น สเนป เนวิลล์ ศจ.แมกกอนากัล) ก็เป็นตัวละครที่คนดูส่วนใหญ่มักจะพูดถึงหรือประทับใจหลังหนังจบจริงๆ
 
อีกจุดหนึ่งที่อยากชื่นชมเป็นพิเศษจากตัวผู้กำกับคนนี้ ก็คือการทำหนังแบบเคารพหนังภาคก่อนๆที่ตัวเองไม่ได้กำกับค่อนข้างสูง มีการพยายามสร้างความเป็น Unity ให้แก่หนังชุดนี้มากขึ้น เพราะในภาคจบนี้เราจะได้เห็นสิ่งเล็กๆน้อยๆหลายอย่างที่ทำให้กลับไปนึกถึงหนังในภาคก่อนๆได้เยอะทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นคำพูดของซีเรียสเกี่ยวกับการอยู่ด้วยกันใกล้ๆไม่ทิ้งกันไปไหน รวมไปถึงเสื้อยืดของแฮรี่ที่เป็นตัวเดียวกันแบบในภาค 3 เป๊ะๆ การกลับไปในห้องแห่งความลับ(ภาค2)ของเฮอร์ไมโอนี่และรอนที่ใช้เซตติ้งแบบเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย ฉากลิลลี่ในคืนที่ถูกฆ่าที่ทำออกมาเหมือนกับในภาค 1 ม้าหมากรุกตัวที่รอนขี่ในฐานะคนเดินเกมส์(ภาค1)ที่สามารถเห็นได้ในห้องต้องประสงค์ หรือการพูดถึงมังกรที่มีในภาค 4 ฯลฯ ซึ่งรับรองว่าใครที่ดูหนังแล้วจำรายละเอียดพวกนี้ได้ คงสนุกกับการเห็นมันถูกนำมาเชื่อมโยงในหนังภาคนี้แน่นอน
 
 
พูดถึงข้อดีมาเยอะแล้ว ไม่ได้แปลว่าหนังจะไม่มีข้อเสีย แน่นอนว่าในภาพรวมของแฮรี่ 7.2 นั้น จะเป็นหนังที่มีจุดเด่นในความเป็นแอคชั่นประเภทน้อยแต่มาก ไม่ใช่หนังแอคชั่นประเภทบุกเขา เผากระท่อม ทำลายตึก ยิงแสงระเบิดเปรี้ยงปร้างทุกสิบวินาทีอะไรแบบนั้น ดังนั้นสำหรับใครที่หวังไว้มากอาจจะรู้สึกว่ายังไม่อิ่มเท่าไหร่ แต่ถ้าถามผมผมคิดว่าที่มีอยู่ในหนังนี่ก็โอเคพอแล้ว(จะไปหวังเท่า Lord Of The Rings ก็ต้องเข้าใจนะว่าโลกมันคนละสเกลกัน)
 
แถมในหนังสือเอาจริงๆก็ใช่ว่าจะมีอะไรมาก ซ้ำหลายช่วงยังทำให้รู้สึกว่าเล่นง่าย ตายง่ายกว่าในหนังเยอะ(ไอ้หลายๆฉากที่คนบ่นว่าทำไมน้อยจัง เร็วจัง ในหนังสือบางทีมีเขียนไว้ไม่ถึงครึ่งหน้าด้วยซ้ำครับ อย่าไปเชื่อพวกแฟนหนังสือขี้บ่นนักเลย = =") แต่ในทางกลับกันการที่เนื้อเรื่องเต็มไปด้วยความเป็นแอคชั่นเสียส่วนใหญ่ในจุดนี้ก็ถือเป็นจุดบอดเช่นกัน เพราะส่วนตัวสำหรับผมแล้ว กลับรู้สึกว่าหนังภาคนี้ค่อนข้างนำเสนอตัวเองแบบเรียบง่าย ไม่ซับซ้อนหรือมีลูกเล่นเท่ากับภาคก่อนสักเท่าไหร่นัก แต่ถามว่าสนุกไหมก็สนุกนะครับ เพียงแต่รู้สึกว่าขาดความเป็นดราม่า หรือการตัดต่อหรือดัดแปลงอะไรใหม่ๆที่ดูเป็นลายเซ็นของผู้กำกับคนนี้เท่าภาคก่อนๆเท่านั้นเอง
 
แต่ทว่าจริงๆแล้วผมเพิ่งนึกขึ้นได้ในตอนหลังสุดว่า อันที่จริงหนังมันสมบูรณ์ในตัวมันเองอยู่แล้ว เพราะหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ทำต่อเนื่องจากภาค 7.1 ดังนั้นมันจึงเป็นส่วนเติมเต็มในความเป็นแอคชั่นที่ขาดไปอย่างได้เขียนวิจารณ์แล้วในภาค7.1 และในทางกลับกัน สิ่งที่ผมรู้สึกว่าขาดไปใน7.2 อย่างเรื่องของอารมณ์ ความเป็นดราม่า และการดัดแปลงไอเดียใหม่ๆนั้น ก็มีอยู่ใน 7.1อย่างครบถ้วนแล้วเช่นกัน ดังนั้นถ้ารวมหนัง Harry Potter And The Deathly Hollow ทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันเป็นหนังเรื่องหนึ่งแล้ว จะกลายเป็นหนังมหากาพย์ที่ปิดท้ายตัวเองได้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์แบบไม่ขาดไม่เกินจริงๆ และนั่นทำให้แฮรี่ พอตเตอร์ภาค 7 ในสายตาผมกลายเป็นหนังที่ดีที่สุดในบรรดาหนังชุดนี้ และเชื่อว่ามันจะเป็นหนังที่ดูสนุกและได้รับการยอมรับในวงกว้างมากที่สุดด้วยเช่นกัน
 
 
สำหรับแฟนหนังสือและแฟนหนังอย่างผม แม้ว่าจะเสียดายและใจหายพอควรกับการที่หนังได้ปิดฉากลงแล้วจริงๆ และต่อไปนี้คงไม่ต้องรอตามดูอะไรแบบนี้อีกแล้ว แต่ก็ดีใจที่หนังได้ปิดฉากลงอย่างครบสูตรในตัวของมันเอง และภูมิใจมากหากจะพูดว่าเป็นเด็กคนหนึ่งที่เติบโตมาในยุคของแฮรี่ พอตเตอร์เช่นนี้
 
จริงๆแล้วผมมีเรื่องที่อยากจะเขียนถึงความประทับใจเล็กๆน้อยๆต่อหนังและหนังสือชุดนี้อีกนิดหน่อย(ก็ไม่หน่อยเท่าไหร่นะ 555) แต่ว่าวันนี้เขียนมาเยอะแล้ว คิดว่าคงมีคนเหนื่อยจะอ่านพอควร ดังนั้นก็คงต้องขอลาแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณที่ตามอ่านมาจนจบ แล้วพบกันใหม่ในเอนทรี่หน้าที่คงจะเขียนถึงแฮรี่ พอตเตอร์อีกสักเอนทรี่นึงแน่นอนครับ บ๊าย บาย
 
 

ป.ล. สุดท้ายท้ายสุด เสียดายจริงๆที่ลูน่าไม่ได้เป็นนางเอก แอบเชียร์มานาน อ่านไปก็จิ้นไป แค่ฉากบอกแฮรี่ให้หยุดฟัง แล้วก็ตอนไปตามหามงกุฎแล้วยืนดูท้องฟ้าด้วยกัน แค่นี้สาวกคู่ลูน่า-แฮรี่อย่างผมก็แทบไม่ไหวแล้วครับ 555 นี่ละทำให้ผมชอบผู้กำกับคนนี้จริงๆ แอบดันลูน่าซะไม่มี (ขอโทษแฟนจินนี่ด้วยนะ ก็ในเวอร์ชั่นหนังเคมีนักแสดงสองคนนี้มันเข้ากันกว่าจริงๆอ๊ะ)

2011/Jul/29

ผมเป็นแฟนเพลงคนหนึ่งของ Amy Winehouse ครับ
 
แน่นอนว่าถ้ามองในแง่คนที่ติดยาเสพติดแล้วเธอไม่ใช่คนที่น่ายกย่องอะไร แต่ถ้ามองในฐานะของนักดนตรีแล้ว เธอเป็นคนหนึ่งที่มีพรสวรรค์มากครับ ทั้งในเรื่องการแต่งเพลง การเรียบเรียง รวมไปถึงเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ และการแสดงสดที่ยากจะหาใครเลียนแบบได้(ขนาดร้องไปตะไบเล็บไปยังเพราะเลย ให้ตายสิ) ยังไม่นับรวมไปถึงอิมเมจส่วนตัวที่โดดเด่นพอๆกัน ไม่ว่าจะการทาอายไลเนอร์สูงปริ๊ด ผมทรงมารีอังตัวเนตเกล้าสูงกระเซอะกระเซิง ลายสักพร้อยเต็มตัว หรือการแต่งกายเหมือนสาวบาร์ขี้เมาดูไม่ค่อยเป็นผู้เป็นคน ซึ่งคนทั่วไปพอเห็นแว่บแรกคงพาลนึกว่าเธอต้องเป็นนักร้องเพลงแนวพังค์ร็อคอะไรแบบนี้แน่นอน(ยิ่งแ่ต่ละข่าวที่ถูกนำเสนอหลายๆครั้งนี่ยิ่งแล้วใหญ่)
 

 
แต่เอาเข้าจริงแล้วงานเพลงของเธอเป็นเพลงแจ๊ส โซล เต็มตัวครับ และจุดที่เก๋ที่สุดคือ เธอสามารถทำแนวเพลงที่คนมักจะบ่นว่าเป็นแนวเพลงชวนง่วง ยืดยาดน่ารำคาญเหล่านี้ให้ติดหูและติดดินลงได้มาก และในทางกลับกัน กับคนที่เป็นคอแจ๊สหรือโซลจริงๆเมื่อได้ฟังแล้วก็ไม่รู้สึกว่านี่เป็นงานเพลงที่ฉาบฉวยอะไร ซ้ำยังให้การยอมรับว่าเป็นงานเพลงที่เข้าถึงอารมณ์ของแนวเพลงเหล่านี้อย่างจริงจังมากด้วย 
 
ผมรู้จัก Amy Winehouse เอาครั้งแรกก็ตอนอัลบั้มสอง Back To Black ที่มาพร้อมกับเพลงดังสุดฮิตอย่าง Rehab และเป็นอัลบั้มที่ได้รับรางวัลใหญ่ๆแกรมมี่ถึง 5 รางวัลด้วยกัน แต่กว่าจะหาอัลบั้มเธอมาฟังจริงจังก็หลังจากนั้นพักใหญ่ๆเลย(เนื่องจากเป็นพวกชอบแอนตี้เวลาคนฮิตอะไรกันเยอะ ฮ่าๆๆ) ซึ่งพอตอนได้มาฟังเอาจริงๆก็หายสงสัยเป็นปลิดทิ้งเลยครับว่าทำไมงานเพลงของเธอถึงมีคนชื่นชมเยอะขนาดนี้
 

 
สิ่งหนึ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับงานเพลงของเธอก็คือ เวลาเปิดฟังทีไร สมองจะรู้สึกแบลงก์ๆ มือไม้แข้งขาจะเป๋ เวลาเดินต้องเป๋ๆนิดนึง ตาก็มักจะปรือแบบเมาๆทุกทีเลยครับ(ใครนึกภาพไม่ออกขอให้คิดถึงกัปตันแจ๊ค สแปโรว์นะฮ่าๆๆ) มันเป็นอารมณ์แบบที่หาฟังจากงานเพลงของใครไม่ได้จริงๆครับ
 
และนอกจากเพลงเร็วจะได้อารมณ์สนุกๆแบบเมาๆแล้ว บทจะซึ้ง เศร้าหรือสดใส เธอก็สามารถร้องและเรียบเรียงออกมาได้อย่างกินใจทุกรูปแบบด้วย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าหลายๆเพลงที่เธอแต่งออกมานั้นได้สะท้อนแง่มุมชีวิตจริงเธอในหลายๆช่วงอย่างชัดเจน รวมไปถึงอารมณ์ขันที่เธอมีต่อสิ่งต่างๆด้วยมุมมองที่ไม่เหมือนใครด้วย

สตูดิโออัลบั้มของ Amy Winehouse มีทั้งหมดสองอัลบั้มครับ ซึ่งจะว่าน้อยก็น้อย แต่จะว่าเยอะก็เยอะ เนื่องจากในรูปแบบ Deluxe Edition รวมไปถึง B-side ของทั้งสองอัลบั้มนั้น รวมจำนวนเพลงทั้งหมดแล้วก็เกือบๆ 40 เพลงได้ครับ ซึ่งผมคิดว่ามันเยอะมากนะ สำหรับการทำงานเพลงสักอัลบั้มหนึ่งที่มีเพลงปล่อยออกมาให้คนฟังได้ฟังอย่างเต็มที่สุดๆแบบนี้
 


อัลบั้มแรกของ Amy Winehouse ชื่อว่า Frank เป็นงานเพลงที่เน้นไปในทางสายแจ๊สและโซลเป็นหลัก ดนตรีอาจจะฟังยากและไม่โฉ่งฉ่างเท่าชุดที่สองมากนัก และมีเพลง Cover ปนๆด้วยบ้างนิดหน่อย แต่ส่วนตัวผมรู้สึกว่าในอัลบั้มนี้จะมีจุดที่น่ารักและขี้เล่นของเอมี่แฝงอยู่ค่อนข้างเยอะครับ และในส่วนที่เป็นเพลงเศร้าก็ค่อนข้างเศร้าและเหงากว่าชุดสองด้วย 

อัลบั้มนี้มีเพลงเด่นๆที่ผมชอบอย่าง Stronger Than Me ที่พูดถึงแฟนหนุ่มไม่เอาไหน Fuck Me Pumps ที่เล่าถึงชีวิตโสเภณีรอลูกค้า (กล้าแต่งเนื้อเพลงแบบนี้ใส่ในเพลงแจ๊ส คิดดูเถอะครับ!) I Heard Love Is Blind ที่เอาคำว่าความรักทำให้คนตาบอดมาเล่าใหม่อย่างฮา บนดนตรีที่ใครไม่ทันฟังเนื้อแล้วต้องคิดว่าเป็นเพลงเศร้าแน่ๆ  แต่บทจะพูดถึงความรักที่เศร้าๆเหงาๆจริงจังก็ทำได้ดีมาก อย่างเช่นเพลง There is No Greatest Love , Take The Box ก่อนจะเข้าช่วงปิดท้ายอัลบั้มด้วยเพลงน่ารักๆอย่าง Help Yourself ที่เนื้อหาเพลงและดนตรีฟังสบายมากทีเดียว
 
นอกจากเพลงในอัลบั้มหลักแล้วก็ยังมีเพลงที่แนะนำอีกอย่าง Mr. Magic (Through the Smoke) , Round Midnight , Fool’s Gold , Best Friends , Someone To Watch Over Me , Teach Me Tonight ซึ่งรับประกันเลยว่าเป็นเพลงที่เพราะและเพลินหูมากๆทั้งนั้น
 

 
ส่วนอัลบั้มชุดที่สองที่ทำให้คนทั่วไปรู้จักเธออย่างกว้างขวางสุดๆไปเลยนั้นคือชุด Back To Black ครับ ซึ่งสำหรับอัลบั้มนี้ดนตรีจะยังคงเมนหลักอยู่ที่แนวแจ๊ส โซลเช่นเคย แต่ดนตรีจะสนุกขึ้น มีจังหวะขึ้น โฉ่งฉ่างขึ้น มีกลอง เครื่องเป่าใส่มาเต็มที่ เพลงสบายๆก็เยอะขึ้น ส่วนเพลงช้านั้นจะเป็นอารมณ์เศร้านิ่งๆมากกว่าเหงาๆ และมีการนำดนตรีแบบเรกเก้ สกาปนเข้ามาด้วย ซึ่งส่งผลให้ชุดนี้ฟังง่ายและติดหูกว่าชุดแรกมากครับ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเธอทำเพลงตลาดขึ้นนะครับ เพราะโดยรวมแล้วเป็นงานเพลงที่เจ๋งมากอีกชุดนึงสำหรับผมเลยล่ะครับ
 
เพลงที่ผมชอบในอัลบั้มนี้มีได้แก่ Rehab , You Know I’m No Good สองเพลงเร็วเนื้อหากวนๆที่หลายคนรู้จักกันดี Back To Black, Love Is A Losing Game, Wake Up Alone เพลงช้าโยกเบาๆที่เล่าถึงความรักที่ล่มสลาย ในขณะที่หมวดเพลงจังหวะกลางๆสบายๆ เนื้อหาชวนอมยิ้มนิดๆเศร้าหน่อยๆเคล้ากันไปของอัลบั้มนี้มีเยอะมากครับ อย่างเช่น Just Friends , Tears Dry On Their Own(เพลงนี้โลกสวยสู้ชีวิตมากที่สุดของเอมี่แล้วมั้ง) , He Can Only Hold Her , Addicted (เพลงนี้ตอนแรกฟังแล้วน่ารักมาก แต่พอมาตั้งใจฟังเนื้อหาดีๆแล้วเอ่อ...ทำไปได้นะ เอมี่) , Valerie อีกหนึ่งเพลงคัฟเวอร์สุดดังของเอมี่ที่คนชอบกันเยอะ เพลงนี้ได้ Mark Ronson มาโชว์ตัว Featuring อย่างจริงจังด้วย ( Mark Ronson คือคนที่ทำเพลงร่วมกับเอมี่ทั้งสองชุดมาตลอดครับ และเป็นนักดนตรีอีกคนที่มีพรสวรรค์มากๆ แนะนำให้หาเพลงของเขามาฟังเช่นกันครับ) 
 

 
แม้ว่าพักหลังจะได้ยินข่าวการดีๆร้ายๆของเอมี่อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะกับเรื่องยาที่หยุดๆเลิกๆ จนทำให้งานเพลงอัลบั้มที่ 3 ถูกเลื่อนออกไปเป็นพักๆเนื่องจากทำไม่เสร็จสักที แต่ผมก็ไม่เคยคิดเลยล่ะครับว่าวันหนึ่งจะได้ทราบข่าวว่าเธอได้เสียชีวิตอย่างกระทันด้วยอายุแค่ 27 ปีเท่านั้นเอง ซึ่งแม้สาเหตุการตายจะยังไม่ถูกระบุอย่างแน่ชัด แต่ก็คงพอเดาได้ว่าจากเรื่องอะไรเป็นหลัก
 
ในสายตาคนทั่วไปแล้วอาจจะมีคำถามว่า นักร้องที่เสพยา เต็มไปด้วยข่าวแย่ๆแบบนี้มีอะไรต้องน่าเสียใจด้วยเหรอ แต่สำหรับผมแล้ว เมื่อตอนที่ได้รู้ข่าว ผมพูดได้เต็มปากเลยครับว่าเสียใจและเสียดายมาก เสียใจกับพรสวรรค์ของเธอที่มีมากแต่ต่อไปนี้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้อีกแล้ว เสียใจกับการรอคอยและเอาใจช่วยให้เธอผ่านวิกฤติและกลับมาประคองตัวใหม่ได้ตลอดแต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ และสุดท้ายก็ได้แต่เสียดายที่เธอทำลายตัวเธอเองด้วยสิ่งที่ทำร้ายการงานและตัวเธอมาตลอด ยาเสพติดนี่มันไม่มีอะไรดีจริงๆล่ะนะครับ เฮ่อ...
 
แต่ถึงแม้เธอจะจากไปก่อนวัยอันควร ก็ยังโชคดีที่เธอได้ทิ้งผลงานเพลงดีๆไว้บนโลกอยู่มากพอควร ซึ่งนั่นคงจะเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงตัวตนของเธอได้ดีที่สุดในความทรงจำของนักฟังเพลงที่ได้รู้จักเธอนั่นล่ะครับ
 
และนี่คือสิ่งสุดท้ายที่แฟนเพลงอย่างผมจะทำได้เพื่อขอบคุณกับผลงานดีๆที่ได้รับฟังตลอดมาและแสดงความเสียใจกับการจากไปของเธอครับ 
 
I Dedicated this Picture To Amy Winehouse. The Talent One Who Passed Away....
 
 
...................
 
แล้วพบกันใหม่ในเอนทรี่หน้าครับ ^ _ ^
 


Tharadon D.
View full profile
Imome Family