2011/Aug/08

ดังที่มีคำกล่าวว่า ไม่มีงานเลี้ยงไหนไม่มีวันเลิกรา และแล้วหลังจากผ่านช่วงเวลายาวนานถึง 10 ปี ในที่สุดภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือชุด Harry Potter ก็ได้เดินทางมาถึงจุดสุดท้ายของมันแล้ว  บอกตรงๆว่าการเดินทางมาถึงตอนจบของเวอร์ชั่นหนังทั้งทำให้ผมใจหายยิ่งกว่าตอนที่ได้อ่านหนังสือเล่มจบอีก เนื่องจากในตอนที่หนังสือจบนั้น ก็ยังมีหนังให้เราคอยติดตามอยู่ แต่สำหรับตอนนี้เมื่อหนังมาถึงตอนจบแล้ว ก็หมายความว่าจะไม่มีอะไรให้ต้องรอคอย หรือติดตามต่อแล้วจริงๆ 
 
Harry Potter And The Deathly Hollow เป็นหนังสือเล่มที่ 7 ในซีรียส์แฮรี่พอตเตอร์ และในตอนที่ทำออกมาเป็นหนังก็ได้แบ่งออกเป็นสองภาค ได้แก่ 7.1 และ 7.2 อย่างที่หลายคนรู้กันดีอยู่แล้ว จะด้วยเหตุผลทางการตลาดหรือจะเอาใจแฟนคลับอย่างไรก็ถือเป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้น เพราะแน่นอนว่าเนื้อหาและฉากต่างๆในหนังสือจะถูกนำเสนอได้อย่างครบถ้วนมากขึ้นตามเวลาที่เพิ่มขึ้นไปด้วย แต่หนังจะออกมาเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ดีนั้น ในฐานะที่ตามเขียนรีวิวมาเกือบทุกภาค คุณกระต่ายก็จะขอทำการรีวิวทิ้งทวนแต่บัดนี้เลยละกัน 
 
***อนึ่ง เอนทรี่นี้อาจจะยาวหน่อยนะครับ เนื่องจากในตอนที่หนัง 7.1 เข้าผมไม่ได้เขียนบทวิจารณ์เอาไว้ ดังนั้นก็จะขอวิจารณ์ทั้ง 7.1 และ 7.2 ไปพร้อมกันเลย นอกจากนั้น จะมีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วนของหนังด้วย ดังนั้นใครไม่อยากรู้เรื่องก่อน เผลออ่านแล้วจะมาขอคาถาลบความจำทีหลังง่ายๆไม่ได้นะครับ!!***
 
 
เรื่องราวของ Harry Potter and The Deathly Hollow 7.1 เริ่มต้นที่ แฮรี่ รอน และเฮอร์ไมโอนี่ที่ตัดสินใจออกเดินทางเพื่อสานต่อภารกิจที่ดัมเบิลดอร์ได้ทิ้งไว้ก่อนตายในภาคก่อน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับการทำลายโวลเดอมอร์ ผู้ซึ่งเรืองอำนาจอีกครั้งในโลกของพ่อมด แม่มด และหมายมั่นที่จะจัดการแฮรี่ พอตเตอร์ เสี้ยนหนามสุดท้ายที่ทำให้ชื่อเสียงของตนสั่นคลอนมาเป็นเวลานาน แต่ทว่านอกจากทั้งสามคนจะไม่ทราบเลยว่าสิ่งที่ตัวเองต้องทำจริงๆนั้นคืออะไร ความกดดันและตึงเครียดในการเดินทางที่ไร้จุดมุ่งหมายดังกล่าวยังทำให้ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนต้องสั่นคลอนจนกลายเป็นความบาดหมางร้ายแรงในภายหลังอีกด้วย
 
สิ่งหนึ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับผู้กำกับ เดวิท เยตส์ ซึ่งเป็นผู้กำกับหนังชุดแฮรี่ พอตเตอร์ตั้งแต่ภาค 5 ขึ้นมาก็คือ เขาเป็นคนที่สามารถผสานความเป็นหนังสือและหนังให้กลมกล่อมและลงตัว คือสามารถทำหนังที่คนดูหนังก็ชอบ และคนอ่านหนังสือ(ที่อาจจะจู้จี้จุกจิกไปหน่อย)ให้การตอบรับที่โอเคในระดับหนึ่ง และจุดที่เด่นที่สุดก็คือความกล้าที่จะดัดแปลงหรือเปลี่ยนเรื่องราวในหนังสือ ให้ออกมาเป็นหนังอีกแบบนึงโดยที่ยังคงประเด็นที่หนังสือจะสื่อเอาไว้ได้ค่อนข้างครบถ้วน และบางครั้งหลายๆฉากที่ไม่มีในหนังสือก็ถูกเสริมเติมแต่งเข้ามาเป็นกับแกล้มที่ลงตัวด้วย
 
 
ยกตัวอย่างที่ชัดเจนเลยในภาคนี้ก็เห็นจะเป็นฉากตอนเริ่มต้นเรื่องที่พูดถึงการตัดสินใจลบความทรงจำพ่อแม่ตัวเองของเฮอร์ไมโอนี่ ซึ่งเป็นการเปิดฉากที่ดีของหนังที่ทำให้เรารับรู้ว่า การเดินทางตามภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และตัวละครในเรื่องก็ต้องตัดสินใจที่จะเผชิญกับความยากลำบากแค่ไหน หรือฉากการเดินทางของกลุ่มแฮรี่ผ่านทุ่งหญ้า ป่าเขาอย่างเงียบๆ มีเพียงเสียงวิทยุที่รายงานเรื่องราวของโลกเวทมนตร์ที่ถูกนำมาใช้สื่ออารมณ์อ้างว้างและกดดันได้ดี(ดูแล้วพาลนึกถึงหนัง Zombie แบบ 28 Days Later เลยทีเดียว) 
 
และฉากสำคัญที่อดพูดถึงไม่ได้ก็คือฉากการเต้นรำเพื่อปลอบใจกันของเฮอร์ไมโอนี่และแฮรี่ในเตนท์ ที่ช่วยให้ทั้งคู่อารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่จะต้องยอมรับในตอนท้ายว่าเมื่อไม่มีรอนแล้ว การเดินทางของพวกเขาเต็มไปด้วยความหดหู่และน่าอึดอัด แม้ว่าจะพยายามปลอบใจกันแค่ไหนแต่ก็เทียบกับการมีรอนไม่ได้อยู่ดี ผมชอบฉากนี้เป็นพิเศษเพราะตอนที่อ่านในหนังสือนั้น ช่วงที่รอนจากไปเป็นช่วงที่อ่านแล้วรู้สึกเหมือนตัวละครถึงทางตัน ไม่สามารถไปต่อได้ และใช้ระยะเวลานานมากทีเดียวกว่าแฮรี่และเฮอไมโอนี่จะตั้งตัวและเดินทางต่อไปได้ และหนังก็สามารถนำเสนอความน่าอึดอัดเกือบ 50 หน้านั้นผ่านฉากการเต้นรำสั้นๆนี้เพียง 1 นาทีได้อย่างสวยงาม ซึ่งนั่นเป็นจุดที่ผมชื่นชมมากๆครับ 
 
 
นอกจากนั้นก็ยังฉากที่ดัดแปลงจากเนื้อหาของหนังสือให้กลายเป็นหนังที่สนุกขึ้นและน่าตื่นเต้นขึ้นมาก เช่น การเปลี่ยนรูปแบบการตายของเฮดวิกที่น่าจะทำให้คนดูรู้สึกประทับใจมากขึ้น หรือฉากการบุกกระทรวงเวทมนตร์ที่ค่อนข้างเรียบๆนิดหน่อยในเวอร์ชั่นหนังสือ ให้กลายเป็นฉากที่สนุกและน่าตื่นเต้นขึ้นมากพอควรในเวอร์ชั่นหนัง หรือฉากการเยี่ยมหลุมศพและบ้านเกิดของแฮรี่ที่ทำบรรยากาศออกมาได้ดูสวยงามและน่ากลัวไปในเวลาเดียวกัน
 
สิ่งที่หนังภาค 7.1 น่าจะโดนบ่นมากที่สุดก็คงเป็นเรื่องที่ขาดฉากการต่อสู้หรือผจญภัยที่อลังการ และกว่า 2 ใน 3 ของเรื่องเต็มไปด้วยการเดินทางที่ค่อนข้างยืดยาว แต่ถ้าใครอ่านหนังสือมาแล้วก็จะเข้าใจดีว่าในส่วนครึ่งแรกของหนังสือที่ตัดมาทำหนังนั้น มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ และในเวอร์ชั่นหนังก็ค่อนข้างมีการปรับเปลี่ยนเป็นภาษาหนังให้ดูสนุก กระชับมากขึ้นพอควรแล้วด้วย ทั้งยังได้การแสดงของนักแสดงหลายๆคนที่ทำให้หนังดูลื่นไหลมากขึ้น โดยเฉพาะกับตัวละครที่ถูกผู้กำกับคนนี้ดันเป็นพิเศษอย่าง ลูน่า เบลลาทริกซ์ และอัมบริดจ์ ที่มีฉากการปรากฏตัวในหนังที่ทำให้คนดูที่ชื่นชอบตัวละครเหล่านี้อยู่แล้วน่าจะยิ่งชอบมากขึ้นอีก รวมไปถึงฉากกระชากใจกับการจากไปของด๊อบบี้ก็น่าจะเรียกน้ำตาจากคนดูได้พอควรเลย
 
 
ดังนั้นถ้ามองในสายตาของคนที่ชอบหนังแฮรี่ พอตเตอร์จากผู้กำกับคนนี้อย่างผมแล้ว ภาคนี้จึงเป็นภาคที่สนุกและกระชับ น่าตื่นตาตื่นใจไปกับสเปเชี่ยลเอฟเฟกต์และฉากบุกตะลุยต่างๆที่มีเพิ่มขึ้นมาจากในหนังสือ มุกตลก,ฉากสวีทเล็กๆน้อยๆที่ทำออกมาได้ดี และในขณะเดียวกันก็ค่อนข้างชื่นชมในส่วนที่เป็นดราม่าที่จัดมาค่อนข้างเต็มเหมือนในภาค 6 รวมไปถึงฉากวิวทิวทัศน์ที่สวยและดูอ้างว้างต่างๆตลอดทั้งเรื่อง(โดยเฉพาะฉากการเยี่ยมหลุมศพท่ามกลางหิมะในวันคริสมาสต์ที่ผมชอบมากๆครับ) จุดเดียวที่ทำให้รู้สึกว่าหนังมีข้อเสียนิดหน่อยก็คือการจบตอนที่ไม่สมบูรณ์ในตัว เพราะถึงแม้จะเป็นการทำหนังต่อเนื่องแบบ 7.1-7.2 ก็จริง แต่น่าจะดีกว่า ถ้าการจบภาค 7.1 จะเป็นการจบแบบสมบูรณ์ในตัวมันเอง ไม่ใช่การจบแบบเหมือนกับดูหนังไปเรื่องหนึ่งถึงกลางเรื่อง แล้วเราก็กดปุ่ม Pause เอาไว้ (แต่อันที่จริงมันก็ไม่ถึงกับเป็นข้อเสียอะไรมากมายหรอกนะ แค่อาจจะรู้สึกสะดุดหน่อยๆ)
 
เอาล่ะ จบสำหรับการรีวิวภาค 7.1 แล้ว ถ้ายังไม่เบื่อจะอ่านก็มาต่อกันที่ 7.2 เลยครับ ฮ่าๆๆ
 
 
 
สำหรับ Harry Potter And The Deathly Hollow 7.2 หลังจากที่ถูกกดปุ่ม Pause ในโรงไปเกือบหนึ่งปีเต็ม หนังก็เริ่มต้นต่อจากจุดเดิมเด๊ะๆกับฉากโวลเดอมอร์บุกทำลายโลงศพดัมเบิลดอร์และยึดครองไม้เอลเดอร์มาเป็นของตัวเอง ต่างกันว่าคราวนี้มีสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจากเดิมด้วย นั่นก็คือการเข้าฉายในระบบ 3D ด้วยนั่นเอง ซึ่งตัวผมก็เลือกดูในรูปแบบนี้ด้วยเพราะว่าไหนๆก็ภาคสุดท้ายแล้ว ก็อยากจะดูให้มันอลังการเต็มที่ไปเลย ซึ่งก็ค่อนข้างคุ้มนะครับ ส่วนตัวการดูหนัง 3D สำหรับผมไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว และเทคนิคสามมิติในเรื่องนี้ก็ทำออกมาได้สวยดี มีมิติสวยงาม ดูแปลกตาไปจากการดูหนังแฮรี่ภาคก่อนๆดี แต่ถ้าใครจะหวังอะไรพุ่งๆกระแทกตามากนักก็คงไม่ค่อยชอบเท่าไหร่(ว่าแต่หนัง 3D นี่มันต้องพุ่งเยอะๆเหรอถึงจะดี)
 
หนังในภาคนี้ถ้าให้พูดถึงตัวเนื้อเรื่องจริงๆแล้ว คงจะมีน้อยมาก เพราะมีอยู่เพียงส่วน Event ใหญ่ๆที่เกิดขึ้นในหนังเท่านั้น ได้แก่ การบุกเข้าธนาคารกริงกอตต์ และฉากการต่อสู้ครั้งสุดท้ายในฮอกวอร์ต เรียกได้ว่าใครที่คาดหวังที่จะเห็นฉากแอคชั่นอลังการ การต่อสู้แบบโลกเวทมนตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ เต็มไปด้วยความสวยงามของแสง สี เสียง และระเบิดเอฟเฟกต์ ก็คงไม่มีทางผิดหวังแน่นอน เรียกว่าหนังภาคนี้จัดเต็มจริงๆสำหรับใครที่รอคอยจะเห็นฉากบู๊สะบั้น หั่นแหลกจากหนังเรื่องนี้มานาน ซึ่งก็ล้วนทำออกมาได้ดีทุกฉาก ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ระหว่างแมกกอนากัลกับสเนป(ชอบม๊ากกกก ศจ.แมกเท่ห์สุดๆ) การเสกบาเรียป้องกันของเหล่าอาจารย์และการทำลายลงด้วยฝีมือโวลเดอมอร์(ถ้าดู 3D ฉากนี้สวยเว่อร์ๆครับ) และการต่อสู้ระหว่างกลุ่มแฮรี่และมัลฟอยในห้องต้องประสงค์ที่ได้เห็นฉากและการยิงเวทย์ที่น่าตื่นตาตื่นใจสุดๆ 
 
 
และเช่นเดียวกับ 7.1 หลายๆฉากแอคชั่นในหนังสือถูกดัดแปลงให้น่าตื่นเต้นและดูลื่นไหลมากขึ้นในรูปแบบหนัง ทำให้ตัวเอกอย่างแฮรี่ต้องบุกตะลุยและเคลื่อนที่เยอะขึ้นมากให้สมกับเป็นตัวนำทัพ และมีการเปลี่ยนฉากไคลแมกซ์หลายอย่างที่อาจจะขัดใจแฟนหนังสือเดนตายอยู่บ้าง แต่สำหรับผมแล้วมองว่าในความเป็นภาษาหนัง หลายๆฉากถ้าทำตามหนังสือเลยจะเป็นอะไรที่ดูตลกมากพอควร อย่างเช่นฉากการแบ่งคู่สู้ระหว่างมอลลี่-เบลลาทริกซ์ แฮรี่-โวลเดอมอร์ ท่ามกลางสายตากองเชียร์รอบข้างนับร้อย ซึ่งถ้าทำออกมาแบบนั้นเป๊ะๆจริงๆคงเหมือนเวทีมวยตู้เลย = =" ดังนั้นเปลี่ยนใหม่แบบในหนังก็ถือว่าดีแล้วล่ะครับ
 
สิ่งหนึ่งที่คนอ่านหนังสือแล้วมาดูหนังควรทำใจให้ชินไว้เลยก็คือ หนังจะเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวแฮรี่เป็นหลัก นั่นหมายความว่าสิ่งใดที่เป็นซับพลอตหรือเรื่องราวปลีกย่อยที่ไม่เกี่ยวกับตัวแฮรี่จริงๆ หนังก็เลือกที่จะไม่เล่า ซึ่งมองอีกแง่หนึ่งก็ถือว่าดีแล้ว เพราะคนที่อยากรู้จริงๆก็สามารถไปตามอ่านเพื่อเก็บรายละเอียดในหนังสือได้ ถือเป็นการตลาดสำหรับคนที่ดูหนังอย่างเดียวแล้วเกิดอยากตาม Spin-off ด้วยตนเองที่ดี ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีอะไรถูกตัดทิ้งไปมาก และอาจจะมีช่วงเวลาที่ถูกแฟนเดนตายหนังสือบ่นมากพอควรถึงการตายของหลายๆตัวละครที่หายไปอย่างรวดเร็ว(แต่ว่าจริงๆในหนังสือมันก็เป็นแบบนี้นะ ผมก็งงๆคนที่บอกว่าทำไมไม่เห็นฉากตายของแต่ละคนให้ชัดเจนกว่านี้เหมือนกัน ไปแต่งเพิ่มเองเดี๋ยวก็โดนด่าอีก ดูอย่างลาเวนเดอร์ บราวน์สิ...)