คำเตือน เนื่องจากมีเนื้อหาที่เชื่อมต่อกัน คุณอาจอ่าน Entry นี้ไม่ได้รสวรรณคดีเท่าที่ควรนัก หากคุณยังไม่ได้กลับไปอ่าน Entry ข้างล่างนี้
แต่ถ้าท่านเคยอ่านแล้วก็ขอเชิญลงไปอ่านต่อได้เลยเจ้า...
-----------------------------------
วันเสาร์ที่ 5 กันยายน
และแล้วเช้าวันเสาร์แห่งการสอบก็มาถึง หกโมงเช้าแล้วผมได้แต่นั่งจัดกระเป๋าเตรียมตัวอย่างเหนื่อยอ่อนเล็กน้อย หลังจากที่เมื่อคืนนี้ได้โหมทำตัวอย่างข้อสอบ TOEIC ตลอดทั้งคืน กะว่าจะนั่งหลับบนรถเมล์นิดหน่อยก็คงพอ
เมื่อครั้งก่อนตอนที่ไปสอบผมแอบใส่ชุดนักศึกษาไปสอบมาทีแล้ว แต่คราวนี้รู้ตัวดีว่าไม่สามารถแกล้งแอ๊บแบ๊วต่อไปได้อีก เนื่องจาก เอ่อ...มันก็ผ่านมาจะสามปีแล้วอ่ะนะ 555 ก็เลยตัดสินใจใส่เสื้อโปโลเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มแบบที่ดูเรียบๆ กับกางเกงขายาวสีเทาเข้มและรองเท้าปลายแหลมสีดำ ซึ่งก็ดูเรียบร้อยดี
เจ็ดโมงเป๊ะ ผมขึ้นรถเมล์ได้พอดี อันที่จริงจะนั่งเรือก็ได้ ถ้ารีบมาก แต่เนื่องจากอยากนอนมากกว่าก็เลยขอนั่งรถแอร์สบายๆไปละกัน เพราะไปแค่อโศกนั่งรถชั่วโมงนึงก็คงทันพอดี หรือถ้าไม่ทันก็ค่อยพึ่งบริการรถไฟใต้ดินอีกทีละกัน พอเจอแอร์เย็นๆ กับอากาศขมุกขมัวของยามเช้า และเสียงเพลงเบาสบายของ Lenka สายตาผมก็ค่อยๆเลื่อนปิดลงอย่างมีความสุข อืม...ขอสักงีบละกัน
ผมเริ่มรู้สึกเคลิ้มๆ แต่แล้วเสียงโทรศัพท์มือถือก็แผดเสียงขึ้นทำให้ผมสะดุ้งขึ้นมา ใครกันนะโทรมาป่านนี้ ผมหยิบมือถือขึ้นมาดู คุณแฮม คุณแฮมอีกแล้วนี่เอง...
" เออ มีอารายยยยย " ผมพูดอย่างเซ็งๆ
" แกออกจากบ้านมายังเนี่ย ไอ้กระต่าย " เสียงโหวกเหวกโวยวายของคุณแฮมตะโกนผ่านมือถือมา
" เออ...ออกแล้ว เดี๋ยวไปไม่ทัน" ผมคิดในใจ ไม่ออกตอนนี้ก็ไม่ต้องไปสอบกันแล้วล่ะ ไม่ได้มีบ้านอยู่แถวพระโขนงแบบมันนี่ มีรถไฟฟ้าผ่านหน้าบ้านเลย สะดวกจะแย่
" เหรอ ตูยังไม่ได้อาบน้ำเลยว่ะ เมื่อคืนนั่งเล่นเนทเพลินไปหน่อย หนังสือยังไม่ค่อยได้อ่านเลยว่ะ ฮ่าๆๆ "
" อืม... "
" แล้วจะไปเจอกันกี่โมง "
" สักแปดโมงยี่สิบละกัน ถ้ารถไม่ติดตูก็คงไปถึงประมาณนั้นล่ะ" ผมตอบหลังจากคำนวณเวลาคร่าวๆเสร็จ
" โห ไรวะ ตั้งแปดโมงยี่สิบ! อืดอาดยืดยาดมากมาย มัวทำอะไรอยู่เนี๊ยยยยยย! " ก็เดินทางอยู่น่ะสิ ผมคิดในใจ
" เอออออออ....ไปอาบน้ำไป แค่นี้นะ จะนอน"
" เดี๋ยว ไอ้กระต่าย!! " น้ำเสียงของคุณแฮมยังคงบอกถึงความเอาแต่ใจต่อไป
" อืม มีอะไร" ผมตอบอย่างเพลียๆ
" ไปสอบนี่ต้องแต่งตัวยังไงมั่งวะ "
ช่างเป็นคำถามที่เหลือเชื่อจริงๆครับ ผมคิดในใจ " ก็แต่งให้มันสุภาพเรียบร้อยหน่อย เขาไม่มีกฏห้ามหรอก แค่ไม่ใส่เสื้อกล้ามกางเกงขาก๊วยคีบรองเท้าแตะมาก็พอแล้ว" อันที่จริงเรื่องการแต่งตัวเขาก็ไม่ได้วางกฏไว้หรอกครับว่าต้องแต่งตัวยังไง แต่ก็เอาให้ดูภูมิฐาน เรียบร้อย ก็น่าจะดีนะ ผมว่า
" จริงเด่ะ นี่ตูกะจะใส่รองเท้าแตะไปพอดีเลยนะเนี่ย ฮ่าๆๆๆ "
" นี่ๆ ไปสอบนะ ไม่ใช่ไปเดินเที่ยว แล้วขอร้องอย่าใส่กางเกงฮิปฮอปย้วยๆจะหลุดตูดมาล่ะ " ผมเริ่มนึกออกเลยว่ามันจะแต่งมายังไง เอะอะก็เด็กแนวตลอดทั้งชาติ ไม่ได้ดูวัยตัวเองเล๊ยยยยยย
" วู้ว! อะไรวะ แกนี่...เรื่องมากจริง เป็นแค่ไอ้กระต่ายแท้ๆทำตัวเป็นตาแก่ไปได้ เว่อร์ไปป่ะเนี่ย! "
" ก็ไปสอบบบบบบบบบบบ เออ! อยากจะแต่งอะไรก็แต่งมาละกัน แค่นี้นะ สวัสดี" แล้วผมก็วางสายไปอย่างทันควัน นอนดีกว่า...
สำหรับคนที่ไม่เคยไปสอบ TOEIC นะครับ ตึกที่สอบนั้นชื่อตึก BB Building ซึ่งหาไม่ยากเลย เพราะมีหลักการจำที่ง่ายมากว่าเป็นตึกที่อยู่ข้างๆกับอาคาร GMM Grammy นั่นเอง ถ้านั่งเรือไปก็ให้ไปลงที่ท่าเรืออโศกแล้วนั่งมอเตอร์ไซค์ต่อไป หรือถ้านั่งรถไฟใต้ดินก็ให้ไปลงที่สถานีสุขุมวิทแล้วเดินย้อนกลับมาหน่อยนึง หาไม่ยากหรอกครับ ขนาดผมเป็นคนไม่ชำนาญทางแล้ว ยังหาเจอเลย ถ้าจะสอบรอบเช้าก็ควรจะไปให้ถึงตั้งแต่เวลา 8 โมงเช้าเป็นต้นไป เพราะการลงทะเบียนสมัครจะเริ่มทำตั้งแต่เวลานั้นไปจนถึงก่อนเวลาสอบ 9 โมงนิดหน่อย ยังไงไปแต่ 8 โมงเป๊ะ เลยก็ดีครับ พอสมัครเสร็จจะได้มีเวลาอ่านเพิ่มหรือหาอะไรทานเล่นก่อนสอบได้ ไม่ฉุกละหุกมาก
ดูเหมือนวันนี้รถจะติดนิดหน่อย แปดโมงแล้วผมยังอยู่แถวรัชดาอยู่เลย แต่ก็นะ ไปให้ถึงสักแปดโมงสี่สิบก็ยังได้
Trouble Is a Friend... Yeah... Trouble Is A Friend Oh oh... เสียงร้องของ Lenka ยังคงขับขานต่อไป ผมกะจะหลับต่ออีกสักหน่อยแต่ทว่า...มือถือผมกลับดังขึ้นมาอีกแล้ว ไม่ต้องดูสายก็รู้ว่าใครโทรมาเลย
" ...ว่าไง "
" อยู่ไหนแล้วเนี่ย แปดโมงสิบห้าแล้วนะ เมื่อไหร่จะมา หา! " ถูกแล้วครับ คุณแฮมคนเดิมนั่นเอง
" นี่เพิ่งแปดโมงเอง..."
" ก็นาฬิกาตูแปดโมงสิบห้าแล้ว " ครับ...นาฬิกามันคือมาตรฐานของโลกใบนี้ครับ ผมรู้ดี
" อยู่บนรถ อาจจะสายหน่อย แกไปรอก่อนเลยก็ได้ "
" อะไรฟะ ทำอะไรอยู่เนี่ย นัดกี่โมง นัดกี่โมง สัญญาไม่เป็นสัญญาเลย! ใช้ไม่ได้จริงๆ นั่งรถไฟใต้ดินมาเดี๋ยวนี้เลย! " เมื่อรู้ว่ากำลังเป็นต่อ คุณแฮมก็ใส่ผมใหญ่
" แต่ว่า..."
" แกนัดเองว่าแปดโมงยี่สิบ ยังไงก็มาไม่ทันอยู่แล้ว นั่งรถไฟฟ้ามาเดี๋ยวนี้!!" มันเล่นมุขนี้ผมก็เถียงไม่ออกล่ะ
เฮ่อ... Trouble Is A Friend .... Yeah Trouble Is A Friend... ผมเข้าใจความหมายเพลงดีแล้วล่ะครับ... แล้วผมก็ต้องเปลี่ยนแผนไปนั่งรถไฟใต้ดินจนได้
หลังจากไปถึงที่ตึก BB และฟังคุณแฮมบ่นจนเสร็จ พวกเราก็ไปทำการลงชื่อยืนยันการสมัครสอบต่อเลยครับ วันนี้มีคนสอบอยู่ประปราย ไม่เยอะมากเหมือนครั้งก่อนที่มาสอบ ก็เลยดำเนินการได้เร็วนิดหน่อย
ขั้นตอนการสมัครก็ไม่มีอะไรมาก หลักฐานที่ต้องใช้ก็มีแค่บัตรประชาชนเท่านั้น ก่อนอื่นก็ไปยืนยันชื่อตัวเอง จากนั้นก็ไปถ่ายรูปติดบัตรสอบซึ่งถ่ายแบบกล้อง Webcam ซึ่งถ้าเป็นเมื่อสมัยการสอบครั้งก่อน มันจะเป็นกล้องที่ทำให้คุณดูอัปลักษณ์มากๆครับ ไม่ว่าจะเก๊กหน้าแล้วยังไง แต่กล้องตัวใหม่นี่ คาดว่าจะเอางบไปอัพเกรดแล้ว รูปเลยออกมาดูเป็นผู้เป็นคนกว่าเดิมเยอะมาก ดูแล้วค่อยกล้าเอาใบประกาศผลไปโชว์คนอื่นหน่อย
พอเสร็จในขั้นตอนนี้ก็มาถึงขั้นสุดท้ายครับ นั่นคือควักเงิน 1200 บาทให้เขาไป โอ้...ขออย่าให้เงินนี้ต้องสูญเปล่าเลยนะ สาธุๆ
ตอนที่ยืนต่อแถวรอเข้าห้องสอบ ผมก็เพิ่งคิดได้ว่าจริงๆควรจะทานกาแฟสักแก้วก็ดีนะเนี่ย จะได้รู้สึกตื่นตัวมากกว่านี้ แต่เวลาจะลงไปซื้อก็ไม่มีแล้ว ผมเลยได้แต่ทำใจ เฮ่อ...
9.00 น. ได้เวลาเข้าสอบ
ถึงจะยืนต่อแถวใกล้ๆกัน แต่เวลาสอบยังไงก็โดนแยกไปนั่งกันคนละทิศละทางอยู่แล้ว ผมแยกกับคุณแฮมแล้วไปนั่งประจำที่สอบของตัวเอง ดูเหมือนว่าสองปีผ่านไป ห้องสอบก็จะได้รับการพัฒนาขึ้นแล้วเหมือนกันนะเนี่ย ขนาดที่กั้นฉากที่เคยเป็นกระดาษลังส้ม ยังเปลี่ยนเป็นพลาสติกอย่างหรูแล้วเลย 555
หลังจากฟังกฏกติกามารยาทจากคนคุมสอบเรียบร้อยแล้ว ผมก็เริ่มลงมือทำข้อสอบไป ทำไป และทำไป ในขณะที้เวลาทำข้อสอบสองชั่วโมงก็เริ่มเดินถอยหลังไปเรื่อยๆ เรื่อยๆและเรื่อยๆ
----------------------------------------
"Trick เล็กๆน้อยๆในการทำข้อสอบ TOEIC กับครูกระต่าย"
เพื่อให้เอนทรี่ในวันนี้มีประโยชน์อีกเล็กน้อยสำหรับใครก็ตามที่กำลังจะไปสอบ TOEIC วันนี้ครูกระต่าย จากสถาบันคุณม่อง จึงขอกลับมาอีกครั้งเพื่อแนะนำทริคเล็กๆน้อยๆให้แก่นักเรียนทุกคนเป็นวิทยาทานกันอีกรอบนะจ๊ะ
Preparation
- ก่อนสอบนั้น จะมีการตรวจความเรียบร้อยก่อนเข้าห้องสอบ ซึ่งใช้แบบเครื่องตรวจจับโลหะเลย(คาดว่ากันคนเอาระเบิดไปวางในห้องสอบ) สรุปว่าเอาเข้าไปได้แต่ตัวกับอุปกรณ์สอบทั่วๆไปเท่านั้น เช่น ปากกา ดินสอ ยางลบ ขนาดกล่องดินสอยังห้ามเลย แต่อันที่จริงครูกระต่ายขอแนะนำว่า ไม่ต้องเอาอะไรไปเลยก็ได้ เพราะเขามีของเตรียมไว้ให้หมดอยู่แล้ว
- เอิ่ม...แต่ถ้าใครมีดินสอหรือยางลบประจำตัวที่รักม๊าก ประมาณว่าเป็นเครื่องลางที่ฟันฝ่ามาแล้วทุกการออกศึกสอบอะไรแบบนี้ อยากเอาไปใช้ก็เอาไปได้ เขาไม่ห้าม แต่อย่าลืมล่ะว่าสำหรับดินสอต้องเป็น 2Bเท่านั้นนะ
- เมื่อเข้าไปนั่งในที่สอบและรับกระดาษคำถาม-คำตอบมาเรียบร้อยแล้ว ตั้งใจฟังกฏกติกามารยาทในการสอบจากคนคุมสอบที่เขาบอกให้ดี สงสัยอะไรก็ถามไปเลย (จะมีคนคุมประจำแถวอยู่แล้ว ถามจากคนที่ใกล้ตัวเองที่สุดก็ได้) เพราะถ้าไปฝนข้อมูลผิดตรงไหนอาจจะไม่มีวันได้เห็นคะแนนสอบเลยก็ได้
- คนคุมบางทีทำท่าทางไซโคคนสอบนิดหน่อย ก็อย่าไปซีเรียสมาก เพราะยังมีที่ต้องเครียดกว่านี้อีกเยอะรออยู่ในข้อสอบ 555
- วิธีการทำข้อสอบเหมือนกับการเอนท์ทั่วไป คือใช้ 2B ฝนเป็นวงในช่องที่เลือกให้เต็มวง
-ข้อสอบ TOEIC มีทั้งหมด 200 ข้อแบ่งเป็น 2 Part Part ละ 100 ข้อ คะแนนเต็มคือ 990 (พาร์ทละ 495) เวลาที่ให้ในแต่ละพาร์ทคือ 45 นาที ในส่วนของ Listening มีการบังคับเวลาให้อยู่แล้ว ดังนั้นก็ทำๆไปให้ทันก็แล้วกัน แต่ในส่วน Reading เราต้องแบ่งเวลาเอง ดังนั้นก็ลองคิดให้ดีๆละกันว่าจะแบ่งเวลายังไงให้พอในแต่ละข้อสอบย่อยนะ
Listening Test
- วิธีฟังเสียงนั้นเป็นการฟังจากเครื่องลำโพงในห้อง ไม่มีหูฟังให้ แต่เสียงดังชัดทั้งห้องแน่ ไม่ต้องกังวลไป
- ก่อนสอบพยายามแคะขี้หูไปก่อนด้วย เนื่องจากเสียงฝรั่งในเทปนั้นออกแนวงัวเงียเหมือนเพิ่งตื่นกันทุกราย ฝึกฟังไปเยอะๆก็คงจะพอช่วยได้นะ
- การสอบจะมี 4 Parts ด้วยกัน(กลับไปอ่านได้ในเอนทรี่ก่อน) ส่วนที่ 1 เป็นการฟังแล้วดูภาพนั้นค่อนข้างง่าย พยายามทำให้ได้เยอะๆเพราะจะเป็นคะแนนเก็บที่ดี(ถึงจะเหลือแค่สิบข้อแล้วก็เถอะนะ...)
- ควรเลือกข้อที่พูดถึงสิ่งที่มีอยู่ภาพชัดเจนที่สุด อย่าเลือกข้อที่เป็นประเภทพูดเหมือนบรรยายกว้างๆที่เหมือนว่าอาจจะเป็นเช่นนั้น เช่น ถ้าเป็นรูปผู้หญิงถือซองเอกสารยืนอยู่ ถ้าในตัวเลือกมีให้เลือกระหว่าง เธอกำลังจะไปประชุม กับเธอกำลังถือซองเอกสารให้มือ ให้เลือกข้อหลังไปเลย
- ในส่วนที่ 2 ทั้งข้อสอบและคำถามจะไม่ถูกพิมพ์ลงไปในกระดาษคำตอบ ต้องฟังเองทั้งหมด ก็ลองตั้งใจฟังให้ดีๆก็แล้วกัน
- ในส่วนที่ 3 และ 4 ข้อสอบจะมีตัวเลือกคำตอบที่เราสามารถอ่านได้อยู่ในกระดาษคำตอบ แต่ส่วนที่เป็นเนื้อเรื่องหรือคำถามนั้นเราจะต้องฟังและพยายามจับเรื่องเอง
ดังนั้นก่อนที่เสียงพูดของบทสนทนาจะเริ่ม ลองนั่งดู Choice และคำถามที่เขาจะถามไว้ก่อนก็ดี เพราะจะทำให้เราสามารถจับใจความเรื่องที่จะฟังและสามารถเงี่ยหูฟังในจุดที่ควรจะตั้งใจฟังได้
ตัวอย่างเช่น
คำถาม - B กับ A อยู่ในสภาวะอากาศแบบไหน
A. Sunny B. Snow C. Rain D. สภาวะโลก เลิฟ ละละ เลิฟ ยู
ก็จะทำให้เราสามารถเดาได้ว่าสิ่งที่จะต้องตั้งใจฟังในบทสนทนานั้น คือเรื่องที่ว่าสภาวะอากาศจะเป็นยังไง เป็นต้น
- อนึ่งใน Part ที่สาม จะมีข้อสอบแบบใหม่ที่เพิ่มเข้ามา คือ ฟัง 1 บทสนทนา แต่ต้องใช้ตอบคำถามหลายข้อ ในหมวดนี้ไม่แนะนำให้ใช้วิธีดังกล่าว เพราะหากไม่สามารถแสกนคำตอบได้เร็วพอ จะทำให้คุณยิ่งงงและสับสนกับเรื่องที่จะต้องตั้งใจฟัง ดังนั้นให้ฟังก่อนแล้วเน้นจำจะดีกว่า
- การนั่งเลือกคำตอบนานเกินไป จนไม่มีโอกาสได้อ่านคำถามก่อนเสียงพูดเริ่ม หรือการนั่งอ่านคำถามนานเกินไปจนไม่ทันฟังเสียงพูด จะทำให้ระบบความคิดคุณสะดุด และเมื่อสะดุดแล้ว จะทำให้การตั้งใจทำข้อต่อๆไปเกิดอาการรวนได้ และเมื่อความคิดคุณรวน คุณจะเริ่มร้อนใจจนทำพลาดไปหมดเป็นโดมิโน ดังนั้นอ่านเร็วๆ ทำเร็วๆ จะดีที่สุด หรือถ้าพลาดไปแล้ว ให้รีบกลับมาตั้งต้นใหม่ให้เร็วที่สุด
- กากบาทในช่องที่เลือกไว้แล้วมานั่งฝนทีหลังได้ ไม่มีใครว่า ถ้ารู้ตัวว่าฝนช้าก็แค่ทำเครื่องหมายไว้ก่อนก็พอ แต่ไม่ควรทำหากไม่แน่ใจว่าใน Part Reading จะมีเวลาเหลือพอกลับมาฝนต่อ
Reading Test
- การสอบจะมี 3 Parts ด้วยกัน ได้แก่ Cloze Test , Incomplete Text , Aritcle&Passage ถ้ารู้ตัวว่าถนัดส่วนไหนก็ให้รีบทำส่วนนั้นก่อน เพราะส่วนใหญ่แล้ว พอทำไปได้สักสองพาร์ท เวลาคุณก็ใกล้จะหมดแล้วล่ะ
- ถ้าให้แนะนำจริงๆเลย คือทำ Article & Passage ก่อน เพราะต้องใช้เวลาในการอ่านเยอะที่สุด ตามมาด้วย Cloze Test และถ้ายังเหลือเวลาก็ Incomplete Text เพราะอันสุดท้ายนั้นมีแค่ 12 ข้อ สามารถทิ้งได้ ถ้าจำเป็น
- ส่วนที่ยากที่สุดของการสอบ Reading นั่นคือ มีข้อสอบถึง 100 ข้อ แต่ให้เวลาในการทำเพียง 75 นาที ซึ่งนั่นเท่ากับว่าใช้เวลาทำข้อละ 1 นาทียังไม่ทันเลย แถมข้อสอบไม่ใช่อะไรที่แบบว่าเห็นปุ๊บตอบได้ปั๊บ ยิ่งเป็นส่วนการอ่าน Passage อาจจะยิ่งเป็นตัวถ่วงเข้าไปใหญ่ ดังนั้นปัญหาหลักของคนสอบคือการทำไม่ทัน ดังนั้นถ้าอันไหนไม่ได้ก็ข้ามๆไป และถ้ายังไงก็ทำไม่ทันจริงๆ ก็ฝนมั่วๆไปเลย อย่างน้อยโอกาสก็มีตั้ง 1 ใน 4 นะ ฮี่ๆๆๆ
- ในส่วน Article & Passage ลองใช้วิธีอ่านคำตอบและคำถามดูก่อน แล้วค่อยไปแสกนหาสิ่งที่ต้องหาในตัวบทความอีกทีก็อาจจะช่วยให้คุณทำได้ไวขึ้นได้
- ในส่วน Cloze Test นั้น ถ้าลองทำข้อสอบผ่านตาบ่อยๆ + อ่านและพยายามจำให้มากๆ จะพบเลยว่ารูปแบบของข้อสอบและคำตอบนั้นจะคล้ายๆกัน เพราะรูปแบบไวยากรณ์นั้นจะมีหลักที่ค่อนข้างตายตัว ถ้าจำตรงนี้ได้ก็จะทำให้ทำข้อสอบได้ง่ายขึ้น
- วิธีหนึ่งที่อยากแนะนำก็คือ ลองฝึกทำข้อสอบประเภทนี้เยอะๆ แบบให้เห็นปุ๊บแล้วกาคำตอบได้ปั๊บเลย ไม่ว่าจะผิดหรือถูกยังไม่ต้องสนใจ พยายามทำแข่งกับเวลาเป็นหลัก เพื่อจะได้ไปทำส่วนอื่นต่อได้ไว และถ้ามีเวลาเหลือ ค่อยกลับมาเช็คคำตอบอีกทีก็ได้
- ในขณะที่ข้อไหนที่เป็นการให้เติมคำศัพท์นั้น ให้จำรูปประโยคเป็นตัวอย่างไว้ได้เลย เพราะข้อนั้นยังไงไวยากรณ์ก็ถูกแน่นอนแน่ๆ
- ในส่วน Incomplete Text เป็นการเติมคำในบทความประเภทจดหมาย ถ้าคุณแม่นคำศัพท์พอตัวก็จะทำให้ทำได้ไวขึ้น หรือถ้าไม่แม่นก็ใช้วิธีตัดคำตอบที่พอจะแปลออกแล้วไม่ใช่ออกไปก่อน
- ไม่แนะนำให้เสียเวลาทำในส่วนนี้มาก เพราะจำนวนข้อมีแค่ 12 ข้อเท่านั้น เอาเวลาไปทำ Cloze Test หรือ Ariticle & Passage จะดีกว่านะ
- สุดท้ายและท้ายสุด ทำข้อสอบให้หมดทุกข้อ แม้ว่าจะทำไม่ได้หรือทำไม่ทันก็ให้มั่วไปเลย อย่างน้อยก็ยังมีโอกาส 1 ใน 4 ล่ะนะ 555
เอาล่ะ ช่วงTrickเล็กๆน้อยๆในการสอบ TOEICกับครูกระต่ายในวันนี้ก็ต้องขอจบแต่เพียงเท่านี้แล้ว ขอบคุณที่ตามอ่านจนจบ อาจจะไม่ใช่คำแนะนำที่ถูกหลักการมากนัก แต่ก็หวังว่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยสำหรับใครที่กำลังจะไปสอบก็แล้วกัน และอย่าลืมว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการทำข้อสอบ ไม่ว่าจะวิชาไหน ก็คือการต้องอ่านและฝึกฝนทำข้อสอบตัวอย่างก่อนเสมอ เพราะรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งแน่นอน!
ยังไงก็ไว้เจอกันใหม่เมื่อชาติต้องการ หรือ TOEIC เปลี่ยนระบบใหม่อีกละกันนะจ๊ะ ซียู จุ๊บๆ
ขอพลังจงอยู่คู่ตัวท่าน...
ครูกระต่าย
------------------------------------
หมดเวลาทำข้อสอบแล้ว แต่ในหัวผมยังเบลอไปหมด ได้แต่นั่งมึนต่อไปอีกพักใหญ่ ถึงนี่จะเป็นครั้งที่สองแล้วที่มาสอบก็เถอะ แต่ว่าข้อสอบที่เปลี่ยนไปเกือบหมดก็เล่นเอาไม่ต่างกับมาสอบใหม่อีกครั้งนั่นล่ะครับ ตอนอ่านในเนทเกี่ยวกับระบบการสอบระบบใหม่ ถึงพอรู้แล้วว่ามันมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง แต่พอมาเจอของจริงมันก็มีอะไรที่เยอะกว่าไอ้ที่เขาเขียนบอกไว้ตั้งเยอะ แถมไอ้ข้อสอบที่เตรียมทำมา ก็มีแต่แบบของเก่าทั้งนั้น เล่นเอาเครียดไปเลยล่ะครับ
เฮ่อ...ตอนทำข้อสอบ Listening ก็ฟังไม่ค่อยทัน เพราะนอกดึกแถมไม่ได้ดื่มกาแฟด้วย เลยทำให้มีบางช่วงเบลอไปหน่อย ตอนทำข้อสอบ Reading นี่ก็ทำแบบลวกสุดๆ ทำไมทุกคนที่อยู่ในห้องถึงได้ดูแบบโปรกันสุดๆขนาดนี้นะ บางรายทำข้อสอบเสร็จก่อนเวลาอีกต่างหาก จะเทพไปกันถึงไหน!!
" ไง ทำไมได้ไหมวะ " คุณแฮมถามหลังจากออกมาจากห้องสอบด้วยกัน
" เออะ...ไม่ไหวว่ะ ทำไม่ได้เลย ใครจะรู้ล่ะว่ามันยากกว่าเก่าแบบนี้ โอ๊ยยยย นี่ถ้าได้คะแนนน้อยกว่าคะแนนของเก่าจะทำไงดีวะเนี่ย"
" แหมมมมม ไม่ต้องมาทำพูดเลย ไอ้พวกที่ชอบบอกทำไม่ได้ๆเนี่ย ตัวดีนักล่ะ น่าหมั่นไส้ที่สุด"
เอิ่ม...แต่ที่ผมหมายถึงว่าทำไม่ได้คราวนี้ คือทำไม่ได้จริงๆนะ ไม่ได้กะจะถล่มตัวเลยเถอะ = ="
เนื่องจากว่าลางานมาแค่ครึ่งวัน ว่าแล้วก็เลยต้องรีบแยกจากคุณแฮมที่สถานีรถไฟฟ้าเพื่อไปทำงานต่อทันที ไม่มีเวลารอฟังมันบ่นอีกมาก ไว้ตอนมาดูหนังด้วยกันตอนเย็นค่อยว่ากันอีกทีละกัน
ผมได้แต่เดินไปขึ้นรถไฟฟ้าอย่างเซ็งๆเหนื่อยๆ เฮ่อ...ก็ไม่อยากจะคิดมากหรอกนะ แต่ตั้งพันสองเชียวแน่ะ ถ้าสอบแล้วได้คะแนนต่ำกว่าเก่าคงแย่แน่เลย คะแนนต้องเก็บไปตั้งสองปี จะสอบใหม่ก็เปลืองเงินอีก เฮ้ออออออออ....
--------------------------------------------------------------------------------
และแล้ววันจันทร์ก็มาถึง ผมเดินทางไปรับผลสอบเรียบร้อยครับ(ส่วนคุณแฮมให้ส่งผลไปที่บ้าน ต้องรอไปอีกหนึ่งวัน) ซึ่งตอนรับผลมาก็ยังคิดว่า จะรับกับผลที่ได้ไหวไหมนะ ตอนดูผลคะแนนครั้งก่อนก็ว่าเครียดแล้วนะ แต่ตอนนั้นมันคือครั้งแรก ยังไงจะได้เท่าไหร่ มันก็ไม่มีตัวเปรียบเทียบ แต่คราวนี้มีคะแนนคราวก่อนเป็นตัวประเมินด้วย ว่าเราดีขึ้นกว่าเก่าหรือแย่ลงกว่าเดิม เลยยิ่งเครียดหนักสุดๆเลยครับ
แต่ให้ไปรอดูคะแนนที่บ้านก็คงรอไม่ไหว ดูที่นี่เลยก็แล้วกัน ว่าแล้วผมก็เปิดประตูบันไดหนีไฟออกไปแล้วก็ไปนั่งจุ้มปุ้มอยู่เงียบๆ ภายในใจผมก็ภาวนาว่าถ้าจะได้ต่ำกว่าคะแนนคราวก่อน ก็ขอให้ได้สัก 400 ก็ยังดี ไม่งั้นสอบมาเอาไปใช้อะไรไม่ได้แน่ๆ มือที่สั่นเทาของผมค่อยๆหยิบกระดาษที่อยู่ในซองออกมา ลำคอผมแห้งผาก หลับตาปี๋ไม่กล้ามองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
แหะๆๆๆ อ่านมากันถึงตรงนี้ ผมคิดว่าทุกคนก็คงอยากรู้แล้วใช่ไหมครับว่าผมสอบได้คะแนนเท่าไหร่กันแน่ๆ แน่นอนล่ะครับว่าตัวผมในตอนนั้นก็อยากรู้เหมือนกันว่าความพยายามเตรียมสอบในหนึ่งสัปดาห์ของผม กับการสอบ TOEIC คราวนี้จะได้ผลออกมาเป็นอย่างไร ถ้าทำใจพร้อมแล้ว ก็ขอเชิญลงไปดูได้เลยครับ T o T
..............
...........
........
.....
..
.
ลองทายกันก่อนเล่นๆดีไหมครับ ว่าคราวนี้ได้เท่าไหร่...
........................
..................
..........
......
...
.
ทำใจกันดีแล้วใช่ไหมครับ อย่าตกใจไปล่ะ...
..................
............
.......
....
.
ขออนุญาติสงวนใบหน้าเพื่อป้องกันความหลอนกันด้วยนะครับ ฮ่าๆๆ
คำแรกในใจที่ผมนึกออกตอนเห็นผลสอบนั่นก็คือว่า เฮ้ย! จริงเหรอเนี่ย!!! ล้อกันเล่นรึเปล่า!!
จากนั้นก็ตะโกนร้องด้วยความดีใจ กำมือกำไม้กระโดดโลดเต้นอยู่ตรงบันไดหนีไฟอยู่นานสองนานเลยครับ (ดีนะที่ไม่มีใครโผล่เข้ามา 555 )
ก็แหม...ได้ตั้ง 735/990 ไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลยจริงๆว่าจะฟลุคทำได้ขนาดนี้ บอกตรงๆแบบที่ไม่ใช่การถ่อมตัวหรืออวดว่าตัวเองเก่งเลยนะครับ ว่าผมไม่เคยคิดจริงๆว่าจะได้คะแนนมาเยอะขนาดนี้ ถึงอาจจะไม่ใช่คะแนนที่อยู่ในเกณฑ์หรูไปเลยแบบ 800 ขึ้นไป แต่แค่นี้ก็ถือว่าเยอะกว่าที่หวังเอาไว้มากแล้ว สำหรับการสอบ TOEIC ในระบบใหม่แบบนี้
ถึงจะมีคนอีกมากมายที่สอบได้คะแนนเยอะกว่านี้ แต่สำหรับผมแล้วคะแนนเท่านี้ก็ถือว่าเป็นอะไรที่น่าพอใจมากๆๆๆๆๆๆแล้วล่ะครับ เพราะจริงๆแค่ได้มากกว่าคะแนนสอบครั้งก่อน ผมก็พอใจมากๆแล้วล่ะ คุ้มทั้งที่อุตส่าห์เตรียมตัวมาสอบทั้งสัปดาห์ คุ้มทั้งที่เงินพันสองของผมก็ไม่เสียเปล่าด้วย 555
ว่าแล้วสงสัยว่าจะต้องรอรับโทรศัพท์คุณแฮมที่บอกว่าจะโทรมาถามคะแนนเย็นนี้ดีกว่า จะบ่นจะเอาแต่ใจยังไงก็ไม่ว่าแล้วล่ะ เพราะตอนนี้ผมกำลังเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขแบบสุดๆเลย ฮ่าๆๆ
ยังไงก็ขอบคุณที่ตามอ่านกันมาจนจบนะครับ แหะๆๆๆ ก็หวังว่าสิ่งที่เขียนไปในวันนี้และคราวก่อนอาจจะมีประโยชน์อะไรสำหรับคนที่กำลังจะไปสอบหรือเตรียมสอบ TOEIC ระบบใหม่อยู่บ้างนะครับ ขอให้ได้คะแนนเยอะๆสมใจกันทุกคนเลยก็แล้วกันครับ สู้ๆ
แล้วพบกันใหม่ในเอนทรี่หน้าครับ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อนละนะครับ บายๆ ^ ^