2012/May/24

::คำเตือน:: 

รูปเยอะ อาจจะโหลดนาน แถมเนื้อหายังไม่มีแก่นสารให้สมกับการเสียเวลาโหลดอีก

อนึ่ง...เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีควรเข้าชมภายใต้การดูแลของผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด 

------------------------------------

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  .......................!!

 

 

Stop callin'

 

 

Stop callin'

 

 

 I don't wanna think anymore!

 

 

I got my head and my heart...

 

 

on the Paper!!

 

 

Stop callin' Stop callin'

 

 

I don't wanna talk anymore!!

 

  

 I got my head and my heart...

 

 

on the Paper.

 

 

 .......

 

 

Eh-eh-eh-eh-eh-eh-eh-eh-eh

 

 

 

Stop telephonin’ me!!!

 

 

Eh, eh, eh, eh, eh, eh, eh, eh, eh

 

 

          

I'm Busy!!

 


            

Eh, eh, eh, eh, eh, eh, eh, eh, eh

 


 

 

 STOP TELEPHONIN' ME!!!!!

 

 

 

 

 

 

----------------------------------

 

บางครั้งผมก็รู้สึกอย่างงี้จริงๆนะ

 

ว่าแต่ว่า...

 

 

 

 

 

นี่เราอัพอะไรลงไป!!?

 

.......

ไปทำงานต่อดีกว่า...

.....................

ป.ล.อัพใหม่ต้อนรับ Lady Gaga มาเยือนเมืองไทย ไม่นึกเลยว่าตอนนี้จะมีตัวเป็นๆมาเดินเล่นในกรุงเทพซะแล้ว! น่าตื่นเต้นจัง!!

ป.ล.2 ใครอยากเอาไปซ้อมเต้นรับงานคอนก็เอาเลยนะ แกะท่าให้แล้ว ฮ่าๆๆ

ป.ล.3 แอบอยากไปดูคอนเสิร์ตเบาๆเหมือนกัน แต่งบหมดพอดี T _ T

 

2011/Aug/08

ดังที่มีคำกล่าวว่า ไม่มีงานเลี้ยงไหนไม่มีวันเลิกรา และแล้วหลังจากผ่านช่วงเวลายาวนานถึง 10 ปี ในที่สุดภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือชุด Harry Potter ก็ได้เดินทางมาถึงจุดสุดท้ายของมันแล้ว  บอกตรงๆว่าการเดินทางมาถึงตอนจบของเวอร์ชั่นหนังทั้งทำให้ผมใจหายยิ่งกว่าตอนที่ได้อ่านหนังสือเล่มจบอีก เนื่องจากในตอนที่หนังสือจบนั้น ก็ยังมีหนังให้เราคอยติดตามอยู่ แต่สำหรับตอนนี้เมื่อหนังมาถึงตอนจบแล้ว ก็หมายความว่าจะไม่มีอะไรให้ต้องรอคอย หรือติดตามต่อแล้วจริงๆ 
 
Harry Potter And The Deathly Hollow เป็นหนังสือเล่มที่ 7 ในซีรียส์แฮรี่พอตเตอร์ และในตอนที่ทำออกมาเป็นหนังก็ได้แบ่งออกเป็นสองภาค ได้แก่ 7.1 และ 7.2 อย่างที่หลายคนรู้กันดีอยู่แล้ว จะด้วยเหตุผลทางการตลาดหรือจะเอาใจแฟนคลับอย่างไรก็ถือเป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้น เพราะแน่นอนว่าเนื้อหาและฉากต่างๆในหนังสือจะถูกนำเสนอได้อย่างครบถ้วนมากขึ้นตามเวลาที่เพิ่มขึ้นไปด้วย แต่หนังจะออกมาเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ดีนั้น ในฐานะที่ตามเขียนรีวิวมาเกือบทุกภาค คุณกระต่ายก็จะขอทำการรีวิวทิ้งทวนแต่บัดนี้เลยละกัน 
 
***อนึ่ง เอนทรี่นี้อาจจะยาวหน่อยนะครับ เนื่องจากในตอนที่หนัง 7.1 เข้าผมไม่ได้เขียนบทวิจารณ์เอาไว้ ดังนั้นก็จะขอวิจารณ์ทั้ง 7.1 และ 7.2 ไปพร้อมกันเลย นอกจากนั้น จะมีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วนของหนังด้วย ดังนั้นใครไม่อยากรู้เรื่องก่อน เผลออ่านแล้วจะมาขอคาถาลบความจำทีหลังง่ายๆไม่ได้นะครับ!!***
 
 
เรื่องราวของ Harry Potter and The Deathly Hollow 7.1 เริ่มต้นที่ แฮรี่ รอน และเฮอร์ไมโอนี่ที่ตัดสินใจออกเดินทางเพื่อสานต่อภารกิจที่ดัมเบิลดอร์ได้ทิ้งไว้ก่อนตายในภาคก่อน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับการทำลายโวลเดอมอร์ ผู้ซึ่งเรืองอำนาจอีกครั้งในโลกของพ่อมด แม่มด และหมายมั่นที่จะจัดการแฮรี่ พอตเตอร์ เสี้ยนหนามสุดท้ายที่ทำให้ชื่อเสียงของตนสั่นคลอนมาเป็นเวลานาน แต่ทว่านอกจากทั้งสามคนจะไม่ทราบเลยว่าสิ่งที่ตัวเองต้องทำจริงๆนั้นคืออะไร ความกดดันและตึงเครียดในการเดินทางที่ไร้จุดมุ่งหมายดังกล่าวยังทำให้ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนต้องสั่นคลอนจนกลายเป็นความบาดหมางร้ายแรงในภายหลังอีกด้วย
 
สิ่งหนึ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับผู้กำกับ เดวิท เยตส์ ซึ่งเป็นผู้กำกับหนังชุดแฮรี่ พอตเตอร์ตั้งแต่ภาค 5 ขึ้นมาก็คือ เขาเป็นคนที่สามารถผสานความเป็นหนังสือและหนังให้กลมกล่อมและลงตัว คือสามารถทำหนังที่คนดูหนังก็ชอบ และคนอ่านหนังสือ(ที่อาจจะจู้จี้จุกจิกไปหน่อย)ให้การตอบรับที่โอเคในระดับหนึ่ง และจุดที่เด่นที่สุดก็คือความกล้าที่จะดัดแปลงหรือเปลี่ยนเรื่องราวในหนังสือ ให้ออกมาเป็นหนังอีกแบบนึงโดยที่ยังคงประเด็นที่หนังสือจะสื่อเอาไว้ได้ค่อนข้างครบถ้วน และบางครั้งหลายๆฉากที่ไม่มีในหนังสือก็ถูกเสริมเติมแต่งเข้ามาเป็นกับแกล้มที่ลงตัวด้วย
 
 
ยกตัวอย่างที่ชัดเจนเลยในภาคนี้ก็เห็นจะเป็นฉากตอนเริ่มต้นเรื่องที่พูดถึงการตัดสินใจลบความทรงจำพ่อแม่ตัวเองของเฮอร์ไมโอนี่ ซึ่งเป็นการเปิดฉากที่ดีของหนังที่ทำให้เรารับรู้ว่า การเดินทางตามภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และตัวละครในเรื่องก็ต้องตัดสินใจที่จะเผชิญกับความยากลำบากแค่ไหน หรือฉากการเดินทางของกลุ่มแฮรี่ผ่านทุ่งหญ้า ป่าเขาอย่างเงียบๆ มีเพียงเสียงวิทยุที่รายงานเรื่องราวของโลกเวทมนตร์ที่ถูกนำมาใช้สื่ออารมณ์อ้างว้างและกดดันได้ดี(ดูแล้วพาลนึกถึงหนัง Zombie แบบ 28 Days Later เลยทีเดียว) 
 
และฉากสำคัญที่อดพูดถึงไม่ได้ก็คือฉากการเต้นรำเพื่อปลอบใจกันของเฮอร์ไมโอนี่และแฮรี่ในเตนท์ ที่ช่วยให้ทั้งคู่อารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่จะต้องยอมรับในตอนท้ายว่าเมื่อไม่มีรอนแล้ว การเดินทางของพวกเขาเต็มไปด้วยความหดหู่และน่าอึดอัด แม้ว่าจะพยายามปลอบใจกันแค่ไหนแต่ก็เทียบกับการมีรอนไม่ได้อยู่ดี ผมชอบฉากนี้เป็นพิเศษเพราะตอนที่อ่านในหนังสือนั้น ช่วงที่รอนจากไปเป็นช่วงที่อ่านแล้วรู้สึกเหมือนตัวละครถึงทางตัน ไม่สามารถไปต่อได้ และใช้ระยะเวลานานมากทีเดียวกว่าแฮรี่และเฮอไมโอนี่จะตั้งตัวและเดินทางต่อไปได้ และหนังก็สามารถนำเสนอความน่าอึดอัดเกือบ 50 หน้านั้นผ่านฉากการเต้นรำสั้นๆนี้เพียง 1 นาทีได้อย่างสวยงาม ซึ่งนั่นเป็นจุดที่ผมชื่นชมมากๆครับ 
 
 
นอกจากนั้นก็ยังฉากที่ดัดแปลงจากเนื้อหาของหนังสือให้กลายเป็นหนังที่สนุกขึ้นและน่าตื่นเต้นขึ้นมาก เช่น การเปลี่ยนรูปแบบการตายของเฮดวิกที่น่าจะทำให้คนดูรู้สึกประทับใจมากขึ้น หรือฉากการบุกกระทรวงเวทมนตร์ที่ค่อนข้างเรียบๆนิดหน่อยในเวอร์ชั่นหนังสือ ให้กลายเป็นฉากที่สนุกและน่าตื่นเต้นขึ้นมากพอควรในเวอร์ชั่นหนัง หรือฉากการเยี่ยมหลุมศพและบ้านเกิดของแฮรี่ที่ทำบรรยากาศออกมาได้ดูสวยงามและน่ากลัวไปในเวลาเดียวกัน
 
สิ่งที่หนังภาค 7.1 น่าจะโดนบ่นมากที่สุดก็คงเป็นเรื่องที่ขาดฉากการต่อสู้หรือผจญภัยที่อลังการ และกว่า 2 ใน 3 ของเรื่องเต็มไปด้วยการเดินทางที่ค่อนข้างยืดยาว แต่ถ้าใครอ่านหนังสือมาแล้วก็จะเข้าใจดีว่าในส่วนครึ่งแรกของหนังสือที่ตัดมาทำหนังนั้น มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ และในเวอร์ชั่นหนังก็ค่อนข้างมีการปรับเปลี่ยนเป็นภาษาหนังให้ดูสนุก กระชับมากขึ้นพอควรแล้วด้วย ทั้งยังได้การแสดงของนักแสดงหลายๆคนที่ทำให้หนังดูลื่นไหลมากขึ้น โดยเฉพาะกับตัวละครที่ถูกผู้กำกับคนนี้ดันเป็นพิเศษอย่าง ลูน่า เบลลาทริกซ์ และอัมบริดจ์ ที่มีฉากการปรากฏตัวในหนังที่ทำให้คนดูที่ชื่นชอบตัวละครเหล่านี้อยู่แล้วน่าจะยิ่งชอบมากขึ้นอีก รวมไปถึงฉากกระชากใจกับการจากไปของด๊อบบี้ก็น่าจะเรียกน้ำตาจากคนดูได้พอควรเลย
 
 
ดังนั้นถ้ามองในสายตาของคนที่ชอบหนังแฮรี่ พอตเตอร์จากผู้กำกับคนนี้อย่างผมแล้ว ภาคนี้จึงเป็นภาคที่สนุกและกระชับ น่าตื่นตาตื่นใจไปกับสเปเชี่ยลเอฟเฟกต์และฉากบุกตะลุยต่างๆที่มีเพิ่มข