29 เมษายน 2548
จริงๆแล้ววันนี้ก็ถือเป็นวันธรรมดาที่ไม่มีเรื่องอะไรพิเศษมากหรอก
ไปทำงาน เจอเรื่องน่าเบื่อของพวกเด็กนิสัยเสียเรื่องมาก ไปกินข้าวกับเพื่อนพร้อมหน้ากันในรอบ2เดือน โดนเจ้านายเรียกไปอบรม ไปเยี่ยมลูกค้าตอนบ่ายๆกะติ๊ก และก็กลับมานอน พลางคิดในใจว่า ตอนเย็นนี้จะไปดูหนังอะไรสักเรื่องดีไหมหว่า
แต่แล้วในขณะที่หลับอยู่ เสียงมือถือก็ดังขึ้น ก็ว่าจะไม่รับแล้วล่ะแต่รำคาญเสียงจนนอนต่อไม่ไหว เฮ่อ...ใครโทรมานะ
เหลือบดูหน้าจอก็เป็นพี่ส้มโทรมา ก็เลยรับๆไปด้วยความงัวเงีย
หลังจากคุยจบก็รู้สึกตาสว่างขึ้นมานิดนึง อันที่จริงแล้วเรื่องที่พี่ส้มโทรมาก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร อย่างเช่นแม่เรากำลังหนีการตามล่าของตำรวจหลังจากถูกเปิดโปงว่าเป็นสายลับต่างชาติหลบหนีเข้ามา รึพลอยดื่มโออิชิเจอฝาล้านบาทอะไรเทือกนั้น ก็มีแค่เรื่องที่จะเปลี่ยนที่โอนเงินให้ เรื่องให้ช่วยเช็คผลสอบเข้าเอนทรานซ์ของพลอย และก็อีกเรื่องนึงคือ...
ข่าวที่ว่าโรงเรียนวัลยากำลังปิดตัวลงแล้ว เลยโทรมาบอกให้รู้ว่าวันนี้จะจัดงานอำลากันที่นั่น ซึ่งก็แน่นอนว่าเราคงไปไม่ได้แน่ๆ เพราะตอนนี้เรายังอยู่ที่เชียงใหม่
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกตกอกตกใจหรือร้องไห้จนฟูมฟาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเราเองก็รู้สึกแปลกๆอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน เพราะโรงเรียนวัลยาก็เป็นโรงเรียนที่เราเคยได้ร่ำเรียนมาตั้งแต่อนุบาลจนถึงชั้นประถม หรือจะพูดว่าโลกวัยเด็กของเราส่วนหนึ่งอยู่ภายในโรงเรียนแห่งนี้ก็ว่าได้
พอลองมองย้อนกลับไป มันก็ไม่ใช่โรงเรียนที่ใหญ่โตชื่อดังหรือว่าไฮโซอะไรนักหนาหรอก บอกชื่อไปก็ยังไม่มีใครรู้ด้วยมั้ง ว่ามีโรงเรียนอย่างนี้อยู่ในกรุงเทพด้วย ซ้ำยังเป็นโรงเรียนเล็กๆแถวเทเวศน์ที่มีครูไม่กี่คน ใครสอนวิชาอะไร ก็ต้องสอนวิชานั้นตั้งแต่ระดับชั้นป.1ยันป.6เลย เนื่องจากมีครูน้อย นักเรียนชั้นนึงก็มีแค่ห้องสองห้อง ไม่มีหรอกแบบว่าป.3/7 รึป.4/10 อะไรแบบนี้ เพราะนักเรียนปีๆนึงมันน้อย
พื้นที่ในโรงเรียนก็แคบๆ เดินเข้าประตูด้านหน้าไปก็เจอแค่สนามหญ้าไว้เตะบอลกับจัดกีฬาสีขนาดพอเพียง บ้านไม้โบราณหลังเก่าที่อยู่ประจำของผอ.โรงเรียน ที่เวลาจะเข้าไปพบทีไรต้องเดินชันเข่าไปหาทุกที แล้วก็ตึกสองสามตึก เป็นตึกไม้เก่าๆกะตึกปูนที่เก่าน้อยกว่าตึกไม้หน่อยนึง ใต้ตึกเป็นโรงอาหารกับที่สวดมนต์ประจำวันศุกร์ที่จำได้แม่นว่านั่งสวดไปหลับไปเป็นประจำ เลยไปด้านหลังอีกก็เป็นสนามกว้างนิดนึงกับแปลงเกษตรขนาดพอเพียงมากๆ แล้วก็ตึกสำหรับชั้นอนุบาลอีกอันนึงแล้วก็หมดแล้วมั้ง
แต่ถึงอย่างนั้น ที่นี่ก็เป็นโรงเรียนที่ดี แม้ว่าตอนนี้จะมีหลายๆเรื่องที่เราลืมเลือนไปแล้วก็ตาม เพราะหลังจากเรียนเสร็จเราก็ไปเรียนที่โรงเรียนบางกะปิที่อยู่ใกล้บ้านและอยู่คนละละแวกเลยกับที่นี่ ทำให้ได้กลับไปไหว้ครูบ้างก็ไม่กี่ครั้ง เพื่อนที่เรียนด้วยกันตอนนั้นเดี๋ยวนี้ก็แทบไม่ได้ติดต่อกันแล้ว มีเพียงเฟรนด์ชิปที่เคยเขียนให้กันละมั้ง ที่ยังทำให้พอนึกภาพรางๆได้บ้างว่าเมื่อก่อนเราสนิทกันแค่ไหน
ก็อย่างที่รู้ว่า ชีวิตวัยเด็กของคนเราเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขเสมอ ส่วนหนึ่งในชีวิตวัยเด็กของเราก็ประทับอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งเป็นที่ๆเราได้ทำอะไรหลายอย่างมากมาย เป็นที่ที่เราได้พบกับเพื่อนคนอื่นๆได้เล่นได้คุยด้วยกัน โดนครูตีมาก็ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เคยได้รู้สึกกลัวครูมากๆเวลาส่งการบ้านไม่ทัน เวลาไปเรียนก็ไปสายบ่อยๆเพราะว่าอยู่ไกลบ้านมากถึงขนาดต้องตื่นแต่ตีห้านั่งเรือไปโรงเรียนทุกเช้า หน้าโรงเรียนมีร้านอาหารป้าอ้วนแสนอร่อยที่กินทุกวันได้ไม่รู้จักเบื่อ อาคารไม้เก่าที่ขึ้นชื่อว่าผีดุก็เคยไปลองเล่นพิสูจน์ความกล้ากับเพื่อนๆมาแล้ว เคยออกไปร้องเพลง โต้วาที แข่งพูดบทความ ต่อหน้าคนทั้งโรงเรียน และก็มีอะไรหลายอย่างอีกมากมายที่ไม่สามารถบรรยายตรงนี้ได้หมด
ซึ่งล้วนเป็นความทรงจำที่ทำให้รู้สึกดีได้ทุกครั้งเมื่อนึกถึงขึ้นมา...
เราดีใจมากๆที่ครั้งหนึ่งเคยได้เรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ และเราก็พูดได้เต็มปากว่าโรงเรียนแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา และเป็นที่ที่มีส่วนทำให้เรากลายมาเป็น "เรา" ได้ในวันนี้ ถึงแม้ว่าวันนี้ วันที่ 29เมษายน 2548 จะเป็นวันที่โรงเรียนปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ แต่ความทรงจำดีๆทั้งหลายก็จะถูกเก็บไว้ในใจเรานี้ไปอีกนานแสนนาน และถ้ามีวันไหนที่มีใครถามเราว่า ตอนประถมนั้นเราเรียนที่ไหน เราก็จะตอบเขาไปด้วยความภูมิใจว่า
"โรงเรียนวัลยา"
