คำเตือน เนื่องจากมีเนื้อหาที่ต่อกัน คุณอาจอ่าน Entry นี้ไม่ได้รสชาติครบถ้วนนัก หากคุณยังไม่ได้กลับไปอ่าน Entry ข้างล่างนี้
เมื่อกระต่ายขี้บ่นต้องเตรียมสอบ TOEIC ภายใน 24 ชม.
แต่ถ้าอ่านแล้วก็ขอเชิญเลื่อนลงไปอ่านต่อได้เลย เอิงเงย...
วันพุธที่ 23 พฤษภาคม
และแล้วเวลาที่ผมไม่ได้รอคอยเลยก็มาถึง หลังจากดูSpiderman 2 จบราวๆหกโมงเช้า ก็ได้เวลาเตรียมตัวสำหรับการไปสอบ ยังดีที่ พลอย น้องสาวผม อาสาไปด้วยเพื่อดูแลเรื่องเอกสารการสอบแทนผม ไม่งั้นผมคงยิ่งเบลอกว่านี้แน่ๆ
ด้วยความรู้สึกอยากแอ๊บแบ๊วเป็นพิเศษ เลยเอาชุดนักศึกษาที่ไม่ได้ใส่มานานมากกกกกก กลับมาใส่อีกครั้งหนึ่ง ใส่แล้วเอวฟิตไปหน่อยแต่ก็ถือว่าดูสุภาพดีละ 555ว่าแล้วก็ได้เวลาออกเดินทางเสียที
จริงๆแล้วตามกำหนดการของการสอบ TOEIC นั้นคือผู้สอบจะต้องไปรายงานตัวก่อนราวๆ8โมง ซึ่งตอนที่ผมไปถึงนั้นก็ประมาณ 7 โมงครึ่งได้เพราะนั่งเรือไป ข้อดีของเรือนั้นคือมันเร็ว แต่ข้อเสียคือผมหลับไม่ได้น่ะสิ ในหัวเลยยิ่งเบลอๆเข้าไปใหญ่ เฮ่อ...

สำหรับคนที่ไม่เคยไปสอบ TOEIC นะครับ ตึกที่สอบนั้นชื่อตึก BB Building ซึ่งหาไม่ยากเลย เพราะมีหลักการจำง่ายๆมากว่าเป็นตึกที่อยู่ข้างๆกับอาคาร GMM Grammy นั่นเอง ถ้านั่งเรือไปก็ให้ไปลงที่ท่าเรืออโศกแล้วนั่งมอร์เตอร์ไซค์ต่อไป หรือถ้านั่งรถไฟใต้ดินก็ให้ไปลงที่สถานีสุขุมวิทแล้วเดินย้อนกลับมาหน่อยนึง เอาง่ายๆว่าถ้าไม่รู้ก็ให้ถามว่าตึกแกรมมี่อยู่ที่ไหน แล้วก็ไปที่ตึกที่อยู่ข้างๆนั่นล่ะครับ หาง่ายมากมาย ขนาดกระต่ายขี้บ่นเป็นมนุษย์ที่มี Skill ในการหลงทางสูงมากแล้ว ยังไปถูกเลยอ่ะ
ไปถึงตอนเกือบๆแปดโมงเช้าได้ ชั้นที่ทำการของ TOEIC นั้นอยู่ชั้นที่19 ตอนที่ไปถึงนั้นมีคนอยู่แค่สองสามคนเองครับ แต่ละคนที่แบบว่าแต่งตัวได้มาดสส.มาก ไม่บอกไม่รู้นึกว่ามาสมัครเลือกตั้งมากกว่าสอบ TOEIC แน่ๆ แถมแต่ละรายนั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบ+วิเคราะห์+เก็งหลักสูตร TOEIC หรูๆกันแบบว่าเคร่งเครียดสุดๆ พอเหลือบไปดูหนังสือเตรียมสอบเอนท์พื้นฐานเก่าๆสองเล่มของตัวเอง เล่มนึงเก่าจนจะขาด อีกเล่มปกสีเขียวอื๋อๆของแอนดรูบิ๊กส์ ชื่อ Amazing English(ชื่อเช๊ยเชย) ก็ยิ่งอยากมุดแทรกแผ่นดินหนีไปใหญ่ ไม่น่ามาเลยตู...

พอสถาบัน TOEICเปิดทำการได้ราวๆแปดโมงกว่าๆ คนถึงเริ่มทยอยมากันครับ(แล้วจะมาก่อนเวลาทำไมเนี่ยตู) เรื่องของการสมัครลงทะเบียนนั้นไม่ค่อยมีปัญหาครับ เพราะมีแค่บัตรประชาชนใบเดียวก็ผ่านฉลุยแล้ว ตอนแรกก็เตรียมไอ้นั่นไอ้นี่ไปตั้งเยอะ เอาเข้าจริงก็ดูแต่บัตรประชาชนอย่างเดียว
ขั้นตอนการสมัครก็ไม่มีอะไรมาก ก่อนอื่นก็ไปยืนยันชื่อตัวเอง จากนั้นก็ไปถ่ายรูปติดบัตรสอบซึ่งถ่ายแบบกล้อง Webcam ซึ่งคิดอยู่นานมากว่าจะถ่ายออกมายังไงให้ดูดี แต่เอาเข้าจริงแล้วเขาดันถ่ายไวมากพอถ่ายออกมาเสร็จเลยได้เห็นตัวเองทำหน้าเหมือนเด็ก Emoเบื่อโลกไปซะงั้น จะขอถ่ายใหม่ก็สุดจะเกรงใจ เลยต้องเลยตามเลยไปจนได้
ส่วนขั้นตอนสุดท้ายก็ไม่มีอะไรมากครับ แค่ควักเงิน 1000 บาทให้เขาไป โอ้ ขั้นตอนนี้มันช่างทำร้ายจิตใจกันเหลือเกิน ยิ่งได้เห็นเงินตัวเองกำลังหลุดลอยไปในการสอบที่ไร้อนาคตเยี่ยงนี้ยิ่งทำให้เศร้าใจยิ่งนัก เฮ่อ...

9.00 น. ได้เวลาเข้าสอบ
พอเข้าไปนั่งในห้องสอบ ในท้องผมก็เริ่มจะปั่นป่วนขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากความเครียดในการทำข้อสอบที่ไม่เคยทำมาก่อน ในใจผมก็ได้แต่คิดให้กำลังใจตัวเองว่าไหนๆก็มาแล้ว ลองทำๆไปก็คงไม่เป็นไรหรอก อย่างน้อยถึงได้คะแนนแย่ๆก็ช่างมัน แต่ถ้าฟลุคได้คะแนนดีๆขึ้นมาก็ถือว่าเป็นกำไรไปละกัน
ดังนั้น หลังจากฟังกฏกติกามารยาทจากคนคุมสอบเรียบร้อยแล้ว ผมก็เริ่มลงมือทำข้อสอบไป ทำไป และทำไป ในขณะที้เวลาทำข้อสอบสองชั่วโมงก็เริ่มเดินถอยหลังไปเรื่อยๆ เรื่อยๆและเรื่อยๆ
เพื่อให้เอนทรี่ในวันนี้มีประโยชน์อีกเล็กน้อยสำหรับใครก็ตามที่กำลังจะไปสอบ TOEIC วันนี้ครูกระต่าย จากสถาบันครูม่อง จึงขอกลับมาอีกครั้งเพื่อแนะนำทริคเล็กๆน้อยๆให้แก่นักเรียนทุกคนเป็นวิทยาทานกันอีกรอบนะจ๊ะ
"Trick เล็กๆน้อยๆในการสอบ TOEIC กับครูกระต่าย"
- ก่อนสอบนั้น จะมีการตรวจความเรียบร้อยก่อนเข้าห้องสอบ ซึ่งก็ตรวจแบบใช้เครื่องตรวจจับโลหะเลย(คาดว่ากันคนเอาระเบิดไปวางในห้องสอบ) สรุปว่าเอาเข้าไปได้แต่ตัวกับอุปกรณ์สอบเท่านั้น เช่น ปากกา ดินสอ ยางลบ ขนาดกล่องดินสอยังห้ามเลยนะจ๊ะและถึงใครไม่เอาอะไรไปเลยก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน เพราะว่าเขามีอุปกรณ์ทุกอย่างเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว
- เอิ่ม...แต่ถ้าใครมีดินสอประจำตัวที่รักม๊าก แบบว่ายังไงก็ขาดไม่ได้ในการทำสอบ หรือยางลบจตุรคามรุ่นข้อสอบแพ้พ่ายอะไรแบบนี้ อยากเอาไปใช้ก็เอาไปได้ครับ เขาไม่ห้าม แต่สำหรับดินสอต้องเป็น 2Bเท่านั้นนะจ๊ะ
- เมื่อเข้าไปนั่งในที่สอบและรับกระดาษคำถาม-คำตอบเรียบร้อยแล้ว ฟังกฏกติกามารยาทในการสอบจากคนคุมสอบที่เขาบอกให้ดี สงสัยอะไรก็ถามไปเลยเพราะถ้าฝนผิดตรงไหนแล้วอาจจะเป็นเรื่องนะจ๊ะ
- วิธีการทำข้อสอบเหมือนกับการเอนท์ทั่วไป คือใช้ 2B ฝนเป็นวงในช่องที่เลือก
-ข้อสอบ TOEIC มีทั้งหมด 200 ข้อแบ่งเป็น 2 PartPart ละ495 คะแนน คะแนนเต็มคือ 990 ครูกระต่ายก็ไม่แน่ใจว่าเขาคิดคะแนนยังไงให้ได้ออกมาเป็นแบบนั้น แต่เดาว่าสงสัยจะหมายถึงจำนวนเงินที่ใช้สอบนั่นเอง 555 (ล้อเล่นนะ)

Listening Test
- การสอบจะมี 4 Parts ด้วยกัน(ไปอ่านได้ในเอนทรี่ก่อน) ส่วนแรกที่เป็นการฟังแล้วดูภาพนั้นค่อนข้างง่าย พยายามทำให้ได้เยอะๆเพราะจะเป็นคะแนนเก็บที่ดี
- วิธีฟังเสียงนั้นเป็นการฟังจากเครื่องลำโพงในห้อง ไม่มีหูฟังให้ แต่เสียงดังชัดทั้งห้องแน่ ไม่ต้องกังวลไป
- ก่อนสอบพยายามแคะขี้หูไปก่อนด้วย เนื่องจากเสียงฝรั่งในเทปนั้นออกแนวเหมือนอมอะไรไว้ในปากแทบทุกราย ฟังแล้วอยากเอาอะไรไปกระแทกปากให้ออกเสียงกันชัดๆจริงๆ
- ในส่วนการฟังที่ 2 3 4 ข้อสอบจะมีตัวเลือกคำตอบที่เราสามารถอ่านได้ ดังนั้นก่อนที่เสียงพูดของบทสนทนาจะเริ่ม ลองนั่งดู Choice และคำถามที่เขาถามไว้ก่อน เพราะจะทำให้เราสามารถจับใจความเรื่องที่จะฟังและสามารถเงี่ยหูฟังในจุดที่ควรจะตั้งใจฟังได้
ตัวอย่างเช่น
คำถาม - นัง A จะไปบ้าน B วันไหน
A. Monday B. Tuesday C. Motherday D. Mayday
ก็จะทำให้เราสามารถเดาได้ว่าสิ่งที่จะต้องฟังในบทสนทนานั้น คือเรื่องที่ว่านัง A จะมาบ้าน B วันไหนกันแน่ เป็นต้น
- การนั่งเลือกคำตอบนานเกินไป จนไม่มีโอกาสได้อ่านคำถามก่อนเสียงพูดเริ่ม หรือการนั่งอ่านคำถามนานเกินไปจนไม่ทันฟังเสียงพูด จะทำให้ระบบความคิดคุณสะดุด และเมื่อสะดุดแล้ว จะทำให้การตั้งใจทำข้อต่อๆไปเกิดอาการรวนได้ และเมื่อความคิดคุณรวน คุณจะเริ่มร้อนใจจนทำพลาดไปหมดเป็นโดมิโน ดังนั้นอ่านเร็วๆ ทำเร็วๆ จะดีที่สุด
- กากบาทในช่องที่เลือกไว้แล้วมานั่งฝนทีหลังได้ ไม่มีใครว่า ถ้ารู้ตัวว่าฝนช้าก็แค่ทำเครื่องหมายไว้ก่อนก็พอ
รวมๆแล้ว Listening Test เป็นการทดสอบการจับใจความในประโยคและความแม่นยำในการคิด ถ้าการฟัง-อ่านคำถาม-การคิดคำตอบ-การฝนคำตอบนั้นช้าก็มีโอกาสที่จะได้คะแนนต่ำ ข้อไหนทำไม่ได้ก็มั่วไปเลยไม่ต้องกลัว

Reading Test
- การสอบจะมี 3 Parts ด้วยกัน ได้แก่ Cloze Test , Error Checking , Aritcle ถ้ารู้ตัวว่าถนัดส่วนไหนก็ให้รีบทำส่วนนั้นก่อน เพราะส่วนใหญ่แล้ว พอทำไปได้สักสองพาร์ท เวลาคุณก็ใกล้จะหมดแล้วล่ะ
- ส่วนที่ยากที่สุดของการสอบ Reading นั่นคือ มีข้อสอบถึง 100 ข้อ แต่ให้เวลาในการทำเพียง 75 นาที ซึ่งนั่นเท่ากับว่าใช้เวลาทำข้อละ 1 นาทียังไม่ทันเลยซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะข้อสอบไม่ใช่อะไรที่แบบว่าเห็นปุ๊บตอบได้ปั๊บ ดังนั้นปัญหาส่วนใหญ่คือการทำไม่ทัน ดังนั้นถ้าอันไหนไม่ได้ก็ข้ามๆไป และถ้ายังไงก็ทำไม่ทันจริงๆ ก็ฝนมั่วๆไปเลย อย่างน้อยโอกาสก็มีตั้ง 1 ใน 4 นะ ฮี่ๆๆๆ
- ฝึกอ่านการจับใจความไว้เยอะๆจะมีประโยชน์มาก เพราะการสอบ Reading ต้องการสปีดระดับเทพอย่างแรง อ้อ รวมไปถึงความรู้ในเรื่อง Grammarด้วยนะจ๊ะ
สรุปง่ายๆว่าการสอบฟังนั้นต้องอาศัยความนิ่งและสมาธิสูง ในขณะที่การสอบอ่านนั้นจ้องการความเร็ว การอ่านจับใจความ และไวยากรณ์เป็นอย่างมาก เอาล่ะ ช่วงTrickเล็กๆน้อยๆในการสอบ TOEICกับครูกระต่ายในวันนี้ก็ต้องขอจบแต่เพียงเท่านี้แล้ว ไว้เจอกันใหม่เมื่อชาติต้องการนะจ๊ะ ซียู จุ๊บๆ
ขอพลังจงอยู่คู่ตัวท่าน...
ครูกระต่าย

ความรู้สึกแรกหลังทำข้อสอบเสร็จของผมก็คือ ตาย...ตายแน่ๆ เพราะไอ้อะไรก็ตามที่ไม่ควรมีใน Trick เล็กๆน้อยๆของครูกระต่ายนั้น ผมดันทำไปทุกข้อเลย ตอนสอบ Listening ก็ลุกลี้ลุกลนจัดจนทำให้สะดุดไปหลายข้อ บางข้อก็เผลอนั่งอ่านคำถามนานไปจนฟังเสียงพูดไม่ทัน บางข้อก็นั่งนึกคำตอบนานไปจนไม่มีเวลานั่งอ่านคำถามข้อถัดไป แล้วยิ่งทำให้ต้องฟังไปแบบมั่วๆซะอย่างงั้น
ในส่วน Reading บอกตามตรงเลยว่า นั่งทำแต่ Cloze Test และ Article ไปเกือบหมดเวลา โดยเฉพาะกับส่วนของบทความที่มีเยอะและอ่านแทบไม่รู้เรื่อง ขนาดว่าอาศัยเทคนิคประเภทการอ่านคำตอบและตัวเลือกก่อนเพื่อจับจุดที่ต้องหาคำตอบที่เคยเรียนมาสมัยเอนท์ช่วยแล้ว ก็ยังทำไม่ได้อยู่ดีแถมใช้เวลานานไปจนพอ 10 นาทีสุดท้ายถึงได้มาเริ่มทำในส่วน Error Checking ที่มีตั้ง 20 ข้อ - -"
ส่วนของ Error Checking นี่ยอมรับเลยว่าทำไปแบบมั่วซั่วมากๆ เพราะอาศัยอ่านเร็วๆแล้วใช้เซนส์กระต่ายเลือกข้อผิดเอาเอง(หรือเรียกง่ายๆว่ามั่ว)ไปทั้งหมด 20 ข้อเลย
เมื่อเวลาการทำข้อสอบหมดลงผมถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ตอนอยู่ในนั้นดูเหมือนว่าทุกๆคนจะทำข้อสอบกันได้หมดเลย ยิ่งตอนฟังบทสนทนา บางรายฟังยังไม่ทันจบประโยคก็นั่งฝนคำตอบแกรกๆๆ ซะแล้ว(ในขณะที่ผมฟังจบแล้วยั่งนั่งเอ๋อไปอีกสองสามวิ) แถมบางรายทำข้อสอบส่วน Reading เสร็จก่อนที่เวลาจำหมดเสียอีก ทำไปได้ยังไงเนี่ยอยากรู้จริงๆ
ในขณะคนคุมสอบก็ประกาศว่า ใครจะมารับผลสอบก็ให้มาได้ตั้งแต่พรุ่งนี้เลย ผมเดินออกมาจากห้องสอบอย่างเบลอๆพลางคิดว่า นี่พรุ่งนี้ยังต้องมาชีช้ำกะผลสอบอีกเรอะเนี่ยเรา... จะตรวจอะไรกันเร็วขนาดนั้นฟระ!!

ผมโทรหาน้องสาวสองสามรอบไม่ติด เลยลงลิฟต์มาด้วยสภาพอ่อนระโหยโรยแรง ก่อนจะไปเจอน้องสาวนั่งจิบกาแฟสบายใจในร้าน Starbucks แถมผมยังต้องจ่ายค่ากาแฟแก้วละร้อยให้มันอีก(ด้วยสาเหตุว่าอุตส่าห์มาเป็นเพื่อน ผมก็ต้องออกค่าใช้จ่ายให้ด้วย) ฮึ่ม! อยากจะเบิ๊ดกระโหลกจริงๆ ขนาดผมยังไม่เคยเข้าไปนั่งเลยนะเนี่ย สตาร์บัคส์ ทำไมมันไม่ไปซื้อกาแฟเซเว่นแก้วละ 15 บาททานแทนฟระ!
วันนั้นผมกลับถึงบ้านแล้วก็หลับเป็นตาย สมกับที่อดหลับอดนอนมาหนึ่งคืนเต็มๆ เฮ่อ..ไม่อยากคิดถึงวันพรุ่งนี้เลย
และแล้ววันรุ่งขี้น ผมก็เดินทางไปรับผลสอบเรียบร้อยครับ(แน่นอนว่าไปคนเดียว) ซึ่งตอนรับผลมามือก็สั่นระริกทีเดียว... ตอนแรกนั้นผมตั้งใจว่าให้ถึงบ้านก่อนแล้วค่อยแกะดูผลสอบ แต่ในที่สุดก็ทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว ในใจผมก็ภาวนาว่าขออย่าให้ได้คะแนนต่ำกว่าสองร้อยเลย ไม่งั้นก็เอาเงินไปทิ้งเล่นแน่ๆ มือผมสั่นระรัว ในใจเริ่มเต้นแรง แล้วก็เริ่มแกะซองผลสอบออกมา...
แหะๆๆๆ อ่านมากันถึงตรงนี้ ผมคิดว่าทุกคนก็คงอยากรู้แล้วใช่ไหมครับว่าผมสอบได้คะแนนเท่าไหร่กันแน่ๆ แน่นอนล่ะครับว่าตัวผมในตอนนั้นก็อยากรู้เหมือนกันว่าความพยายามเตรียมสอบในหนึ่งวันของผมจะได้ผลออกมาเป็นอย่างไร ถ้าทำใจพร้อมแล้ว ก็ขอเชิญลงไปดูได้เลยครับ T - T
..............
...........
........
.....
..
.
ลองทายกันก่อนเล่นๆดีไหมครับ ว่าได้เท่าไหร่..
........................
..................
..........
......
...
.
ทำใจกันดีแล้วใช่ไหมครับ อย่าตกใจไปล่ะ...
..................
............
.......
....
.

ขอนุญาติสงวนใบหน้าเพื่อป้องกันความหลอนกันด้วยนะครับ แหะๆๆ
คำแรกในใจที่ผมนึกออกตอนเห็นผลสอบนั่นก็คือว่า เออ...สามร้อยกว่าๆก็ยังดีวะ...
แต่พอเหลือบไปดูดีๆ กลับเห็นว่ามันมีเลข 270 ต่อท้ายซะด้วย อ้าว...ที่เห็นเมื่อกี้มันแค่คะแนน Listening หรอกเหรอเนี่ย ว่าแล้วเลยรีบอ่านคะแนนรวมทันที
โอ้! 615/990 ไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลยจริงๆว่าฟลุคทำไปได้ตั้ง 600 กว่าๆแน่ะ บอกตรงๆแบบที่ไม่ใช่การถ่อมตัวหรืออวดว่าตัวเองเก่งเลยนะครับ ว่าผมไม่เคยคิดจริงๆว่าจะได้คะแนนเกินครึ่งมาเยอะขนาดนี้ เพราะตอนแรกผมตั้งเป้าไว้ว่าถ้าได้สัก 300 กว่าๆก็ถือว่าโอเคมากๆแล้วสำหรับการเตรียมตัวฉุกละหุกแบบนี้
ถึงจะมีคนอีกมากมายที่คงสอบได้คะแนนสูงกว่านี้ แต่สำหรับผมแล้วคะแนนเท่านี้ก็ถือว่าเป็นอะไรที่น่าพอใจมากๆๆๆๆๆๆแล้วล่ะครับ อย่างน้อยก็ถือว่าการเตรียมตัวแบบเอาเป็นเอาตายใน 24 ชม.และเงิน1000พันบาทของผมก็คงไม่สูญเปล่าแล้ว (อย่างน้อยก็ถือว่าได้ใช้อย่างคุ้มค่าไปราวๆ 600 แล้วล่ะ 5555)
เรื่องราวการสอบTOEIC ของผมก็จบลงแค่นี้ล่ะครับ แต่ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องเผชิญอะไรอีก เพราะพอที่บ้านผมเห็นคะแนนสอบก็ตาลุกวาวแถมมีสีหน้าเหมือนกำลังวางแผนเตรียมการอะไรต่อไปอีกแน่ๆ(เฮ่อ...) หวังว่าคราวหน้าคงไม่ได้จะคิดให้ผมไปสอบ Tofel ในหนึ่งวันอีกนะ เพราะถ้าขืนเป็นอย่างงั้นจริงๆละก็คราวนี้ผมไม่ยอมแน่ๆ -***- ค่าสอบตั้ง 6000 จะบ้าเรอะ!!!
ขอบคุณที่ตามอ่านกันมานะครับ แหะๆๆๆ หวังว่าบางส่วนในเอนทรี่การสอบ TOEIC เหล่านี้จะมีประโยชน์สำหรับใครที่กำลังจะไปสอบหรือกำลังคิดที่จะไปสอบอยู่บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ
แล้วพบกันใหม่ในเอนทรี่หน้าครับ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อนละครับ บายๆ ^ ^
จริงๆถ้ามีเวลาเตรียมตัวดีๆผมว่าโทอิคก็ไม่ใช่อะไรที่ยากเกินจะทำได้นะครับ โทเฟลเนี่ยน่าจะโหดกว่าเยอะเลย
ทบทวนแปปเดียวยังได้ขนาดนี้