Rabbit-Diary

29 เมษายน 2548

จริงๆแล้ววันนี้ก็ถือเป็นวันธรรมดาที่ไม่มีเรื่องอะไรพิเศษมากหรอก

ไปทำงาน เจอเรื่องน่าเบื่อของพวกเด็กนิสัยเสียเรื่องมาก ไปกินข้าวกับเพื่อนพร้อมหน้ากันในรอบ2เดือน โดนเจ้านายเรียกไปอบรม ไปเยี่ยมลูกค้าตอนบ่ายๆกะติ๊ก และก็กลับมานอน พลางคิดในใจว่า ตอนเย็นนี้จะไปดูหนังอะไรสักเรื่องดีไหมหว่า

แต่แล้วในขณะที่หลับอยู่ เสียงมือถือก็ดังขึ้น ก็ว่าจะไม่รับแล้วล่ะแต่รำคาญเสียงจนนอนต่อไม่ไหว เฮ่อ...ใครโทรมานะ

เหลือบดูหน้าจอก็เป็นพี่ส้มโทรมา ก็เลยรับๆไปด้วยความงัวเงีย

หลังจากคุยจบก็รู้สึกตาสว่างขึ้นมานิดนึง อันที่จริงแล้วเรื่องที่พี่ส้มโทรมาก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร อย่างเช่นแม่เรากำลังหนีการตามล่าของตำรวจหลังจากถูกเปิดโปงว่าเป็นสายลับต่างชาติหลบหนีเข้ามา รึพลอยดื่มโออิชิเจอฝาล้านบาทอะไรเทือกนั้น ก็มีแค่เรื่องที่จะเปลี่ยนที่โอนเงินให้ เรื่องให้ช่วยเช็คผลสอบเข้าเอนทรานซ์ของพลอย และก็อีกเรื่องนึงคือ...

ข่าวที่ว่าโรงเรียนวัลยากำลังปิดตัวลงแล้ว เลยโทรมาบอกให้รู้ว่าวันนี้จะจัดงานอำลากันที่นั่น ซึ่งก็แน่นอนว่าเราคงไปไม่ได้แน่ๆ เพราะตอนนี้เรายังอยู่ที่เชียงใหม่

ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกตกอกตกใจหรือร้องไห้จนฟูมฟาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเราเองก็รู้สึกแปลกๆอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน เพราะโรงเรียนวัลยาก็เป็นโรงเรียนที่เราเคยได้ร่ำเรียนมาตั้งแต่อนุบาลจนถึงชั้นประถม หรือจะพูดว่าโลกวัยเด็กของเราส่วนหนึ่งอยู่ภายในโรงเรียนแห่งนี้ก็ว่าได้

พอลองมองย้อนกลับไป มันก็ไม่ใช่โรงเรียนที่ใหญ่โตชื่อดังหรือว่าไฮโซอะไรนักหนาหรอก บอกชื่อไปก็ยังไม่มีใครรู้ด้วยมั้ง ว่ามีโรงเรียนอย่างนี้อยู่ในกรุงเทพด้วย ซ้ำยังเป็นโรงเรียนเล็กๆแถวเทเวศน์ที่มีครูไม่กี่คน ใครสอนวิชาอะไร ก็ต้องสอนวิชานั้นตั้งแต่ระดับชั้นป.1ยันป.6เลย เนื่องจากมีครูน้อย นักเรียนชั้นนึงก็มีแค่ห้องสองห้อง ไม่มีหรอกแบบว่าป.3/7 รึป.4/10 อะไรแบบนี้ เพราะนักเรียนปีๆนึงมันน้อย

พื้นที่ในโรงเรียนก็แคบๆ เดินเข้าประตูด้านหน้าไปก็เจอแค่สนามหญ้าไว้เตะบอลกับจัดกีฬาสีขนาดพอเพียง บ้านไม้โบราณหลังเก่าที่อยู่ประจำของผอ.โรงเรียน ที่เวลาจะเข้าไปพบทีไรต้องเดินชันเข่าไปหาทุกที แล้วก็ตึกสองสามตึก เป็นตึกไม้เก่าๆกะตึกปูนที่เก่าน้อยกว่าตึกไม้หน่อยนึง ใต้ตึกเป็นโรงอาหารกับที่สวดมนต์ประจำวันศุกร์ที่จำได้แม่นว่านั่งสวดไปหลับไปเป็นประจำ เลยไปด้านหลังอีกก็เป็นสนามกว้างนิดนึงกับแปลงเกษตรขนาดพอเพียงมากๆ แล้วก็ตึกสำหรับชั้นอนุบาลอีกอันนึงแล้วก็หมดแล้วมั้ง

แต่ถึงอย่างนั้น ที่นี่ก็เป็นโรงเรียนที่ดี แม้ว่าตอนนี้จะมีหลายๆเรื่องที่เราลืมเลือนไปแล้วก็ตาม เพราะหลังจากเรียนเสร็จเราก็ไปเรียนที่โรงเรียนบางกะปิที่อยู่ใกล้บ้านและอยู่คนละละแวกเลยกับที่นี่ ทำให้ได้กลับไปไหว้ครูบ้างก็ไม่กี่ครั้ง เพื่อนที่เรียนด้วยกันตอนนั้นเดี๋ยวนี้ก็แทบไม่ได้ติดต่อกันแล้ว มีเพียงเฟรนด์ชิปที่เคยเขียนให้กันละมั้ง ที่ยังทำให้พอนึกภาพรางๆได้บ้างว่าเมื่อก่อนเราสนิทกันแค่ไหน

ก็อย่างที่รู้ว่า ชีวิตวัยเด็กของคนเราเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขเสมอ ส่วนหนึ่งในชีวิตวัยเด็กของเราก็ประทับอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งเป็นที่ๆเราได้ทำอะไรหลายอย่างมากมาย เป็นที่ที่เราได้พบกับเพื่อนคนอื่นๆได้เล่นได้คุยด้วยกัน โดนครูตีมาก็ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เคยได้รู้สึกกลัวครูมากๆเวลาส่งการบ้านไม่ทัน เวลาไปเรียนก็ไปสายบ่อยๆเพราะว่าอยู่ไกลบ้านมากถึงขนาดต้องตื่นแต่ตีห้านั่งเรือไปโรงเรียนทุกเช้า หน้าโรงเรียนมีร้านอาหารป้าอ้วนแสนอร่อยที่กินทุกวันได้ไม่รู้จักเบื่อ อาคารไม้เก่าที่ขึ้นชื่อว่าผีดุก็เคยไปลองเล่นพิสูจน์ความกล้ากับเพื่อนๆมาแล้ว เคยออกไปร้องเพลง โต้วาที แข่งพูดบทความ ต่อหน้าคนทั้งโรงเรียน และก็มีอะไรหลายอย่างอีกมากมายที่ไม่สามารถบรรยายตรงนี้ได้หมด

ซึ่งล้วนเป็นความทรงจำที่ทำให้รู้สึกดีได้ทุกครั้งเมื่อนึกถึงขึ้นมา...

เราดีใจมากๆที่ครั้งหนึ่งเคยได้เรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ และเราก็พูดได้เต็มปากว่าโรงเรียนแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา และเป็นที่ที่มีส่วนทำให้เรากลายมาเป็น "เรา" ได้ในวันนี้ ถึงแม้ว่าวันนี้ วันที่ 29เมษายน 2548 จะเป็นวันที่โรงเรียนปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ แต่ความทรงจำดีๆทั้งหลายก็จะถูกเก็บไว้ในใจเรานี้ไปอีกนานแสนนาน และถ้ามีวันไหนที่มีใครถามเราว่า ตอนประถมนั้นเราเรียนที่ไหน เราก็จะตอบเขาไปด้วยความภูมิใจว่า

"โรงเรียนวัลยา"

3 พฤษภาคม2548

เรื่องไม่เป็นเรื่องก็คือ

ส่วนใหญ่แล้ว

วันนี้

หลังจากตามเรื่องเสร็จ

แต่แล้วโทรไปคนที่รับกลับไม่ใช่เจี๊ยบ

หลังจากคุยๆกันเสร็จก็เลยฝากให้พู่บอกเจี๊ยบด้วยว่าให้มารับที่นี่

จากนั้นก็รอแล้วก็รอ

เรื่องที่ไม่เป็นเรื่องโดยเฉพาะเรื่องที่มันไม่น่าจะเกิดมาเป็นเรื่องได้และทุกครั้งที่เราเห็นใครทำอะไรที่เป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้เราก็มักจะคิดเสมอว่าทำไมถึงชอบทำอะไรให้เป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างนี้นะเราก็มักจะคิดเสมอว่าไอ้เรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้มันไม่มีทางเกิดกับเราได้เพราะเราไม่คิดจะทำให้มันเกิดเรื่องที่มันไม่เป็นเรื่องแบบนี้หรอกเรามาตามดูเรื่องของลูกค้าที่บ้านเอื้ออารีกะติ๊กสองคน(แน่นอนว่าให้ติ๊กมาส่ง) อะไรๆก็ดูจะเข้าท่าดีไปหมดในชีวิตการทำงานตอนนี้หมดสัปดาห์นี้ก็น่าจะมีเวลาให้ใช้ชีวิตสบายๆไปอีกสักสัปดาห์พอเหมาะพอดีกับการทำงานชิ้นใหม่ๆเราก็เลยโทรไปหาเจี๊ยบให้แวะมารับเรากลับไปที่มหาลัยด้วยเพราะเราขี้เกียจขึ้นรถแดงกลับวันนี้ฟ้าก็ค่อนข้างปรอดโปร่งคงไม่มีพายุหนักแบบเมื่อวานอีกแต่กลายเป็นพู่แทนแต่แล้วก็กลัวว่าเจี๊ยบจะมาไม่ถูกก็เลยบอกไปว่าให้มาที่หน้าธนาคารที่อยู่ใกล้ๆก็แล้วกันเจี๊ยบก็ยังไม่มาสักทีอืมเอาไงดีหว่าหรือจะไม่มาแล้วนะหลังจากคิดอย่างนี้เสร็จเสียงมือถือเราก็ดังขึ้นเจี๊ยบโทรมานั่นเอง

"ฮัลโหล" เรารับสายอย่างรวดเร็ว

"อยู่ไหนๆ" เสียงเจี๊ยบตะโกนมาเหมือนกำลังหงุดหงิดอะไรของมันวะ...

" เอออยู่ที่หน้าธนาคารเนี่ยฝั่งตรงข้ามกับราชภัฎอ่ะ"

"อยู่ไหนเล่าไม่เห็นมีเลย!!!" มันตะโกนกลับมาอีกเราเองก็ชักจะไม่พอใจละ

"ก็ฝั่งตรงข้ามน่ะขับมาเลยยืนอยู่ตรงหน้าปากซอยแล้วเนี่ย"

"ไม่มีไม่เห็นบอกให้มันดีๆหน่อยสิ!!!!"เจี๊ยบยิ่งตะโกนกลับมาอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

"ก็เนี่ยขับตรงมาสิทำไมจะไม่เห็นธนาคารออกจะใหญ่ขับตรง..."พูดยังไม่ทันจบเจี๊ยบก็วางหูไปทันทีเรารู้สึกฉุนพอสมควรอะไรของมันไม่อยากมารับก็บอกดีๆสิวะไม่เห็นต้องทำเสียงหงุดหงิดแบบนั้นใหญ่เลยแต่ก็เอาเหอะเราเองก็อาศัยรถมันอยู่เป็นฝ่ายขอให้มันมาช่วยก็คงต้องยอมๆหน่อยมันอุตส่าห์มารับก็ใจดีแค่ไหนแล้วเจี๊ยบก็ยังไม่มาสักทีเฮ่อ....ขับไปไหนของมันแล้วเนี่ยผิดทางแล้วล่ะมั้งเราคิดพลางหยิบโทรศัพท์โทรไปหามันอีกรอบ

"อะไร" เสียงเจี๊ยบดูหงุดหงิดหนักกว่าเดิมตอนรับสายเรา

มาถึงตรงนี้เราเองก็ชักรำคาญขึ้นมานิดๆแล้ว

"ถึงไหนแล้วล่ะ"

"กำลังจะไปขนส่งแล้วเนี่ยอยู่ไหนกันแน่!!!" แล้วมันจะไปทำบ้าอะไรเส้นนั้นวะคนละทิศละทางเลยเราชักหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆเมื่อได้ยินมันตะโกนกลับมา

"ก็เนี่ยซอยเราอยู่ฝั่งตรงข้ามกับธนาคารนครหลวงน่ะก่อนหน้าสี่แยกน่ะ"

"ไม่เห็นมีเลยบอกให้มันชัดๆหน่อยสิ!!!!!" เจี๊ยบตะเบ็งเสียงกลับมาพอกันทีมันจะไปตายที่ไหนก็เรื่องของมันกะอีแค่ให้มารับนี่ถ้าไม่อยากมาก็ไม่ต้องมาก็ได้เราหมดความอดทนในที่สุด

"เออ! ไม่อยากมาก็ไม่ต้องมากลับไปเลยเรากลับรถแดงเองก็ได้" เราตะเบ็งเสียงกลับไป

"นี่ให้มันดีๆนะก็อุตส่าห์มารับแล้วบอกให้มันแน่ๆสิว่าอยู่ตรงไหน"มันตะโกนกลับมา

"ก็บอกไปไม่รู้ตั้งกี่รอบแล้วถ้าไม่พอใจแบบนี้ทีหลังก็ไม่ต้องมาไม่รบกวนก็ได้พอใจไหม"

"ก็บอกทางให้มันดีๆสิแล้วใครไม่พอใจอะไร"เสียงตะโกนที่ดังกลับมาทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ

"ก็เมื่อกี้วางหูไปทำไมกำลังจะบอกทางแล้ววางหูไปทำไมหา!!!"

"ใครวางหูสายมันตัดไปเองหยอดตังค์ไปสองบาทโทรเข้ามือถือคิดว่ามันจะโทรได้สักกี่นาทีกัน"

"......" เราพูดอะไรไม่ออกไปพักนึงอารมณ์ที่โมโหสุดขีดเมื่อกี้ดิ่งวูบลงสุดๆ"ก็แล้วตะโกนทำไมล่ะไม่พอใจไม่ใช่เหรอ" เราพูดเสียงอ่อยๆ

"เราไม่ได้โมโหแล้วถ้าไม่ตะโกนแล้วมันจะได้ยินไหมก็นี่อยู่ข้างถนนเนี่ยรถเยอะยังงี้มันก็ต้องตะโกนสิ"

"......" เราพูดอะไรไม่ออกอีกพักหนึ่งตอนนั้นความรู้สึกละอายเริ่มเข้ามาแทนที่เล็กน้อยก็ทั้งๆที่อีกฝ่ายเขาอุตส่าห์มารับดีๆน่ะนะแต่เราก็ดันไปพูดกับมันแบบนี้เสียได้หลังจากนั้นเราก็เลยขอโทษมันไปเสียงอ่อยๆพลางบอกทางให้มันจนมาถึงได้ในที่สุดคือไอ้ที่เขาเรียกว่า"เรื่องไม่เป็นเรื่อง" เฮ่อ.....

อย่างนี้แหล่ะ

ขอโทษจริงๆนะเจี๊ยบ

T _ T

http://trueworld.truelife.com/liveconcert/ubcaf/concert.jsp#

12 พฤษภาคม 2548

วันนี้เจอเรื่องเศร้ามาเรื่องหนึ่ง

อันที่จริงช่วงหลังๆตั้งแต่ที่ได้ฝึกงานมา ก็เจอเรื่องเศร้าๆมาหลายต่อหลายเรื่อง ใครจะเชื่อว่า มีลูกที่ทิ้งแม่และยายแก่ๆให้ทำงานอยู่กินกันเอง แต่พอตัวเองเงินหมดก็กลับมาเอาเงินแม่ไป ทั้งที่ตัวเองก็อายุ 30กว่าๆแล้ว เลวดีไหม?

หรือเรื่องของครอบครัวที่สามีตายด้วยโรคเอดส์ แล้วทำให้ภรรยาติดเชื้อตามไปด้วย ทั้งคู่ยังมีลูกเล็กๆอายุ5ขวบ ถ้าคนแม่ตายตามพ่อไปเมื่อไหร่ ใครจะเอาเด็กไปดูแล?

ใครจะเชื่อว่า มีครอบครัวนึง สามีโดนรถชนเสียชีวิต แม่ต้องออกจากงานมาดูแลสามี ลูกชายที่อยู่ม.3 ประสบอุบัติเหตุจนพิการไปอีกคน แล้วเขาจะอยู่ต่อไปกันยังไง?

แต่ถ้าพูดตรงๆก็ถือเป็นเรื่องที่ธรรมดาซะแล้วสำหรับเรา อาจจะเป็นเพราะเริ่มทำงานมานานเลยชักจะเห็นเป็นเรื่องปกติ จริงๆแล้วอาจจะเป็นแบบที่เขาว่า ยิ่งสนิทก็ยิ่งทุกข์ คนต่างๆเหล่านี้ความสัมพันธ์กับเราก็ไม่ต่างอะไรกับพนักงานและลูกค้า ดังนั้นถึงจะเห็นใจ แต่ก็คงเห็นใจไม่มากเท่ากับคนที่เราสนิทด้วยมากกว่า

เคยอ่านเรื่องของเจ้าชายน้อย ในตอนของเจ้าจิ้งจอกและเจ้าชายน้อย ตอนนี้ถึงเข้าใจดีว่า การสนิทสนมหรือการเป็นเพื่อนกัน ก็เป็นเรื่องที่เศร้าไม่น้อยทีเดียว ยิ่งการที่เห็นคนที่เรารักเป็นทุกข์ เราก็จะทุกข์ตามไปด้วยเสมอ บางทีถ้าเจ้าชายน้อยไม่มาเจอกับเจ้าจิ้งจอกตั้งแต่แรก เจ้าจิ้งจอกอาจจะไม่ต้องเศร้าใจมากขนาดนั้นก็ได้เมื่อต้องลาจากกัน

เข้าถึงเรื่องที่จะพูดจริงๆ ในงานที่ทำอยู่ตอนนี้ มีอยู่เคสนึงที่เราต้องรับผิดชอบโดยตรง เป็นเรื่องของเด็กชาวเขาที่อพยพตามพ่อแม่ลงมาทำงานในเมือง แล้วอยากเรียนหนังสือ

ตอนที่ลงไปในชุมชนกับสำนักงาน เจ้าเด็กคนนี้ก็มาบอกเราว่า อยากเรียนหนังสือ

เหมือนจะรู้ว่าวันนั้นเราและองค์กรลงไปทำอะไรที่นั่น...

เมื่อดูแล้ว เด็กมีสิทธิได้เรียน และเด็กก็ดูมีความกระตือรือร้นในเรื่องเรียนดี ท่าทางฉลาดใช้ได้ก็เลยช่วยดำเนินการให้จนในที่สุดก็ได้เข้าเรียนจนได้ ต้องตามดูติดต่องานกับมูลนิธิต่างๆ ตามเรื่องทางโรงเรียนทุกๆครั้งที่ได้ไปบอกครอบครัวของเด็กคนนี้และตัวเด็กเอง พ่อแม่เด็กก็ขอบคุณที่เราช่วยให้ลูกเขาได้เข้าเรียนได้จริงๆ เราเองก็ดีใจที่ได้มีส่วนช่วยให้เด็กคนนี้ได้เรียนตามที่เขาหวัง

วันนึง พี่ที่ทำงานบอกว่าจะทำอะไรก็ดี อย่าทุ่มตัวลงไปให้มากเกิน เรื่องของเด็กชาวเขาเข้าเรียนเนี่ย ปัญหามันเยอะ บางปีพ่อแม่ไม่มีเงินส่งก็เอาลูกออกจากโรงเรียนหนีหายไปเลย ทั้งๆที่ทางองค์กรอุตส่าห์ช่วยมาจาทุกอย่างไปได้ดด้วยดีแล้ว เด็กเองก็ขัดไม่ได้ เพราะพ่อแม่ยังไงก็มีอำนาจเหนือลูกเสมอ

เห็นแก่ตัวจริงๆ พ่อแม่พวกนี้...

แต่เราก็คิดว่ามันคงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับเด็กคนนี้หรอก บางทีก็มีเฉียดๆบ้างที่พ่อแม่น้องเขาเริ่มทำท่าลังเลตอนรู้เรื่องค่าเทอม แต่เมื่อยืนยันไปแล้วว่าจะช่วยพูดกับทางโรงเรียนให้ลดค่าเทอมกะอาหารกลางวันให้ก็ดูสบายใจขึ้นบ้าง

ทุกอย่างไปได้สวยใช้ได้เรื่องทุนก็ไปติดต่อมาให้แล้ว แถมเรื่องค่าเทอมกับค่าอาหารกลางวันทางโรงเรียนก็อนุญาตให้ไม่ต้องจ่ายก็ได้ เพราะทราบว่าเด็กยากจน เสื้อผ้าและอุปกรณ์การเรียนก็จัดการซื้อไปให้เป็นที่เรียบร้อย จริงๆก็เหนื่อยอยู่บ้าง แต่จำได้แม่นยำตอนที่ซื้อดินสอกับกบเหลาไปให้ จริงๆก็ไม่ใช่ของดีเท่าไหร่ แต่ก็เห็นน้องเขาเอาดินสอออกมานั่งนับกันใหญ่ ใบหน้าดูมีความสุขยิ้มแย้ม ขอบคุณเรายกใหญ่ เราเองจริงๆก็ไมได้เป็นคนดีอะไรนักหนาหรอก ก็ทำตามหน้าที่ไปอย่างนั้น เพราะถ้าสามารถช่วยเหลือน้องเขาได้สำเร็จ เราเองก็จะได้เกรดวิชาฝึกงานดีตามไปด้วยต่างฝ่ายต่างก็ได้ผลดี มันก็เท่านั้นแหล่ะ ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนจิตใจงดงาม ชอบช่วยเหลือคนอื่นอะไรขนาดนั้นหรอก

แต่พอได้เห็นภาพอย่างนี้ตัวเรากลับรู้สึกดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก...

แต่แล้ว....วันนึง แม่เขาก็มาบอกว่า เขาจะไม่ให้ลูกเรียนแล้ว เพราะว่าเจ้าของบ้านที่อาศัยอยู่เขาจะขายให้คนอื่นอยู่แทน เขาเองก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหนอยู่ก็เลยจะเอาลูกกลับไปอยู่กับยายบนภูเขาตามเดิม ทั้งๆที่อีกสามวัน โรงเรียนเด็กก็จะเปิดเทอมแล้ว

ที่น่าเศร้ายิ่งกว่า หลังจากคุยกับแม่เด็กเสร็จ เราก็เดินไปหาเด็กคนนี้ น้องเขาเป็นฝ่ายวิ่งมาหาเราก่อน บอกว่า

"ครูครับ เมื่อวานผมกับน้องๆไปช่วยกันเก็บเศษเหล็กเอาไปขายที่ร้าน ได้เงินมาตั้ง 70บาท วันนี้ผมจะเอาไปตัดผมแหล่ะ เพราะว่าเดี๋ยวจะต้องไปโรงเรียนแล้ว "

เราก็พูดอะไรไม่ออก จริงๆแล้วเราเคยบอกเด็กเองล่ะ ตอนที่เจอกันแรกๆว่าให้ไปตัดผมให้เรียบร้อยด้วย ไหนๆก็จะเข้าเรียนแล้วนึกไม่ถึงว่าน้องเขาจะยังจำได้จนถึงป่านนี้ แต่ก็ไม่รู้จะบอกยังไงว่าคงไม่ได้เรียนแล้วล่ะ ก็เลยว่าให้แม่เด็กเป็นคนบอกเองคงจะดีกว่า ทำใจบอกเรื่องแบบนี้ไม่ไหวจริงๆ เราเองก็ไม่ค่อยชอบเรื่องหดหู่แบบนี้เท่าไหร่ด้วย เลยยิ้มให้กับเด็กและก็ชมไปตามเรื่องว่า "เก่งจังเลยนะ" จริงๆก็อยากจะบอกว่าให้ตั้งใจเรียนและก็ดูแลตัวเองกับน้องๆให้ดีด้วย แต่ก็พูดไม่ออกจึงได้แต่โบกมือลาจากกันด้วยความเศร้าใจ

บางทีถ้าเจ้าจิ้งจอกไม่ได้มาเจอกับเจ้าชายน้อย เจ้าจิ้งจอกอาจจะไม่ต้องเศร้าแบบนี้ก็ได้....





Tharadon D.
View full profile