เอ้อ...คือจริงๆตั้งชื่อentry วันนี้ให้เว่อร์ๆไปแบบนั้นล่ะ เรื่องของเรื่องจริงๆคือ จากที่ผมโดนไอ้นี่มา
โดนแทคมา8 บลอคซ้อน - -" ถ้าเป็นรักบี้นี่ผมคงจมดินไปข้างแล้วนะเนี่ย ไม่รู้ตกสำรวจว่ามีบลอคไหนแทคมาอีกหรือเปล่า เพราะว่าช่วงนี้ไม่ค่อยได้แวะไปเยี่ยมใครด้วย ตอนแรกที่โดนพี่บิ๊คแทคมาเป็นรายแรกก็ขี้เกียจเขียนอยู่เลยเลื่อนมาเรื่อยๆ เพราะเข้าใจว่าต้องตอบ 5 ข้อที่อีกฝ่ายแทคเรามา แล้ว 1 ใน5 ข้อของพี่บิ๊คแกก็มีเรื่องเซกส์อีก(แบบว่าเขิน) แต่พอตอนหลังมาอ่านกติกาดีๆแล้ว อ้อ เขียนเกี่ยวกับอะไรก็ได้นี่หว่า ค่อยยังชั่วหน่อย
เอ้อ... แถมมีคนอุตส่าห์แทคกันมาเยอะขนาดนี้ เลยขออนุญาติเขียนสัก 10 ข้อแทนที่จะเป็น 5 ข้อละกัน เพื่อเป็นการขอบคุณที่อุตส่าห์แทคซ้อนกันมาขนาดนั้น(ก็รู้อยู่ว่าเจ้าของบลอกนี้เคยพิมพ์น้อยๆกะเขาด้วยเรอะ) ว่าแต่ว่าปกติผมก็ชอบเล่าเรื่องแปลกๆของตัวเองลงในบลอกอยู่บ่อยๆแล้วนะ แล้วมันยังมีเรื่องอะไรที่คนอื่นไม่รู้เกี่ยวกับผมอีกเหรอเนี่ย เอ...นึกก่อนๆ
เอาล่ะครับ ต่อไปนี้เป็น Blog tag 10 ข้อของผมที่คุณยังไม่รู้(มั้ง) และไม่รู้เหมือนกันว่ามีใครอยากจะรู้(ฮา) แต่เขาแทคให้เขียนมาก็เขียนเถอะนะ
1. ชื่อของกระต่าย
ผมมีชื่อเล่นจริงๆว่า "โอม" ครับคำว่าโอมก็เป็นแบบโอมเพี้ยง หรือภาษาบาลีนั่นแหล่ะครับ ไม่ใช่โอห์มแบบหน่วยไฟฟ้านะ เรื่องแปลกก็คือ ย้อนมานึกดูตอนนี้แล้วก็ไม่รู้ว่าธีมในการตั้งชื่อลูกของแม่ผมคืออะไรกันแน่ เพราะปกติชื่อพี่น้องมันต้องมีความเกี่ยวข้องกันบ้างใช่ไหมครับ เช่นชื่อเสียงพ้องกันแบบ แบงค์-โบท-บาส หรืออาจจะเป็นชื่อในหมวดอะไรสักอย่างแบบกุ้ง-ปลา-หอย-พะยูนแต่ทว่าพี่น้องผมรวมผมสามคน ต่างมีชื่อเล่นที่ไม่เข้าเซตกันอย่างแรง พี่ผมชื่อเป็นผลไม้ น้องผมชื่อเป็นอัญมณี ชื่อผมก็เป็นบทสวดบาลีไปซะงั้น มันอะไรกัน
ส่วนคำว่า imome อันนี้จริงๆผมว่าเคยเขียนไปแล้วนะครับ แต่เอาอีกทีละกันสำหรับใครที่อาจจะไม่ได้อ่านเอนทรี่อันนั้นไป เรื่องของเรื่องคือเมื่อตอนสมัคร Hotmail ยุคบุกเบิก(ประมาณ ม.3) ผมอยากใช้ชื่อ Iamome ซึ่งมันมีคนใช้ไปแล้วผมเองก็ไม่อยากใช้ชื่อซ้ำใคร(ประเภท Iamome69 , Iamome00001 ฯลฯ) ก็เลยเปลี่ยนใหม่เป็น I'm_ome ซึ่งตอนนั้นผมไม่รู้ว่าชื่อเมล์ของ hotmail มันไม่อนุญาติให้ใช้ ตัว ' น่ะนะครับ เลยเอาออกเป็น Imome แล้วก็ใช้เป็นชื่อเมล์มาเรื่อยๆ
ทีนี้พอใช้ไปใช้มาแล้วรู้สึกว่าเป็นชื่อที่ครีเอทดี ก็เลยใช้ประจำไม่ว่าจะไปสมัครเวปบอร์ดหรือบลอคอะไรที่ไหน รวมไปถึงเป็นนามปากกาตัวเองด้วย ดังนั้นจริงๆแล้ว มันมาจากคำว่า I'm Ome นะครับ อ่านว่า แอมโอม แต่ส่วนใหญ่จะมีคนอ่านว่า ไอโมเมะ อิโมเมะ อะไรแบบนี้ประจำ ที่ร้ายกาจสุดคือไอ้มอม ซึ่งคนเรียกคงนึกว่าผมเอาชื่อหมามาตั้ง(T - T)จริงๆตั้งแต่ใช้มารู้สึกจะยังไม่มีใครเรียกถูกสักคนเลยครับ ทำใจแล้ว(ฮา)
2. กระต่ายผู้รักการอ่าน
ผมเนี่ยจริงๆแล้วเป็นนักอ่านตัวยงเลยนะครับ เป็นคนที่ชอบการอ่านหนังสือมากทุกประเภท หนังสือเล่มแรกที่ผมเคยอ่านแบบจริงๆจังๆ คือเรื่อง "เมืองในตู้เสื้อผ้า"ครับ(คือเรื่อง Narnia ในปัจจุบัน) น้าของผมเอาให้อ่านเล่นฆ่าเวลา ซึ่งจริงๆแล้วตอนนั้นผมยังอายุแค่ 6 -7 ขวบเองด้วยนะ อ่านเข้าใจไปได้ไงทั้งเล่มก็ไม่รู้ มีอีกเรื่องนึงผมจำชื่อไม่ได้ละ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวนึงที่มีลูก 12 คน(ไม่ใช่ Cheaper by the Dozen นะครับ)ซึ่งแต่ละตอนก็จะเปลี่ยนตัวหลักไปเรื่อยๆ เสียดายว่าตอนนี้หนังสือสองเล่มนั้นหายไปแล้ว เลยไม่รู้เหมือนกันว่าอีกเล่มนั้นชื่อเรื่องอะไรกันแน่
แต่หลังจากนั้นมาผมก็ชอบอ่านหนังสือมาเรื่อยๆ จำได้ว่าติดการอ่านมากถึงขั้นตอน ม.ต้น ผมไปสมัครเป็นบรรณารักษ์ในห้องสมุด(ที่โรงเรียนผม ถ้าเด็กคนไหนอยากทำจริงๆ บรรณารักษ์ก็สามารถอนุญาติให้ทำได้) เพื่อจะได้นั่งอ่านหนังสืออยู่ในนั้นได้ตลอดช่วงเช้าก่อนเข้าเรียน ตอนพักเที่ยงและหลังเลิกเรียนเลย เล่มที่อ่านบ่อยๆในตอนนั้นจำได้ว่าเป็นเรื่องเจ้าชายน้อยนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่จนบัดนี้ก็ยังอ่านอยู่เลย สนุกดี
ที่สำคัญ ก็ยังสามารถใช้ตำแหน่งบรรณารักษ์ให้เป็นประโยชน์ได้ด้วย เช่นเล่มไหนที่ฮอตมากๆก็ใช้ประโยชน์จากบรรณารักษ์จองหนังสือเล่มนั้นไว้อ่านก่อนเลย แถมยังมีปิดหน้าร้อนอยู่เทอมนึง ผมแอบเอาหนังสือจากห้องสมุดไปไว้อ่านเล่นที่บ้านด้วย(ปกติปิดเทอมห้องสมุดจะปิดยาว)ตอนนี้ยังจำได้เลยว่าเป็นหนังสือชุด "ราโมนาจอมแก่น" ความยาวราวๆ 7-8เล่มได้ โดยใช้วิธีทำเรื่องยืมไว้ แล้วตอนใกล้ๆปิดเทอมก็ทำเป็นเอาหนังสือมายิงบาร์โคดว่าคืนไปแล้ว ซึ่งตอนที่ผมเอามันมาคืนจริงๆนั้นก็คือตอนเปิดเทอมนั่นเอง(เด็กอะไร๊...)
นอกจากนั้นเวลาโดดเรียน ถ้าเป็นเด็กคนอื่นๆก็คงจะโดดไปร้องคาราโอเกะ เตะบอล เป่ากบ นั่งกินแมค บลาๆๆๆใช่ไหมครับ แต่สำหรับผมแล้ว ทุกครั้งที่โดดเรียน ผมจะโดดไปอยู่ในร้านหนังสือครับ แล้วก็จะนั่งอ่านๆๆๆๆอยู่ในนั้นทั้งวันเลย เป็นเด็กที่มีไลฟ์สไตล์ผิดมนุษย์ในวัยนั้นมากจริงๆ
ไม่ว่าจะตอนไหนของชีวิตวัยเรียน ถ้าอยากจะตามหาผม ที่ๆคุณจะหาผมเจอแน่ๆที่หนึ่งก็คือห้องสมุดนี่ล่ะครับ มาตอนนี้ เกือบครึ่งนึงของชีวิตผมก็คือการอ่านหนังสือล่ะครับ และก็คงจะอ่านต่อไปอีกเรื่อยๆ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมเป็นคนมีจินตนาการได้แบบที่เป็นอย่างทุกวันนี้ล่ะนะ
3. สัตว์ที่ผมเกลียด
ผมมีสัตว์ที่กลัวแบบเป็นจริงเป็นจังอยู่ชนิดนึงครับ นั่นก็คือหมาครับ หมาเป็นตัวอะไรที่ผมแบบว่าไม่อยากจะเข้าใกล้มาก ทั้งเกลียดทั้งกลัวขนาดหนักเลย จริงๆแล้วเรื่องนี้ผมไม่ค่อยได้บอกใครและคนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้นะ เพราะว่าปกติถ้าผมเจอหมาผมจะทำเป็นนิ่งๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก แต่จริงๆแล้วในใจผมหนีไปก่อนตัวนานแล้ว
เรื่องของเรื่องคือเด็กๆผมเคยโดนหมากัดครับ หมาพันธ์โหดเสียด้วย แถมเจ็บจากหมากัดแล้ว ยังต้องมาเจ็บกับเข็มฉีดยาและสารพัดวัคซีนต่างๆหลังจากนั้นอีกด้วย หลังจากนั้นมา ถ้าเป็นไปได้ผมจะไม่เข้าใกล้หมาอีกเลย เพราะผมกลัวเสียงขู่แฮ่ๆแยกเขี้ยวของไอ้พวกนี้ด้วยอ้อ!ยกเว้นพวกพันธ์น่ารักๆแบบชิสุ อะไรอย่างงั้นก็อีกเรื่องนะครับ
ส่วนสัตว์ที่ผมชอบมากที่สุด แน่นอนย่อมเป็นแมวครับ ผมว่าแมวเป็นสัตว์ที่น่ารักและก็มีโลกส่วนตัวสูงดีนะ ไม่ต้องดูแลอะไรมาก มันมีปัญหาเมื่อไหร่เดี๋ยวก็กลับมาหาเราเอง เลี้ยงง่ายดีแถมไม่ต้องรำคาญเสียงเห่าด้วย ส่วนกระต่ายที่หลายๆคนคงคิดว่าผมชอบที่สุด จริงๆแล้วผมชอบกระต่ายที่เป็นการ์ตูนมากกว่าน่ะ ส่วนแมวนั้นผมชอบทั้งแบบการ์ตูนและตัวเป็นๆเลยครับ
4. กระต่ายแยกร่าง
อันนี้เป็นอีกเรื่องที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง นั่นก็คือเรื่องที่ว่า ในชีวิตผมนั้น ผมเคยเปลี่ยนตัวเองหมดมาแล้ว ทั้งชื่อ รูปร่าง และบุคลิกนิสัย ทำให้คนในบางช่วงชีวิตของผม ถ้านำข้อมูลเก่าๆของผมไปถามคนอีกที่นึง ก็อาจจะไม่มีใครที่นั่นรู้จักผมเลยก็ได้ เพราะผมได้เปลี่ยนข้อมูลตัวเองในอดีตไปหมดแล้ว เช่นในช่วงเวลาหนึ่ง คนอาจจะรู้จักผมที่เป็นคนสดใสร่าเริง พูดมากและกล้าแสดงออก ในขณะที่คนอีกช่วงเวลาหนึ่งอาจจะจำผมได้ว่าผมเป็นคนใส่แว่น เงียบๆ มีโลกส่วนตัวสูง เป็นต้น
5555 ฟังดูเว่อร์ใช่ไหมครับ ไม่ใช่เจมส์บง เจมส์บอนด์เสียหน่อย ทำไมต้องมีปลอมตัวกันด้วย แต่ว่าเป็นเรื่องจริงนะครับ เพราะผมเป็นคนที่เคยเปลี่ยชื่อตัวเองมาแล้วถึงสองครั้งด้วยกันครับ ครั้งแรกเป็นตอนที่ผมกำลังจะเข้าอนุบาล อีกครั้งนึงก็เป็นตอนที่กำลังจะย้ายไปเรียนที่เชียงใหม่ ทำให้ชื่อปัจจุบันของผมตอนนี้ก็เป็นชื่อที่สามเสียแล้ว
สาเหตุก็มาจากแม่ผมเขาอยากให้เปลี่ยน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องโชคลางอะไรทำนองนั้น ซึ่งถ้าแม่อยากให้เปลี่ยนผมก็ยังไงก็ได้น่ะครับ แต่ผมก็แอบคิดเหมือนกันนะว่า พอชื่อตัวเองเปลี่ยนแล้ว บุคลิกก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย เป็นเรื่องที่อธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้จริงๆ สงสัยผมจะเป็นคนหลายบุคลิกละมั้ง
5. ทำไมผมถึงชอบวาดการ์ตูน
ทุกคนคงทราบดีว่า ผมเป็นคนที่ชอบวาดการ์ตูนเป็นชีวิตจิตใจ แต่คงไม่รู้กันใช่ไหมครับว่า แรงบันดาลใจเริ่มต้นของการวาดการ์ตูนของผมนั้น มันมาจากไหนกันแน่ เริ่มแรกนั้นผมไม่ได้เป็นเด็กที่มีความสนใจในทางไหนเป็นพิเศษล่ะครับ จนกระทั่งวันหนึ่งผมไปเห็นพี่สาววาดรูปเล่นแล้วรู้สึกว่ามันสวยดี ซึ่งจริงๆภาพในตอนนั้นมันก็เป็นภาพแบบการ์ตูนผู้หญิงทั่วๆไปแหล่ะ แต่ในสายตาผมตอนนั้นเป็นอะไรที่สุดยอดมากๆเลยนะ
ว่าแล้วก็เลยรู้สึกอยากจะวาดขึ้นมาบ้าง หลังจากนั้นมาผมก็เลยวาดการ์ตูนเล่นมาเรื่อยๆ แม่ผมเองก็ค่อนข้างจะส่งเสริมเพราะอาจเห็นว่าแค่เอาดินสอกับกระดาษให้ผมสักชุด ผมก็นั่งวาดอะไรบ้าๆบอๆอยู่เงียบๆคนเดียวได้แล้ว รูปสมัยเด็กที่วาดบ่อยมากก็จะเป็นพวกเจ้าหญิงใส่มงกุฏ ตามีประกายวิ้งๆ ใส่กระโปรงสุ่มไก่มองไม่เห็นขา ส่วนแขนไพล่หลัง(เพราะวาดมือไม่เป็น) อะไรประมาณนี้ล่ะครับ แล้วก็วาดมาเรื่อยๆ โดยมีแบบจากหลายๆอย่าง เช่นการ์ตูนแบบรันม่า เซลเลอร์มูน คนเก่งฟ้าประทาน ฯลฯ แล้วพอโตมาหน่อยก็จะเริ่มมีจากพวกเกมส์อย่าง King of Figther ด้วย
และส่วนใหญ่แล้ว พลอตการ์ตูนที่เอามาเขียนในปัจจุบันเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่แล้วมักจะมาจากเรื่องประเภทที่ผมเคยแต่งไว้เล่นๆสมัย ม.3 - 4 เกือบทั้งนั้นเลย และมีความคิดว่าถ้าได้มีโอกาสวาดต่อๆไป ทุกคนก็คงจะได้เห็นตัวละครเหล่านี้ในอนาคตนี้แน่ๆ
ส่วนพี่สาวผมพอช่วงเอนท์เข้ามหาลัยก็เลิกวาดการ์ตูนไปเลย ในขณะที่ผมก็ยังวาดเป็นบ้าเป็นหลังต่อไปจนกระทั่งปัจจุบันนี้ แต่ลึกๆผมก็รู้นะว่าพี่เขายังชอบวาดรูปอยู่เสมอล่ะ และอิทธิพลลายเส้นแบบผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ผมมี ก็มาจากการอ่านการ์ตูนแบบผู้หญิงของพี่ที่เขาซื้อเก็บไว้ล้วนๆเลยล่ะครับ
6. เรื่องที่มีคนเข้าใจผิดมากที่สุดใน Internet
ไหนๆก็มีโอกาสเขียนแล้ว ขอเขียนอะไรที่เป็นการส่วนตัวสักเรื่องละกัน ในโลกอินเตอร์เนทนี้ ตัวของผมนั้นมีเรื่องบางเรื่องที่หลายๆคนที่รู้สึกข้องใจกันมากอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน แต่ที่เด่นที่สุดและโดนเข้าใจผิดมานับครั้งไม่ถ้วน นั่นก็คือเรื่องที่ว่าจริงๆแล้ว ผมเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่?
จริงๆแล้วผมก็ว่าถ้าเป้นคนที่คุยหรืออ่านอะไรที่ผมเขียนมาโดยตลอด ก็ไม่น่าจะต้องสงสัยเลยนะครับว่าผมเป็น....ผู้ชายแหงๆ เพราะก็ไม่เคยพูดคะขาหรือว่าเรียกสรรพนามตัวเองแบบชั้น เดี๊ยนอะไรแบบนี้ซะด้วย หรืออาจจะเป็นเพราะลายเส้นการ์ตูนแบบนี้ก็ไม่ทราบได้ เพราะมีเยอะจริงๆครับคนที่เจอตัวจริงหรือได้คุยใน MSN กับผมแล้วบอกว่า "ตอนแรกนึกว่าเป็นผู้หญิงเสียอีก" ไม่ก็ "อ้าว! จริงๆแล้วคนวาดเป็นผู้ชายเรอะเนี่ย" ทำนองนี้ทุกทีเลย T - T
แต่ก็พอเข้าใจนะครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้มีผู้หญิงที่ชอบพูดครับหรือเรียกตัวเองแบบผู้ชายในอินเตอร์เนทเยอะ มีคนบางคนเหมือนกันที่ผมรู้จักมาเกือบสองปี แต่ดันมารู้ที่หลังว่าเขาเป็นผู้หญิงทั้งๆที่นึกว่าเขาเป็นผู้ชายมาตลอด โอว...สุดอภิตะลึงเลยจริงๆ
ยังไงก็ตาม ขอเคลียร์ให้เข้าใจเลยนะครับ ว่าตามหลักสรีระวิทยาและกายภาพแล้ว ผมเป็นผู้ชายแน่ๆครับ เพียงแต่ถ้ายังสงสัยอีกว่า ผู้ชายอะไรวาดการ์ตูนแบบนี้ หรือเขียนอะไรที่อ่านแล้วกำกวมในบางที อันนั้นก็คงต้องวานไปตีความกันเองแล้วล่ะ
7. เรื่องของสุขภาพ
สมัยเด็กๆผมเป็นเด็กที่อ่อนแอมากๆครับ เพราะผมเป็นโรคลมชักเป็นโรคประจำตัวมาตั้งแต่ยังเล็ก ทำให้มีอาการป่วยบ่อยตั้งแต่ ตัวร้อนไข้ขึ้นสูง อาเจียน มีอาการชักแบบควบคุมไม่ได้หมดสติไปโดยไม่รู้ตัว ฯลฯ ช่วงเด็กนั้นผมป่วยหนักบ่อยมากถึงขั้นที่ว่าหลายๆคนคิดว่าผมอาจจะไม่รอดมาหลายรอบแล้วแต่ตอนนี้อาการก็หายขาดไปนานแล้วและผมก็ยังมีชีวิตอยู่มาได้จนป่านนี้ล่ะนะ แหะๆๆๆ
แต่โดยส่วนตัว ผมว่าในบางเรื่องผมก็เป็นคนที่มีสุขภาพดีแบบผิดปกติหลายอย่างเหมือนกันนะครับ เช่น เรื่องของสายตาเนี่ย ผมเป็นคนสายตาดีมากจนผิดปกติเลย ขนาดที่ว่านั่งอ่านหนังสือในรถได้นานๆโดยไม่เมารถ ยิ่งพวกพฤติกรรมเสี่ยงต่อการสายตาสั้นทั้งหลาย ผมมีครบถ้วนทุกประการ แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่ต้องตัดแว่นใช้เสียที(ทั้งๆที่อยากใส่เต็มแก่)
หรืออย่างเรื่องของน้ำหนัก ผมเป็นคนที่มีน้ำหนักคงที่มาก คือจริงๆแล้วไม่ได้หมายความว่าผมเป็นคนผอมนะครับ เพียงแต่ผมจะเป็นคนท้วมๆแต่ไม่ถึงกับอ้วนมาก และน้ำหนักก็จะไม่ค่อยเพิ่มจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่ว่าจะกินเท่าไหร่ ในทางตรงกันข้าม ไม่ว่าจะออกกำลังกายหรือควบคุมอาหารขนาดไหน ก็จะไม่ค่อยผอมลงสักเท่าไหร่เช่นกัน 5555 ซึ่งน้ำหนักที่ผมมีอยู่ตอนนี้ มันคงที่มาตั้งแต่สมัยผมยังอยู่ประมาณ ม.4 - 5 เลยล่ะ
8. กระต่ายพลังจิต
งานอดิเรกอย่างหนึ่งของผมที่หลายคนไม่รู้ก็คือ ผมชอบเรื่องพวกการทำนายดวงหรือบุคลิกนิสัยมากๆครับ ซึ่งไม่ได้หมายถึงพวกการดูดวง ทำนายไพ่ โหราศาสตร์อะไรประมาณนั้นนะครับ แต่เป็นศาสตร์ทางจิตวิทยาชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่า Kokology ครับ
Kokology ถ้าพูดชื่อนี้อาจจะไม่ค่อยมีคนรู้จัก แต่จริงๆถ้าบอกว่ามันคือคำถามทางจิตวิทยาที่สามารถทายนิสัยคนได้อะไรประเภทนี้ก็คงจะเข้าใจง่ายขึ้นนะครับ เคยมีรายการนึงในสมัยก่อนเคยเอาเรื่องของ Kokology มาใช้ด้วย นั่นก็คือรายการถอดรหัสใจนั่นเอง(เคยดูกันไหมเอ่ย) ซึ่งจริงๆคำถามเหล่านี้มันก็ไม่ถึงกับแม่นไปหมด 100% หรอกครับ แต่ผมว่ามันก็เป็นอะไรที่เอามาเล่นได้สนุกดี
สมัยก่อนตอนเรียนมัธยมผมจะชอบเล่นเกมส์นี้กับเพื่อนมาก แบบว่าพอมีเวลาว่างทีไร ก็จะเอาคำถามพวกนี้มานั่งถามกับเพื่อนๆในกลุ่มอยู่บ่อยๆ ซึ่งก็มีตั้งแต่เรื่องแบบทั่วๆไป เรื่องการเรียน นิสัยส่วนตัว ไปจนถึงเรื่องนิสัยบนเตียงทีเดียว 5555 และในฐานะที่เป็นคนถามก็จะมีผมคนเดียวเหมือนกัน ที่ไม่มีใครเคยได้ล้วงลึกได้ว่าผมมีนิสัยหรือคำตอบต่อคำถามจิตวิทยาพวกนี้อย่างไรกันแน่
9. กระต่ายหลงทาง
คนเรานั้นมีเรื่องบางเรื่องที่ไม่ถนัดใช่ไหมครับ ผมเองก็มีเหมือนกันครับนั่นก็อ ความสามารถในด้านภูมิศาสตร์ของผม นั่นคือผมเป็นคนที่หลงทางบ่อยมาก เวลาเดินทางไปไหนมาไหน ไม่สามารถจำทางหรือชื่อถนนได้ เพราะมักจะใช้วิธีการจำในแบบของตัวเองซึ่งเป็นวิธีที่เลื่อนลอยมากๆ
ซึ่งจริงๆเรื่องนี้ผมเป็นมาตั้งแต่เด็กๆแล้วครับ วิชาสังคมถ้าเรียนเรื่องภูมิศาตร์เมื่อไหร่ ผมเป็นต้องตกทุกที เพราะผมจะจำได้แต่จังหวัดเด่นๆว่าอยู่ภาคไหนกันแน่ เช่น กรุงเทพ อยุธยาอยู่ภาคกลาง เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอนอยู่ภาคเหนือ ฯลฯ นอกจากนี้แล้ว ถ้าไม่ใช่จังหวัดที่มีญาติอยู่ หรือเคยได้ยินชื่อบ่อยๆ ผมจะไม่รู้เลยว่ามันอยู่ส่วนไหนของประเทศกันแน่ โดยเฉพาะจังหวัดที่อยู่แถบตะวันตก ให้นึกชื่อผมยังนึกไม่ออกสักอันเลย แถมเพิ่งรู้เมื่อตอนไปเรียนเชียงใหม่ด้วย ว่าพะเยาอยู่ภาคเหนือ ทั้งๆที่นึกว่าอยู่ภาคใต้มาตลอด...
ความสามารถในการหลงทางของผมที่ร้ายแรงที่สุด คือตอนที่ขี่จักรยานในเชียงใหม่จากมหาลัยเพื่อไปซื้อตั๋วรถไฟที่สถานีรถไฟ แต่ดันหลงทางไปไกลเกือบอำเภอสันทรายโซนที่มีต้นไม้สูงๆขึ้นสองข้างทางเยอะๆ(ไม่รู้เรียกว่าถนนอะไรเหมือนกัน) แถมเลยไปไกลจนผ่านค่ายกาวิละ และก็สะพานข้ามแม่น้ำอะไรสักอย่างด้วย(จำชื่อไม่ได้แล้ว) เอาเป็นว่าวันนั้นทั้งวันผมใช้เวลาในการตามหาสถานีรถไฟและเดินทางกลับมหาลัยอย่างเดียวเลยน่ะครับ
10. คนในเสปคของผม
เห็นหลายๆคนเขียนแทคเรื่องของเสปคคนรัก ก็เลยเอาบ้างละกัน ผมเป็นคนประเภทที่ตกหลุมรักคนอื่นได้ง่ายนะครับ และส่วนใหญ่มักจะเป็นคนรอบข้างทั้งนั้น เช่น บางทีสมมุติว่าผมได้รู้จักเพื่อนใหม่คนนึง แล้วเขาดีกับผมหรือผมรู้สึกว่าเราเข้ากันได้ ผมก็จะเริ่มแบบว่า เอ๊ะ อืม ไอ้คนนี้มันก็ดีเหมือนกันนะเนี่ย น่าสนใจดีแฮะ ประมาณนี้
หลังจากนั้นผมก็จะค่อยๆเริ่มดูว่าผมอยากได้เขามาเป็นแฟนจริงๆหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะจบลงด้วยความรู้สึกว่า เป็นเพื่อนกันดีกว่าเยอะเลยแฮะ 5555 อีกอย่างพอคบกันไปได้นานๆ ผมมักจะเริ่มรู้สึกว่าความเป็นเพื่อนมันจีรังกว่าการเป็นแฟนเยอะ แต่ถึงผมจะรักคนอื่นไปทั่วหมด แต่ผมก็มีสเปคของผมเหมือนกันนะครับ
คนที่ผมชอบจริงๆนั้น มักจะเป็นคนที่เงียบๆขรึมๆหน่อย เพราะผมรู้สึกว่าเวลาที่เราสนิทกันแล้วได้รู้จักอีกด้านนึงของเขานั้น คนพวกนี้มักจะเป็นคนน่ารักน่ะครับ ผมคิดว่าคนเงียบๆหลายคนบางครั้งเขาก็ไม่ได้อยากจะเป็นคนเงียบหรอกนะครับ เพียงแต่เขาอยากจะให้มีใครมาคุยกับเขาด้วยเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะทำยังไงเท่านั้นเอง(ซึ่งบางทีผมเองก็เป็น ถึงเข้าใจดี)
และอีกอย่าง การได้รู้จักด้านที่คนอื่นๆไม่รู้จักนั้น มันก็เป็นอะไรที่ทำให้ได้ความรู้สึกว่าเราได้พบกับเขาที่เป็นของเราคนเดียว ไม่ใช่เขาแบบที่เป็นของคนอื่นๆน่ะครับ อิอิ
ส่วนสเปคด้านอื่นๆที่รองลงมา ไว้ค่อยเล่าคราวหลังดีกว่า แค่นี้ก็เขียนยาวละ 5555
อา...ครบเสียทีนะครับ สำหรับBlog Tag 10ข้อของผม ขอบคุณที่ทนอ่านกันมาจนจบ ไม่รู้จะมีใครอ่านครบทั้ง10ข้อหรือเปล่า แต่ก็แหม...รู้ๆกันอยู่นะครับว่าพิมพ์สั้นๆมีเรอะที่กระต่ายขี้บ่นจะทำ แถมอุตส่าห์แทคมาเยอะแบบนี้ เลยขอตอบกลับไปให้เยอะด้วยซะเลย หลังจากหายไปรับปริญญามานาน ไมได้เขียนตอบสักที
ส่วนเรื่องแทคกลับ อืม เอาไงดี หลายๆคนที่ผมเล็งไว้ตอนแรกเขาก็โดนคนอื่นแทคก็เขียนไปเกือบหมดแล้ว เอาเป็นว่าขอมอบแทคส่งต่อให้คุณๆเหล่านี้ละกันนะครับ
ไอ้แฮม TheDeath เขียนซะนะ หาเรื่องเขียนไม่ได้ไม่ใช่เรอะช่วงนี้ บลอกจะร้างแล้วนะแก
คุณOscar อยากรู้จักให้มากขึ้นนะครับ ^ ^
น้องซิน เขียนให้อ่านหน่อย อยากรู้ว่าจะเขียนสนุกเหมือนตอนเขียนนิยายรึเปล่า อิอิ
คุณภูจึ๋ง คงมีคนแทคคุณภู่เยอะแล้วล่ะ แต่ขอร่วมแทคด้วยคนละกัน
สุดท้าย ครูใหญ่แปนซ่าเล่ามาซะดีๆ อยากอ่านเต็มแก่แล้ว 5555
สำหรับวันนี้ขอตัวแต่เพียงเท่านี้ก่อนล่ะครับ ขอบคุณที่ตามอ่านกันมาได้จนจบ ใครอ่านได้ครบทั้ง 10 ข้อ แฟ้มบุคคลขอตบมือให้เลย แล้วเดี๋ยวคราวหน้า(มั้ง) จะมาเล่าเรื่องที่ไปรับปริญญาให้ฟังละกันนะครับ บายๆครับ
