Rabbit-Diary

พอฮาโลวีนมาถึงทีไร ก็ต้องรู้ตัวทุกทีว่า โอ้...นี่เราแก่ขึ้นอีกปีแล้วสินะ

ถูกแล้วครับ! ก็มันวันเกิดผมนี่!!

อ้อ! จะว่าไปจริงๆก็ไม่เชิงวันเกิดผมหรอก เพราะจริงๆแล้ววันเกิดจริงๆของผมก็คือวันฮาดลวีนอีฟ หรือวันที่ 30 ตุลาคมที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นานนี่เองนะครับ แต่คนส่วนใหญ่หลายคนจะรู้จากผมว่า ผมเกิดวันฮาโลวีน ซึ่งจริงๆแล้วจะเป็นวันไหนก็ได้ทั้งนั้นล่ะครับ เพราะว่าผมกับแม่นั้นเกิดวันเดียวกัน ดังนั้นเพื่อให้ไม่ซ้ำกันก็เลยเลื่อนให้เป็นอีกวันนึง ซึ่งมันก็จำง่ายด้วยสำหรับคนรอบข้างด้วยนั่นล่ะครับ ^ ^

เผลอแป๊บเดียวจริงๆ ปีนี้ผมก็อายุครบ 25 ปี เข้าช่วงเบญจเพศซะแล้ว ถ้าพูดแบบกว้างๆหน่อยก็น่าจะหมายความว่าตัวผมเองก็มีชีวิตอยู่มาได้เกือบสักครึ่งนึงของชีวิตคนทั่วๆไปแล้วสินะ

ไม่รู้อีก 25 ปีข้างหน้าจะเป็นยังไง แต่ 25 ปีที่ผ่านมานี้นั้น ก็เป็นช่วงเวลาที่สุข เศร้า เหงา ระคนกันไป แต่ที่แน่ๆนับจากไปสงสัยจะแอ๊บแบ๊วไม่ได้ซะแล้วแฮะ จะทำอะไรก็คงต้องเริ่มดูสังขารตัวเองกันน่าดู เช่นเรื่องการใช้คำพูด เรื่องกริยาท่าทาง หรือเรื่องการแต่งตัว พักนี้ผมก็เริ่มโมดิฟายตัวเองใหม่หลายๆอย่างแล้ว เพราะจะทำตัวเป็นเด็กตลอดไปก็คงไม่ดี

ถึงมีสิ่งที่ต้องเสียไป แต่สิ่งที่ได้มาจากช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ก็มีข้อดีหลายอย่างเหมือนกันนะครับ เช่นว่า ความคิดและประสบการณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามา ก็ทำให้ผมได้เรียนรู้ หรือรู้จักวิธีคิดหลายๆอย่าง ที่เมื่อตอนที่ยังเด็กกว่านี้ อาจจะยังคิดไม่ได้มากเท่าที่ควร

วันเกิดปีนี้ก็ไม่ได้ทำอะไรมาก นอกจากถ่อไปถึงนครปฐมเพื่อไหว้พระปฐมเจดีย์เอาฤกษ์เอาชัยกับแม่สองคน (เอ้อ...จะว่าไปนี่ก็เรียกว่าทำอะไรมากแล้วล่ะนะ)

แม้จะไม่มีงานฉลองอะไร เหมือนกับทุกๆปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังยินดีที่มีคนจำได้ แม้จะไม่มาก แต่ก็ล้วนเป็นคนที่อยากให้จำได้ทั้งนั้น ซึ่งก็ทำให้มีความสุขจริงๆที่ได้รับความรักและความยินดีจากพวกเขา ทำให้รู้สึกว่าอีก 25ปีจากนี้ไป ก็น่าจะยังเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขอยู่ได้บ้างล่ะนะครับ

เอนทรี่นี้ก็ไม่มีอะไรจะเขียนมาก แต่ก็อยากจะเขียนเพราะเขียนมาแล้วทุกปี เพราะรู้สึกดีมาก เวลาที่ได้รับคำอวยพรดีๆจากทุกคน เอาเป็นว่าขอบคุณที่แวะเข้ามาดู รวมไปถึงคำอวยพรดีๆที่ผมอาจจะได้รับด้วยนะครับ (มัดมือชกซะเลย 555)

แล้วพบกันใหม่เอนทรี่หน้านะครับ บายๆ ^ ^

คำเตือน เนื่องจากมีเนื้อหาที่เชื่อมต่อกัน คุณอาจอ่าน Entry นี้ไม่ได้รสวรรณคดีเท่าที่ควรนัก หากคุณยังไม่ได้กลับไปอ่าน Entry ข้างล่างนี้

 
แต่ถ้าท่านเคยอ่านแล้วก็ขอเชิญลงไปอ่านต่อได้เลยเจ้า...


-----------------------------------


วันเสาร์ที่ 5 กันยายน

และแล้วเช้าวันเสาร์แห่งการสอบก็มาถึง หกโมงเช้าแล้วผมได้แต่นั่งจัดกระเป๋าเตรียมตัวอย่างเหนื่อยอ่อนเล็กน้อย หลังจากที่เมื่อคืนนี้ได้โหมทำตัวอย่างข้อสอบ TOEIC ตลอดทั้งคืน กะว่าจะนั่งหลับบนรถเมล์นิดหน่อยก็คงพอ 

เมื่อครั้งก่อนตอนที่ไปสอบผมแอบใส่ชุดนักศึกษาไปสอบมาทีแล้ว แต่คราวนี้รู้ตัวดีว่าไม่สามารถแกล้งแอ๊บแบ๊วต่อไปได้อีก เนื่องจาก เอ่อ...มันก็ผ่านมาจะสามปีแล้วอ่ะนะ 555 ก็เลยตัดสินใจใส่เสื้อโปโลเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มแบบที่ดูเรียบๆ กับกางเกงขายาวสีเทาเข้มและรองเท้าปลายแหลมสีดำ ซึ่งก็ดูเรียบร้อยดี

เจ็ดโมงเป๊ะ ผมขึ้นรถเมล์ได้พอดี อันที่จริงจะนั่งเรือก็ได้ ถ้ารีบมาก แต่เนื่องจากอยากนอนมากกว่าก็เลยขอนั่งรถแอร์สบายๆไปละกัน เพราะไปแค่อโศกนั่งรถชั่วโมงนึงก็คงทันพอดี หรือถ้าไม่ทันก็ค่อยพึ่งบริการรถไฟใต้ดินอีกทีละกัน พอเจอแอร์เย็นๆ กับอากาศขมุกขมัวของยามเช้า และเสียงเพลงเบาสบายของ Lenka สายตาผมก็ค่อยๆเลื่อนปิดลงอย่างมีความสุข อืม...ขอสักงีบละกัน
 
ผมเริ่มรู้สึกเคลิ้มๆ แต่แล้วเสียงโทรศัพท์มือถือก็แผดเสียงขึ้นทำให้ผมสะดุ้งขึ้นมา ใครกันนะโทรมาป่านนี้ ผมหยิบมือถือขึ้นมาดู คุณแฮม คุณแฮมอีกแล้วนี่เอง...

" เออ มีอารายยยยย " ผมพูดอย่างเซ็งๆ

" แกออกจากบ้านมายังเนี่ย ไอ้กระต่าย " เสียงโหวกเหวกโวยวายของคุณแฮมตะโกนผ่านมือถือมา 

" เออ...ออกแล้ว เดี๋ยวไปไม่ทัน" ผมคิดในใจ ไม่ออกตอนนี้ก็ไม่ต้องไปสอบกันแล้วล่ะ ไม่ได้มีบ้านอยู่แถวพระโขนงแบบมันนี่ มีรถไฟฟ้าผ่านหน้าบ้านเลย สะดวกจะแย่

" เหรอ ตูยังไม่ได้อาบน้ำเลยว่ะ เมื่อคืนนั่งเล่นเนทเพลินไปหน่อย หนังสือยังไม่ค่อยได้อ่านเลยว่ะ ฮ่าๆๆ "

" อืม... " 

" แล้วจะไปเจอกันกี่โมง "

" สักแปดโมงยี่สิบละกัน ถ้ารถไม่ติดตูก็คงไปถึงประมาณนั้นล่ะ" ผมตอบหลังจากคำนวณเวลาคร่าวๆเสร็จ

" โห ไรวะ ตั้งแปดโมงยี่สิบ! อืดอาดยืดยาดมากมาย มัวทำอะไรอยู่เนี๊ยยยยยย! " ก็เดินทางอยู่น่ะสิ ผมคิดในใจ

" เอออออออ....ไปอาบน้ำไป แค่นี้นะ จะนอน"  

" เดี๋ยว ไอ้กระต่าย!! " น้ำเสียงของคุณแฮมยังคงบอกถึงความเอาแต่ใจต่อไป

" อืม มีอะไร" ผมตอบอย่างเพลียๆ

" ไปสอบนี่ต้องแต่งตัวยังไงมั่งวะ " 

ช่างเป็นคำถามที่เหลือเชื่อจริงๆครับ ผมคิดในใจ " ก็แต่งให้มันสุภาพเรียบร้อยหน่อย เขาไม่มีกฏห้ามหรอก แค่ไม่ใส่เสื้อกล้ามกางเกงขาก๊วยคีบรองเท้าแตะมาก็พอแล้ว" อันที่จริงเรื่องการแต่งตัวเขาก็ไม่ได้วางกฏไว้หรอกครับว่าต้องแต่งตัวยังไง แต่ก็เอาให้ดูภูมิฐาน เรียบร้อย ก็น่าจะดีนะ ผมว่า

" จริงเด่ะ นี่ตูกะจะใส่รองเท้าแตะไปพอดีเลยนะเนี่ย ฮ่าๆๆๆ " 

" นี่ๆ ไปสอบนะ ไม่ใช่ไปเดินเที่ยว แล้วขอร้องอย่าใส่กางเกงฮิปฮอปย้วยๆจะหลุดตูดมาล่ะ " ผมเริ่มนึกออกเลยว่ามันจะแต่งมายังไง เอะอะก็เด็กแนวตลอดทั้งชาติ ไม่ได้ดูวัยตัวเองเล๊ยยยยยย

" วู้ว! อะไรวะ แกนี่...เรื่องมากจริง เป็นแค่ไอ้กระต่ายแท้ๆทำตัวเป็นตาแก่ไปได้ เว่อร์ไปป่ะเนี่ย! "

" ก็ไปสอบบบบบบบบบบบ เออ! อยากจะแต่งอะไรก็แต่งมาละกัน แค่นี้นะ สวัสดี" แล้วผมก็วางสายไปอย่างทันควัน นอนดีกว่า...

สำหรับคนที่ไม่เคยไปสอบ TOEIC นะครับ ตึกที่สอบนั้นชื่อตึก BB Building ซึ่งหาไม่ยากเลย เพราะมีหลักการจำที่ง่ายมากว่าเป็นตึกที่อยู่ข้างๆกับอาคาร GMM Grammy นั่นเอง ถ้านั่งเรือไปก็ให้ไปลงที่ท่าเรืออโศกแล้วนั่งมอเตอร์ไซค์ต่อไป หรือถ้านั่งรถไฟใต้ดินก็ให้ไปลงที่สถานีสุขุมวิทแล้วเดินย้อนกลับมาหน่อยนึง หาไม่ยากหรอกครับ ขนาดผมเป็นคนไม่ชำนาญทางแล้ว ยังหาเจอเลย ถ้าจะสอบรอบเช้าก็ควรจะไปให้ถึงตั้งแต่เวลา 8 โมงเช้าเป็นต้นไป เพราะการลงทะเบียนสมัครจะเริ่มทำตั้งแต่เวลานั้นไปจนถึงก่อนเวลาสอบ 9 โมงนิดหน่อย ยังไงไปแต่ 8 โมงเป๊ะ เลยก็ดีครับ พอสมัครเสร็จจะได้มีเวลาอ่านเพิ่มหรือหาอะไรทานเล่นก่อนสอบได้ ไม่ฉุกละหุกมาก

ดูเหมือนวันนี้รถจะติดนิดหน่อย แปดโมงแล้วผมยังอยู่แถวรัชดาอยู่เลย แต่ก็นะ ไปให้ถึงสักแปดโมงสี่สิบก็ยังได้
 

Trouble Is a Friend... Yeah... Trouble Is A Friend Oh oh... เสียงร้องของ Lenka ยังคงขับขานต่อไป ผมกะจะหลับต่ออีกสักหน่อยแต่ทว่า...มือถือผมกลับดังขึ้นมาอีกแล้ว ไม่ต้องดูสายก็รู้ว่าใครโทรมาเลย

" ...ว่าไง " 

" อยู่ไหนแล้วเนี่ย แปดโมงสิบห้าแล้วนะ เมื่อไหร่จะมา หา! " ถูกแล้วครับ คุณแฮมคนเดิมนั่นเอง

" นี่เพิ่งแปดโมงเอง..."

" ก็นาฬิกาตูแปดโมงสิบห้าแล้ว " ครับ...นาฬิกามันคือมาตรฐานของโลกใบนี้ครับ ผมรู้ดี

" อยู่บนรถ อาจจะสายหน่อย แกไปรอก่อนเลยก็ได้ "

" อะไรฟะ ทำอะไรอยู่เนี่ย นัดกี่โมง นัดกี่โมง สัญญาไม่เป็นสัญญาเลย! ใช้ไม่ได้จริงๆ นั่งรถไฟใต้ดินมาเดี๋ยวนี้เลย! " เมื่อรู้ว่ากำลังเป็นต่อ คุณแฮมก็ใส่ผมใหญ่

" แต่ว่า..."

" แกนัดเองว่าแปดโมงยี่สิบ ยังไงก็มาไม่ทันอยู่แล้ว นั่งรถไฟฟ้ามาเดี๋ยวนี้!!" มันเล่นมุขนี้ผมก็เถียงไม่ออกล่ะ

เฮ่อ... Trouble Is A Friend .... Yeah Trouble Is A Friend... ผมเข้าใจความหมายเพลงดีแล้วล่ะครับ... แล้วผมก็ต้องเปลี่ยนแผนไปนั่งรถไฟใต้ดินจนได้

หลังจากไปถึงที่ตึก BB และฟังคุณแฮมบ่นจนเสร็จ พวกเราก็ไปทำการลงชื่อยืนยันการสมัครสอบต่อเลยครับ วันนี้มีคนสอบอยู่ประปราย ไม่เยอะมากเหมือนครั้งก่อนที่มาสอบ ก็เลยดำเนินการได้เร็วนิดหน่อย 

ขั้นตอนการสมัครก็ไม่มีอะไรมาก หลักฐานที่ต้องใช้ก็มีแค่บัตรประชาชนเท่านั้น ก่อนอื่นก็ไปยืนยันชื่อตัวเอง จากนั้นก็ไปถ่ายรูปติดบัตรสอบซึ่งถ่ายแบบกล้อง Webcam ซึ่งถ้าเป็นเมื่อสมัยการสอบครั้งก่อน มันจะเป็นกล้องที่ทำให้คุณดูอัปลักษณ์มากๆครับ ไม่ว่าจะเก๊กหน้าแล้วยังไง แต่กล้องตัวใหม่นี่ คาดว่าจะเอางบไปอัพเกรดแล้ว รูปเลยออกมาดูเป็นผู้เป็นคนกว่าเดิมเยอะมาก ดูแล้วค่อยกล้าเอาใบประกาศผลไปโชว์คนอื่นหน่อย

พอเสร็จในขั้นตอนนี้ก็มาถึงขั้นสุดท้ายครับ นั่นคือควักเงิน 1200 บาทให้เขาไป โอ้...ขออย่าให้เงินนี้ต้องสูญเปล่าเลยนะ สาธุๆ

ตอนที่ยืนต่อแถวรอเข้าห้องสอบ ผมก็เพิ่งคิดได้ว่าจริงๆควรจะทานกาแฟสักแก้วก็ดีนะเนี่ย จะได้รู้สึกตื่นตัวมากกว่านี้ แต่เวลาจะลงไปซื้อก็ไม่มีแล้ว ผมเลยได้แต่ทำใจ เฮ่อ...

9.00 น. ได้เวลาเข้าสอบ

ถึงจะยืนต่อแถวใกล้ๆกัน แต่เวลาสอบยังไงก็โดนแยกไปนั่งกันคนละทิศละทางอยู่แล้ว ผมแยกกับคุณแฮมแล้วไปนั่งประจำที่สอบของตัวเอง ดูเหมือนว่าสองปีผ่านไป ห้องสอบก็จะได้รับการพัฒนาขึ้นแล้วเหมือนกันนะเนี่ย ขนาดที่กั้นฉากที่เคยเป็นกระดาษลังส้ม ยังเปลี่ยนเป็นพลาสติกอย่างหรูแล้วเลย 555

หลังจากฟังกฏกติกามารยาทจากคนคุมสอบเรียบร้อยแล้ว ผมก็เริ่มลงมือทำข้อสอบไป ทำไป และทำไป ในขณะที้เวลาทำข้อสอบสองชั่วโมงก็เริ่มเดินถอยหลังไปเรื่อยๆ เรื่อยๆและเรื่อยๆ

----------------------------------------
"Trick เล็กๆน้อยๆในการทำข้อสอบ TOEIC กับครูกระต่าย"
เพื่อให้เอนทรี่ในวันนี้มีประโยชน์อีกเล็กน้อยสำหรับใครก็ตามที่กำลังจะไปสอบ TOEIC วันนี้ครูกระต่าย จากสถาบันคุณม่อง จึงขอกลับมาอีกครั้งเพื่อแนะนำทริคเล็กๆน้อยๆให้แก่นักเรียนทุกคนเป็นวิทยาทานกันอีกรอบนะจ๊ะ
Preparation 
 

- ก่อนสอบนั้น จะมีการตรวจความเรียบร้อยก่อนเข้าห้องสอบ ซึ่งใช้แบบเครื่องตรวจจับโลหะเลย(คาดว่ากันคนเอาระเบิดไปวางในห้องสอบ) สรุปว่าเอาเข้าไปได้แต่ตัวกับอุปกรณ์สอบทั่วๆไปเท่านั้น เช่น ปากกา ดินสอ ยางลบ ขนาดกล่องดินสอยังห้ามเลย แต่อันที่จริงครูกระต่ายขอแนะนำว่า ไม่ต้องเอาอะไรไปเลยก็ได้ เพราะเขามีของเตรียมไว้ให้หมดอยู่แล้ว

- เอิ่ม...แต่ถ้าใครมีดินสอหรือยางลบประจำตัวที่รักม๊าก ประมาณว่าเป็นเครื่องลางที่ฟันฝ่ามาแล้วทุกการออกศึกสอบอะไรแบบนี้ อยากเอาไปใช้ก็เอาไปได้ เขาไม่ห้าม แต่อย่าลืมล่ะว่าสำหรับดินสอต้องเป็น 2Bเท่านั้นนะ

- เมื่อเข้าไปนั่งในที่สอบและรับกระดาษคำถาม-คำตอบมาเรียบร้อยแล้ว ตั้งใจฟังกฏกติกามารยาทในการสอบจากคนคุมสอบที่เขาบอกให้ดี สงสัยอะไรก็ถามไปเลย (จะมีคนคุมประจำแถวอยู่แล้ว ถามจากคนที่ใกล้ตัวเองที่สุดก็ได้) เพราะถ้าไปฝนข้อมูลผิดตรงไหนอาจจะไม่มีวันได้เห็นคะแนนสอบเลยก็ได้

- คนคุมบางทีทำท่าทางไซโคคนสอบนิดหน่อย ก็อย่าไปซีเรียสมาก เพราะยังมีที่ต้องเครียดกว่านี้อีกเยอะรออยู่ในข้อสอบ 555

- วิธีการทำข้อสอบเหมือนกับการเอนท์ทั่วไป คือใช้ 2B ฝนเป็นวงในช่องที่เลือกให้เต็มวง

-ข้อสอบ TOEIC มีทั้งหมด 200 ข้อแบ่งเป็น 2 Part Part ละ 100 ข้อ คะแนนเต็มคือ 990 (พาร์ทละ 495) เวลาที่ให้ในแต่ละพาร์ทคือ 45 นาที ในส่วนของ Listening มีการบังคับเวลาให้อยู่แล้ว ดังนั้นก็ทำๆไปให้ทันก็แล้วกัน แต่ในส่วน Reading เราต้องแบ่งเวลาเอง ดังนั้นก็ลองคิดให้ดีๆละกันว่าจะแบ่งเวลายังไงให้พอในแต่ละข้อสอบย่อยนะ


Listening Test
 

- วิธีฟังเสียงนั้นเป็นการฟังจากเครื่องลำโพงในห้อง ไม่มีหูฟังให้ แต่เสียงดังชัดทั้งห้องแน่ ไม่ต้องกังวลไป 

- ก่อนสอบพยายามแคะขี้หูไปก่อนด้วย เนื่องจากเสียงฝรั่งในเทปนั้นออกแนวงัวเงียเหมือนเพิ่งตื่นกันทุกราย ฝึกฟังไปเยอะๆก็คงจะพอช่วยได้นะ

- การสอบจะมี 4 Parts ด้วยกัน(กลับไปอ่านได้ในเอนทรี่ก่อน) ส่วนที่ 1 เป็นการฟังแล้วดูภาพนั้นค่อนข้างง่าย พยายามทำให้ได้เยอะๆเพราะจะเป็นคะแนนเก็บที่ดี(ถึงจะเหลือแค่สิบข้อแล้วก็เถอะนะ...)

- ควรเลือกข้อที่พูดถึงสิ่งที่มีอยู่ภาพชัดเจนที่สุด อย่าเลือกข้อที่เป็นประเภทพูดเหมือนบรรยายกว้างๆที่เหมือนว่าอาจจะเป็นเช่นนั้น เช่น ถ้าเป็นรูปผู้หญิงถือซองเอกสารยืนอยู่  ถ้าในตัวเลือกมีให้เลือกระหว่าง เธอกำลังจะไปประชุม กับเธอกำลังถือซองเอกสารให้มือ ให้เลือกข้อหลังไปเลย

- ในส่วนที่ 2 ทั้งข้อสอบและคำถามจะไม่ถูกพิมพ์ลงไปในกระดาษคำตอบ ต้องฟังเองทั้งหมด ก็ลองตั้งใจฟังให้ดีๆก็แล้วกัน 

- ในส่วนที่ 3 และ 4 ข้อสอบจะมีตัวเลือกคำตอบที่เราสามารถอ่านได้อยู่ในกระดาษคำตอบ แต่ส่วนที่เป็นเนื้อเรื่องหรือคำถามนั้นเราจะต้องฟังและพยายามจับเรื่องเอง 

ดังนั้นก่อนที่เสียงพูดของบทสนทนาจะเริ่ม ลองนั่งดู Choice และคำถามที่เขาจะถามไว้ก่อนก็ดี เพราะจะทำให้เราสามารถจับใจความเรื่องที่จะฟังและสามารถเงี่ยหูฟังในจุดที่ควรจะตั้งใจฟังได้ 

ตัวอย่างเช่น

คำถาม - B กับ A อยู่ในสภาวะอากาศแบบไหน

A. Sunny B. Snow C. Rain D. สภาวะโลก เลิฟ ละละ เลิฟ ยู

ก็จะทำให้เราสามารถเดาได้ว่าสิ่งที่จะต้องตั้งใจฟังในบทสนทนานั้น คือเรื่องที่ว่าสภาวะอากาศจะเป็นยังไง เป็นต้น

- อนึ่งใน Part ที่สาม จะมีข้อสอบแบบใหม่ที่เพิ่มเข้ามา คือ ฟัง 1 บทสนทนา แต่ต้องใช้ตอบคำถามหลายข้อ ในหมวดนี้ไม่แนะนำให้ใช้วิธีดังกล่าว เพราะหากไม่สามารถแสกนคำตอบได้เร็วพอ จะทำให้คุณยิ่งงงและสับสนกับเรื่องที่จะต้องตั้งใจฟัง ดังนั้นให้ฟังก่อนแล้วเน้นจำจะดีกว่า

- การนั่งเลือกคำตอบนานเกินไป จนไม่มีโอกาสได้อ่านคำถามก่อนเสียงพูดเริ่ม หรือการนั่งอ่านคำถามนานเกินไปจนไม่ทันฟังเสียงพูด จะทำให้ระบบความคิดคุณสะดุด และเมื่อสะดุดแล้ว จะทำให้การตั้งใจทำข้อต่อๆไปเกิดอาการรวนได้ และเมื่อความคิดคุณรวน คุณจะเริ่มร้อนใจจนทำพลาดไปหมดเป็นโดมิโน ดังนั้นอ่านเร็วๆ ทำเร็วๆ จะดีที่สุด หรือถ้าพลาดไปแล้ว ให้รีบกลับมาตั้งต้นใหม่ให้เร็วที่สุด

- กากบาทในช่องที่เลือกไว้แล้วมานั่งฝนทีหลังได้ ไม่มีใครว่า ถ้ารู้ตัวว่าฝนช้าก็แค่ทำเครื่องหมายไว้ก่อนก็พอ แต่ไม่ควรทำหากไม่แน่ใจว่าใน Part Reading จะมีเวลาเหลือพอกลับมาฝนต่อ

Reading Test
 

- การสอบจะมี 3 Parts ด้วยกัน ได้แก่ Cloze Test , Incomplete Text , Aritcle&Passage ถ้ารู้ตัวว่าถนัดส่วนไหนก็ให้รีบทำส่วนนั้นก่อน เพราะส่วนใหญ่แล้ว พอทำไปได้สักสองพาร์ท เวลาคุณก็ใกล้จะหมดแล้วล่ะ

- ถ้าให้แนะนำจริงๆเลย คือทำ Article & Passage ก่อน เพราะต้องใช้เวลาในการอ่านเยอะที่สุด ตามมาด้วย Cloze Test และถ้ายังเหลือเวลาก็ Incomplete Text เพราะอันสุดท้ายนั้นมีแค่ 12 ข้อ สามารถทิ้งได้ ถ้าจำเป็น

- ส่วนที่ยากที่สุดของการสอบ Reading นั่นคือ มีข้อสอบถึง 100 ข้อ แต่ให้เวลาในการทำเพียง 75 นาที ซึ่งนั่นเท่ากับว่าใช้เวลาทำข้อละ 1 นาทียังไม่ทันเลย แถมข้อสอบไม่ใช่อะไรที่แบบว่าเห็นปุ๊บตอบได้ปั๊บ ยิ่งเป็นส่วนการอ่าน Passage อาจจะยิ่งเป็นตัวถ่วงเข้าไปใหญ่ ดังนั้นปัญหาหลักของคนสอบคือการทำไม่ทัน ดังนั้นถ้าอันไหนไม่ได้ก็ข้ามๆไป และถ้ายังไงก็ทำไม่ทันจริงๆ ก็ฝนมั่วๆไปเลย อย่างน้อยโอกาสก็มีตั้ง 1 ใน 4 นะ ฮี่ๆๆๆ

- ในส่วน Article & Passage ลองใช้วิธีอ่านคำตอบและคำถามดูก่อน แล้วค่อยไปแสกนหาสิ่งที่ต้องหาในตัวบทความอีกทีก็อาจจะช่วยให้คุณทำได้ไวขึ้นได้

- ในส่วน Cloze Test นั้น ถ้าลองทำข้อสอบผ่านตาบ่อยๆ + อ่านและพยายามจำให้มากๆ จะพบเลยว่ารูปแบบของข้อสอบและคำตอบนั้นจะคล้ายๆกัน เพราะรูปแบบไวยากรณ์นั้นจะมีหลักที่ค่อนข้างตายตัว ถ้าจำตรงนี้ได้ก็จะทำให้ทำข้อสอบได้ง่ายขึ้น

- วิธีหนึ่งที่อยากแนะนำก็คือ ลองฝึกทำข้อสอบประเภทนี้เยอะๆ แบบให้เห็นปุ๊บแล้วกาคำตอบได้ปั๊บเลย ไม่ว่าจะผิดหรือถูกยังไม่ต้องสนใจ พยายามทำแข่งกับเวลาเป็นหลัก เพื่อจะได้ไปทำส่วนอื่นต่อได้ไว และถ้ามีเวลาเหลือ ค่อยกลับมาเช็คคำตอบอีกทีก็ได้

- ในขณะที่ข้อไหนที่เป็นการให้เติมคำศัพท์นั้น ให้จำรูปประโยคเป็นตัวอย่างไว้ได้เลย เพราะข้อนั้นยังไงไวยากรณ์ก็ถูกแน่นอนแน่ๆ

- ในส่วน Incomplete Text เป็นการเติมคำในบทความประเภทจดหมาย ถ้าคุณแม่นคำศัพท์พอตัวก็จะทำให้ทำได้ไวขึ้น หรือถ้าไม่แม่นก็ใช้วิธีตัดคำตอบที่พอจะแปลออกแล้วไม่ใช่ออกไปก่อน

- ไม่แนะนำให้เสียเวลาทำในส่วนนี้มาก เพราะจำนวนข้อมีแค่ 12 ข้อเท่านั้น เอาเวลาไปทำ Cloze Test หรือ Ariticle & Passage จะดีกว่านะ

- สุดท้ายและท้ายสุด ทำข้อสอบให้หมดทุกข้อ แม้ว่าจะทำไม่ได้หรือทำไม่ทันก็ให้มั่วไปเลย อย่างน้อยก็ยังมีโอกาส 1 ใน 4 ล่ะนะ 555

เอาล่ะ ช่วงTrickเล็กๆน้อยๆในการสอบ TOEICกับครูกระต่ายในวันนี้ก็ต้องขอจบแต่เพียงเท่านี้แล้ว ขอบคุณที่ตามอ่านจนจบ อาจจะไม่ใช่คำแนะนำที่ถูกหลักการมากนัก แต่ก็หวังว่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยสำหรับใครที่กำลังจะไปสอบก็แล้วกัน และอย่าลืมว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการทำข้อสอบ ไม่ว่าจะวิชาไหน ก็คือการต้องอ่านและฝึกฝนทำข้อสอบตัวอย่างก่อนเสมอ เพราะรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งแน่นอน!

ยังไงก็ไว้เจอกันใหม่เมื่อชาติต้องการ หรือ TOEIC เปลี่ยนระบบใหม่อีกละกันนะจ๊ะ ซียู จุ๊บๆ

ขอพลังจงอยู่คู่ตัวท่าน...

ครูกระต่าย

------------------------------------

หมดเวลาทำข้อสอบแล้ว แต่ในหัวผมยังเบลอไปหมด ได้แต่นั่งมึนต่อไปอีกพักใหญ่ ถึงนี่จะเป็นครั้งที่สองแล้วที่มาสอบก็เถอะ แต่ว่าข้อสอบที่เปลี่ยนไปเกือบหมดก็เล่นเอาไม่ต่างกับมาสอบใหม่อีกครั้งนั่นล่ะครับ ตอนอ่านในเนทเกี่ยวกับระบบการสอบระบบใหม่ ถึงพอรู้แล้วว่ามันมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง แต่พอมาเจอของจริงมันก็มีอะไรที่เยอะกว่าไอ้ที่เขาเขียนบอกไว้ตั้งเยอะ แถมไอ้ข้อสอบที่เตรียมทำมา ก็มีแต่แบบของเก่าทั้งนั้น เล่นเอาเครียดไปเลยล่ะครับ 

เฮ่อ...ตอนทำข้อสอบ Listening ก็ฟังไม่ค่อยทัน เพราะนอกดึกแถมไม่ได้ดื่มกาแฟด้วย เลยทำให้มีบางช่วงเบลอไปหน่อย ตอนทำข้อสอบ Reading นี่ก็ทำแบบลวกสุดๆ ทำไมทุกคนที่อยู่ในห้องถึงได้ดูแบบโปรกันสุดๆขนาดนี้นะ บางรายทำข้อสอบเสร็จก่อนเวลาอีกต่างหาก จะเทพไปกันถึงไหน!!

" ไง ทำไมได้ไหมวะ " คุณแฮมถามหลังจากออกมาจากห้องสอบด้วยกัน

" เออะ...ไม่ไหวว่ะ ทำไม่ได้เลย ใครจะรู้ล่ะว่ามันยากกว่าเก่าแบบนี้ โอ๊ยยยย นี่ถ้าได้คะแนนน้อยกว่าคะแนนของเก่าจะทำไงดีวะเนี่ย" 

" แหมมมมม ไม่ต้องมาทำพูดเลย ไอ้พวกที่ชอบบอกทำไม่ได้ๆเนี่ย ตัวดีนักล่ะ น่าหมั่นไส้ที่สุด" 

เอิ่ม...แต่ที่ผมหมายถึงว่าทำไม่ได้คราวนี้ คือทำไม่ได้จริงๆนะ ไม่ได้กะจะถล่มตัวเลยเถอะ = ="

เนื่องจากว่าลางานมาแค่ครึ่งวัน ว่าแล้วก็เลยต้องรีบแยกจากคุณแฮมที่สถานีรถไฟฟ้าเพื่อไปทำงานต่อทันที ไม่มีเวลารอฟังมันบ่นอีกมาก ไว้ตอนมาดูหนังด้วยกันตอนเย็นค่อยว่ากันอีกทีละกัน

ผมได้แต่เดินไปขึ้นรถไฟฟ้าอย่างเซ็งๆเหนื่อยๆ เฮ่อ...ก็ไม่อยากจะคิดมากหรอกนะ แต่ตั้งพันสองเชียวแน่ะ ถ้าสอบแล้วได้คะแนนต่ำกว่าเก่าคงแย่แน่เลย  คะแนนต้องเก็บไปตั้งสองปี จะสอบใหม่ก็เปลืองเงินอีก เฮ้ออออออออ....


--------------------------------------------------------------------------------

และแล้ววันจันทร์ก็มาถึง ผมเดินทางไปรับผลสอบเรียบร้อยครับ(ส่วนคุณแฮมให้ส่งผลไปที่บ้าน ต้องรอไปอีกหนึ่งวัน) ซึ่งตอนรับผลมาก็ยังคิดว่า จะรับกับผลที่ได้ไหวไหมนะ ตอนดูผลคะแนนครั้งก่อนก็ว่าเครียดแล้วนะ แต่ตอนนั้นมันคือครั้งแรก ยังไงจะได้เท่าไหร่ มันก็ไม่มีตัวเปรียบเทียบ แต่คราวนี้มีคะแนนคราวก่อนเป็นตัวประเมินด้วย ว่าเราดีขึ้นกว่าเก่าหรือแย่ลงกว่าเดิม เลยยิ่งเครียดหนักสุดๆเลยครับ
 

แต่ให้ไปรอดูคะแนนที่บ้านก็คงรอไม่ไหว ดูที่นี่เลยก็แล้วกัน ว่าแล้วผมก็เปิดประตูบันไดหนีไฟออกไปแล้วก็ไปนั่งจุ้มปุ้มอยู่เงียบๆ ภายในใจผมก็ภาวนาว่าถ้าจะได้ต่ำกว่าคะแนนคราวก่อน ก็ขอให้ได้สัก 400 ก็ยังดี ไม่งั้นสอบมาเอาไปใช้อะไรไม่ได้แน่ๆ มือที่สั่นเทาของผมค่อยๆหยิบกระดาษที่อยู่ในซองออกมา ลำคอผมแห้งผาก หลับตาปี๋ไม่กล้ามองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

แหะๆๆๆ อ่านมากันถึงตรงนี้ ผมคิดว่าทุกคนก็คงอยากรู้แล้วใช่ไหมครับว่าผมสอบได้คะแนนเท่าไหร่กันแน่ๆ แน่นอนล่ะครับว่าตัวผมในตอนนั้นก็อยากรู้เหมือนกันว่าความพยายามเตรียมสอบในหนึ่งสัปดาห์ของผม กับการสอบ TOEIC คราวนี้จะได้ผลออกมาเป็นอย่างไร ถ้าทำใจพร้อมแล้ว ก็ขอเชิญลงไปดูได้เลยครับ T o T

..............

...........

........

.....

..

.

ลองทายกันก่อนเล่นๆดีไหมครับ ว่าคราวนี้ได้เท่าไหร่...

........................

..................

..........

......

...

.

ทำใจกันดีแล้วใช่ไหมครับ อย่าตกใจไปล่ะ...

..................

............

.......

....

.

 ขออนุญาติสงวนใบหน้าเพื่อป้องกันความหลอนกันด้วยนะครับ ฮ่าๆๆ

คำแรกในใจที่ผมนึกออกตอนเห็นผลสอบนั่นก็คือว่า เฮ้ย! จริงเหรอเนี่ย!!! ล้อกันเล่นรึเปล่า!!

จากนั้นก็ตะโกนร้องด้วยความดีใจ กำมือกำไม้กระโดดโลดเต้นอยู่ตรงบันไดหนีไฟอยู่นานสองนานเลยครับ (ดีนะที่ไม่มีใครโผล่เข้ามา 555 )

ก็แหม...ได้ตั้ง 735/990 ไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลยจริงๆว่าจะฟลุคทำได้ขนาดนี้ บอกตรงๆแบบที่ไม่ใช่การถ่อมตัวหรืออวดว่าตัวเองเก่งเลยนะครับ ว่าผมไม่เคยคิดจริงๆว่าจะได้คะแนนมาเยอะขนาดนี้ ถึงอาจจะไม่ใช่คะแนนที่อยู่ในเกณฑ์หรูไปเลยแบบ 800 ขึ้นไป แต่แค่นี้ก็ถือว่าเยอะกว่าที่หวังเอาไว้มากแล้ว สำหรับการสอบ TOEIC ในระบบใหม่แบบนี้

ถึงจะมีคนอีกมากมายที่สอบได้คะแนนเยอะกว่านี้ แต่สำหรับผมแล้วคะแนนเท่านี้ก็ถือว่าเป็นอะไรที่น่าพอใจมากๆๆๆๆๆๆแล้วล่ะครับ เพราะจริงๆแค่ได้มากกว่าคะแนนสอบครั้งก่อน ผมก็พอใจมากๆแล้วล่ะ คุ้มทั้งที่อุตส่าห์เตรียมตัวมาสอบทั้งสัปดาห์ คุ้มทั้งที่เงินพันสองของผมก็ไม่เสียเปล่าด้วย 555  

ว่าแล้วสงสัยว่าจะต้องรอรับโทรศัพท์คุณแฮมที่บอกว่าจะโทรมาถามคะแนนเย็นนี้ดีกว่า จะบ่นจะเอาแต่ใจยังไงก็ไม่ว่าแล้วล่ะ เพราะตอนนี้ผมกำลังเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขแบบสุดๆเลย ฮ่าๆๆ

ยังไงก็ขอบคุณที่ตามอ่านกันมาจนจบนะครับ แหะๆๆๆ ก็หวังว่าสิ่งที่เขียนไปในวันนี้และคราวก่อนอาจจะมีประโยชน์อะไรสำหรับคนที่กำลังจะไปสอบหรือเตรียมสอบ TOEIC ระบบใหม่อยู่บ้างนะครับ ขอให้ได้คะแนนเยอะๆสมใจกันทุกคนเลยก็แล้วกันครับ สู้ๆ

แล้วพบกันใหม่ในเอนทรี่หน้าครับ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อนละนะครับ บายๆ ^ ^ 

28 สิงหาคม 2552
 
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่ผมกำลังนั่งปั่นงานอยู่จนหัวหมุน ห้าทุ่มครึ่งแล้ว ใครกันนะที่บังอาจโทรมาในตอนที่กำลังวุ่นๆแบบนี้...
 
พอเหลือบดูหน้าจอมือถือก็ไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย คุณแฮม เพื่อน(มั้ง?)ผู้แสนเอาแต่ใจนี่เอง ไม่รู้จักกาละเทศะเอาเสียจริง เวลาแบบนี้มนุษย์ทั่วๆไปเค้ายังโทรไปหาคนอื่นกันอีกเรอะ!

" มีอาราย" ผมกรอกเสียงเนือยๆลงไป

" กว่าจะรับได้นะ ทำอะไรอยู่หา น่าเกลียดจริง ใช้เพลงรอสายก็แอ๊บแบ๊ว ฟังแล้วเสียหูชะมัด" ดูมันสิครับ แค่เริ่มรับสายก็บ่นเหมือนแม่บ้านสามีทิ้งแล้ว

" เออ....มีอารายยยยย "

" ตกลงแกจะสอบมั้ย โทอิคเนี่ย ปล่อยให้ตูรอตั้งนานแล้วนะ สัญญาไม่เป็นสัญญาเลย กี่เดือนแล้วเนี่ย หา! " มันยังคงบ่นต่อไป ขนาดผมเป็นกระต่ายขี้บ่นแล้วยังต้องยอมแพ้การบ่นของเขาจริงๆ

อันที่จริงแล้ว หลายสัปดาห์ก่อนผมก็นัดมันไปสอบรอบนึงแล้วล่ะครับ แต่มันดันไปสอบวันธรรมดาไม่ได้เพราะลางานจนหมดโควต้าแล้ว ส่วนวันเสาร์ผมก็ต้องทำงาน ก็เลยเลื่อนไปเลื่อนมาเช่นนี้ ตกลงมันเป็นความผิดผมเรอะเนี่ย!

" แฮม... แกก็ไปสอบก่อนสิ " ผมนึกในใจว่าแล้วทำไมต้องไปสอบพร้อมกันด้วยล่ะเนี่ย

" ไม่เอา ตูเพิ่งสอบครั้งแรก ไม่อยากไปคนเดียว " ดูวิธีขอร้องคนของมันสิครับ...

" วันธรรมดาได้ไหม? "

" ไม่! " ผมรู้คำตอบก่อนจะได้ยินเสียอีก คนอย่างคุณแฮม ใครจะไปขัดใจได้ล่ะ...

" เออ เสาร์หน้าก็เสาร์หน้า จะลางานให้ละกัน โอเคไหม " ผมตอบอย่างเหนื่อยอ่อน จริงๆก็เตรียมใจไว้ก่อนแล้วล่ะว่าต้องเป็นแบบนี้ ยังไงสอบแค่ครึ่งวัน ลาไปสอบให้จบๆเรื่องไปซะก็ดีเหมือนกัน

" โอเค ห้ามเลื่อนแล้วนะเฟ้ย "

" อืมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม" ผมลากเสียงยาวเตรียมจะวางสาย

" เดี๋ยวก่อน ไอ้กระต่าย!" เสียงคุณแฮมยังคงบ่งบอกถึงความเอาแต่ใจเช่นเคย " อย่าลืมโทรไปสมัครให้ตูด้วยนะ "

ผม "......"

---------------------------------------

TOEICคือการสอบวัดความรู้ในด้านภาษาอังกฤษประเภทหนึ่ง ซึ่งมักจะใช้ในสายงานเกี่ยวกับงานบินและงานโรงแรม งานบริการ หรือพวกพยาบาลเสียส่วนใหญ่(เท่าที่ทราบมา) ซึ่งในแง่ของความนิยมแล้วก็ถือว่าเป็นการสอบที่มีมาตรฐานที่น่าเชื่อถือได้ในวงกว้าง แต่อาจจะเป็นรองเพียง TOFEL ซึ่งจะเป็นหลักสูตรที่ยากกว่าเท่านั้นเอง

อันที่จริงเมื่อราวๆสองสามปีก่อน ผมก็เคยได้ไปสอบเจ้า Toeic นี่มารอบนึงแล้วล่ะครับ แต่ครั้งนั้นเป็นอะไรที่ฉุกละหุกมากเมื่อต้องมีเวลาเตรียมสอบเพียงแค่วันเดียว เนื่องจากทางบ้านแอบไปสมัครไว้โดยไม่บอกกล่าว ด้วยเหตุนี้ผมเลยตั้งปฏิธานไว้ตลอดว่าถ้าจะสอบใหม่อีกครั้งเนี่ย งานนี้คงต้องตั้งใจอ่านกันให้เต็มที่แบบไม่ต้องมานั่งนึกทีหลังเลย ว่าถ้ามีเวลาเตรียมตัวมากกว่านี้ คะแนนจะออกมาเป็นยังไงนะ

แต่จนแล้วจนรอด จนกระทั่งใบผลคะแนนสอบครั้งก่อนหมดอายุไปแล้ว ผมก็ยังไม่ได้อ่านหนังสือเตรียมสอบสักที(ทั้งยุ่งเรื่องงานและทั้งขี้เกียจเองด้วย แหะๆๆๆ) จนมาถึงตอนนี้ก็เหลือเวลาแค่สัปดาห์เดียวซะแล้ว อื้ม...มองในแง่ดีก็ถือว่ายังมีเวลาเยอะกว่าคราวก่อนตั้ง 7 เท่าก็แล้วกัน อืม...

เท่าที่รู้มาคร่าวๆเกี่ยวกับข่าวคราวของ TOEIC ในช่วงหลังๆนี้ ก็คือว่าเขาได้เปลี่ยนระบบการสอบใหม่แล้ว เช่นเดียวกับค่าสมัครสอบใหม่จากเดิม 1000 เป็น 1200 (โอ้ไม่!) ซึ่งก็มีเสียงร่ำลือมามากมายว่าโหดเหี้ยมขึ้นกว่าข้อสอบแบบเก่าพอตัวทีเดียว เอ...แล้วผมจะไหวไหมเนี่ย แม้ว่าคราวนี้จะมีหนังสือติว TOEIC โดยเฉพาะ(ของน้องสาว) และหนังสือ Listening ที่ยืมจากคุณแฮมมารับมือกับการสอบครั้งนี้ด้วย แต่ยังไงเสียมันก็เป็นข้อสอบแบบเก่า ด้วยเหตุนี้พอปั่นงานเสร็จ วันต่อมาผมก็เลยต้องรีบแล่นออกไปยังร้านเนทแถวบ้าน เพื่อหาข้อมูลดูสิว่า ข้อสอบแบบใหม่ที่ว่านั้น มันจะเป็นยังไงกัน

--------------------------------

เพื่อให้เอนทรี่ในวันนี้ดูมีคุณค่ามากขึ้นกว่าการเป็นไดอารี่ขี้บ่น ดังนั้นครูกระต่ายแห่งสถาบัน คุณม่อง(คู่แข่ง Kumon) ก็จะมาขออธิบายเกี่ยวกับข้อสอบ TOEIC แบบใหม่คั่นเวลาให้นักเรียนทุกคนที่เข้ามาอ่านบลอคในวันนี้จดจำเอาไว้เป็นวิทยาทานกันนะจ๊ะ เนื่องจากเมื่อตอนไปเสิร์ชหาข้อมูลนั้น แสนจะรำคาญเหลือเกินที่เจอแต่พวกสำนักติวความรู้ TOEIC ให้พรึ่บ ซึ่งไม่มีแม้แต่ข้อมูลสักกะผีกริ้นว่าตัวข้อสอบจริงๆมันมีอะไรยังไงบ้างเลย

แถมเนื่องจากเอนทรี่ที่เคยเขียนแนะแนวถึงวิธีสอบเมื่อครั้ง TOEIC ยังเป็นแบบเก่าอยู่ ก็ดูจะมีประโยชน์ต่อนักเรียนที่หลงเข้ามาในนี้บ้างไม่มากก็น้อยทีเดียว ดังนั้นก็เลยคิดว่าทำอีกสักทีก็ดีเหมือนกัน เอาล่ะ! พล่ามมายาวแล้ว ไปอ่านกันเลยเถอะ

"ตะลุยข้อสอบ TOEIC รูปแบบใหม่กับครูกระต่าย"

ก่อนอื่นก็จะขอสรุปง่ายๆว่าข้อสอบ TOEIC นั้น ถึงจะเป็นแบบใหม่ แต่ก็ยังแบ่งออกเป็นสองหมวดเหมือนเคย นั่นก็คือหมวด Reading และ Listening  แต่สิ่งที่ต่างกันออกไปก็คือ ข้อสอบหมวดย่อยที่อยู่ข้างในนั้น จะมีการปรับเปลี่ยนจำนวนข้อสอบหลายๆอย่าง ซึ่งบอกได้เลยว่าล้วนแต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อให้ได้คะแนนยากขึ้นทั้งนั้น เช่นในหัวข้อไหนที่เป็นตัวช่วยด้านคะแนนได้เยอะ ก็จะลดจำนวนข้อลง หรือตัดทิ้งไปเลยก็มี บางหัวข้อที่ยากอยู่แล้ว ก็มีการเพิ่มจำนวนข้อเยอะขึ้น ยากขึ้น เป็นต้น

เอาเป็นว่าข้อสอบใหม่ในแต่ละหมวดย่อย จะมีอะไรบ้าง ลองมาทำความรู้จักกันเลยจ๊ะ

LISTENING TESTแบ่งเป็นสี่หมวดย่อย / 100 ข้อ

1. ฟังคำอธิบายเกี่ยวกับภาพ 10 ข้อ

ข้อสอบในหมวดนี้ยังเป็นรูปแบบเดิม นั่นคือจะมีรูปตัวอย่างให้เราดู เราจะต้องฟังและบอกให้ได้ว่าข้อไหนกันแน่ที่เขากำลังพูดถึงภาพนี้อยู่

Example นะจ๊ะ สมมุติเขาให้ภาพโจทย์มาแบบนี้

 

(สมมุติว่าเป็นเสียงฝรั่งที่เพิ่งตื่นพูด)

A. They Singing on the Stage.

B. Four-Mod New Dress Are So Cute!

C. One Of These Girls Wearing Hat.

D. I-L-O-V-E Wa ah ah Love U!

เป็นยังไง ทำกันได้ไหมจ๊ะ นักเรียนของครูกระต่าย หลายคนอาจจะคิดว่าข้อ B ถูก แต่ต้องระวังไว้นะจ๊ะ ว่าให้เลือกข้อที่พูดถึงสิ่งที่อยูในภาพชัดเจนที่สุด ดังนั้นคำตอบในข้อนี้ก็คือ ข้อ C นั่นเอง

แน่นอนว่าข้อสอบส่วนนี้เป็นข้อสอบที่ง่ายพอสมควร เนื่องจากตัวรูปก็ค่อนข้างจะชัดเจนอยู่แล้วว่ามันกำลังแสดงอะไรอยู่ และชอยส์ที่ให้เลือกก็ไม่ค่อยจะมีหลอกอะไรมากมาย และเนื่องจากมันคงเป็นตัวช่วยนักเรียนหลายๆคนดังที่ครูกระต่ายคาด ข้อสอบรูปแบบใหม่เลยลดจำนวนข้อลงเหลือแค่ 10 ข้อ จากของเดิมที่มีตั้ง 20 ข้อซะงั้นน่ะ เฮ่อ...เซ็งกระต่ายเลย

2. เลือกบทสนทนาที่เข้าท่าที่สุด 30 ข้อ

อันนี้ก็เหมือนเดิม เป็นการฟังบทสนทนาที่อีกฝ่ายถามเรามา และเราต้องเลือกคำตอบที่น่าจะถูกที่สุด โดยจะมีตัวเลือกสามตัวเลือก ตัวอย่างเช่น

(ติ๊ต่างว่าเสียงฝรั่งแก่ๆพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงียๆ) : How Do You Feel About Four-Mod New Album " We Will Love U"?

A. We Will Rock U? Isn't It From The Band Name Queen ?

B. I Like Korea And I Hate Kamikaze.

C. I Love It! Eventhough It Isn't The way They Had Been Before.

คำตอบที่ถูกต้องคือข้อไหนจ๊ะ นักเรียน ถ...ถูกต้องนะจ๊ะ นั่นคือข้อ C นั่นเอง

ก็เป็นเหมือนกับข้อสอบระบบเก่า ในหมวดนี้จะยากกว่าหมวดที่แล้วในระดับหนึ่ง เพราะข้อสอบทั้งคำถามและคำตอบจะไม่ถูกพิมพ์ลงไปในกระดาษคำตอบ ต้องฟังเอง ดังนั้นจึงต้องตั้งสติให้ดี แต่โดยรวมๆแล้วยังจัดว่าไม่ยากมาก เพราะข้อไหนที่ไม่ใช่เนื้อหาก็จะแบบคนละโลกสุดกู่กับคำถามไปเลย แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการหลอกเลย ดังนั้นอย่าประมาทเป็นดีที่สุด

3 .ฟังบทสนทนาสั้นๆเพื่อจับใจความ 30 ข้อ

ในหมวดนี้ครูกระต่ายขอบอกว่าระดับความยากอัพเกรดขึ้นจากสองหมวดแรกเยอะมาก โดยจะให้เราฟังบทสนทนาโต้ตอบของคนสองคน และฟังคำตอบที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับบทสนทนามากที่สุดตัวอย่าง(สมมุติว่าเป็นฝรั่งพูดภาษาอังกฤษเอาเอง)

A - นี่ เธอ ฟังเพลงโฟร์มดอัลบั้มใหม่แล้วรึยัง

B - เอ๋! ทำไมถามแบบนี้ล่ะ เมื่อตอนฉันไปทะเลยังพกไปฟังอยู่เลย ดนตรีบอสสาโนว่าแบบนี้เข้ากันดีมากอ่ะ

A - บ้าแล้ว นั่นมันชุด On The Beach ล่ะสิ มันมีใหม่กว่านั้นแล้วย่ะ!

B - จริงเหรอ ว๊าย ตายแล้ว ชื่อชุดอะไรกันล่ะ นี่ฉันคงอาบแดดมากไปจนเบลอแน่ๆเลย มีออกใหม่อีกแล้วเหรอ

A - จริงแน่นอนจ๊ะ ชื่อชุด We Will Love U ไง เดี๋ยวฉันให้ยืมนะเอาไหม

B - ไม่ต้องหรอกจ๊ะ ฉันซื้อเองได้ เดี๋ยวฉันไปก่อนนะ ต้องออกไปซื้อแฟชั่นรับลมร้อนใหม่ที่ตะวันนาแล้วล่ะ

A - อย่าลืมเอาร่มไปด้วยล่ะ ช่วงนี้ฝนตกบ่อย สมกับเป็นหน้าฝนจริงๆ

B - จ๊ะ บายๆ

แล้วเสียงพูดก็จะตั้งคำถามกับเราต่อประมาณว่าช่วงนี้ B กับ A อยู่ในสภาวะอากาศแบบไหน

A. Sunny B. Snow C. Rain D. สภาวะโลก เลิฟ ละละ เลิฟ ยู

คำตอบที่ถูกต้องคืออะไรจ๊ะ นักเรียน ถ...ถูกแล้วจ๊ะ นั่นคือข้อ C. Rain นั่นเอง

จริงๆแล้วรูปแบบคำถามนั้นไม่ยากมาก แต่บทสนทนาเกือบ 90% นั้นเป็นบทสนทนาที่มีจุดหลอกเยอะมาก ซึ่งที่นิยมมากก็อย่างการคุยถึงบางอย่างที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่จะถามเลย เช่น คุยกันเรื่องอัลบั้มโฟร์มด แต่ถามจริงๆดันถามถึงสภาพอากาศ หรือน้ำเสียงของคนสนทนาที่จะเน้นเสียงตอนพูดถึงการอาบแดดหรือไปทะเลชัดโคตรๆ ในขณะตอนที่พูดถึงเรื่องฝนตก ไอ้คนพูดจะแกล้งพูดเบาๆและพูดเร็วสุดฤทธิ์ประหนึ่งว่าจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อีกไม่กี่วินาทีทีเดียว

แถมนอกจากนี้ คนออกข้อสอบยังใจดี เพิ่มโปรโมชั่นใหม่ขึ้นมานั่นคือ หนึ่งบทสนทนาตอบหลายคำถาม ซึ่งตอนที่คุณกำลังเริ่มทำข้อสอง ก็อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่าบทสนทนาพูดถึงเรื่องอะไรกันมั่ง...

4. ฟังข้อความ/ประกาศแล้วจับใจความเพื่อตอบคำถาม 30 ข้อ

 ในหมวดนี้ถือว่ายากที่สุดในการสอบ Listening เพราะเราจะต้องฟังเสียงพูดเล่าแบบเรื่อยเปื่อยยาวเกือบนาที ซึ่งจะมีตั้งแต่การประกาศสภาพอากาศ ตารางการเดินรถ การปรับเปลี่ยนเที่ยวบิน การลดราคาสินค้า ซึ่งจะมีข้อมูลที่ต้องจำหลายอย่างมาก ที่ยากก็คือเราต้องจำเนื้อหาทั้งหมดให้ได้ว่าพูดเกี่ยวกับอะไรบ้าง และจำนวนข้อสอบที่ต้องตอบก็มีมากกว่าหนึ่งข้อ

ตัวอย่างเช่น เสียงพูดพูดถึงห้างที่กำลังลดราคา มีอะไรลดราคาบ้าง อะไรไม่ลดบ้าง มีของแถมกี่โมง ห้างจะเปิดกี่โมงปิดกี่โมง และในวันหยุดพิเศษจะเปิดกี่โมง บลาๆๆๆโดยที่คำถามก็จะถามประมาณว่า 1. มีอะไรลดราคาบ้าง 2.วันที่ห้างเปิดเร็วมีกี่วัน3.ของที่แถมมีจำกัดแค่กี่ชิ้น เป็นต้น

แม้รูปแบบข้อสอบจะเหมือนเดิม แต่บอกตรงๆว่ายากโคตรๆๆๆๆๆ ระดับความยากถ้าเทียบกับหมวดรูปภาพแล้วก็ประมาณฟ้ากับเหวเลยทีเดียว นักเรียนควรจะระวังข้อสอบหมวดนี้เอาไว้ให้มาก เพราะคะแนนเยอะและยาก แถมเหมือนคนออกข้อสอบจะรู้ว่าคนเกลียดข้อสอบหมวดนี้กันเยอะ ข้อสอบรูปแบบใหม่ก็เลยเพิ่มจำนวนข้อให้เยอะขึ้นกว่าเดิมอีก โอยยย เอามีดมาแทงกันเลยดีกว่าไหม!

--------------------------------------------------------------------------------

READING TEST แบ่งเป็นสามหมวดย่อย /100 ข้อ

1. Cloze Test 50 ข้อ

ข้อสอบในหมวดนี้จะเป็นเติมคำในช่องว่างให้ถูกหลักที่ควรจะเป็น โจทย์จะเว้นคำที่หายไปไว้หนึ่งคำ ซึ่งเราต้องเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดจากชอยส์ทั้งสี่ตัวเลือก ข้อสอบจะถามสองเรื่องหลักๆ คือหนึ่ง ความรู้ไวยากรณ์ เช่น ตรงจุดนี้ควรใช้ Verb ไหน หรือตรงนี้ควรจะเป็น Adverb หรือ Adj. หรือ เป็นแค่คำศัพท์ธรรมดาๆ กับสอง ถามเรื่องคำศัพท์ เช่น ตรงจุดนี้ควรใส่คำว่าอะไรเข้าไปจึงจะทำให้ประโยคถูกต้องที่สุด

ซึ่งส่วนตัวแล้วจะว่ายากก็ไม่ถึงกับยากจนทำไม่ได้เลย เพราะรูปแบบไวยากรณ์นั้นจะมีหลักที่ค่อนข้างตายตัว ถ้าลองทำข้อสอบผ่านตาบ่อยๆ + อ่านและพยายามจำให้มากๆ จะพบเลยว่ารูปแบบของข้อสอบนั้นจะคล้ายๆกัน ในขณะที่ข้อไหนที่เป็นการให้เติมคำศัพท์นั้น ให้จำรูปประโยคเป็นตัวอย่างที่ถูกต้องไว้ได้เลย สรุปก็คือถ้ารู้คำศัพท์ + ไวยากรณ์ไว้เยอะๆจะดีที่สุด เพราะข้อสอบจะทดสอบเราในเรื่องนี้โดยตรง

2. Incomplete Text 12 ข้อ

อันนี้คือหมวดใหม่เลยที่เพิ่มเข้ามาในข้อสอบ TOEIC แบบใหม่ โดยมาแทน Error-Checking ในข้อสอบแบบเก่า ข้อสอบนี้จะเป็นการให้ประกาศ จดหมาย หรือข้อความมาชิ้นหนึ่ง โดยจะเว้นว่างบางจุดเอาไว้ แล้วให้เราเลือกข้อที่ถูกต้องที่สุดเติมลงไป

โดยรวมแล้ว ครูกระต่ายว่าข้อสอบหมวดนี้จะเน้นความรู้เรื่องศัพท์เสียส่วนใหญ่ แต่ก็มีบ้างที่ถามถึงเรื่องของไวยากรณ์ ให้ว่ากันตรงๆจริงๆแล้วก็ไม่ต่างกับข้อสอบในหมวด Cloze Test เท่าไหร่ ถ้าใครชอบทำ Error-Checking มากกว่าคงขัดใจนิดหน่อย แต่สำหรับครูกระต่ายที่เกลียด Error-Checking เอามากๆแล้ว การที่มันหายไปได้ถือว่าดีมากจริงๆ ฮ่าๆๆ(แต่จริงๆก็เหมือนมันจะถูกเอาไปปนใน Cloze Test หน่อยๆนะ)

3. Article & Passage 48 ข้อ

อ่านบทความ ข้อความ ประกาศ ข่าว ฯลฯที่ให้มาแล้วตอบคำถาม ใครนึกไม่ออกให้นึกถึงข้อสอบตอนเอนท์ รูปแบบคล้ายๆกัน แต่ระดับความยากยากกว่าเยอะ เพราะบางทีเป็นเรื่องที่ใช้ศัพท์เฉพาะ อ่านแล้วใช้ตอบได้แค่ ข้อสองข้อ ซึ่งจะทำให้เสียเวลามากในการอ่านเพื่อเอามาตอบอะไรนิดๆหน่อยๆ

ที่ยากขึ้นกว่าข้อสอบเก่าก็คือ บทความบางอันจะอยู่ในรูปแบบของการตอบกลับของคนสองฝ่าย เช่น จดหมายสมัครงานที่ส่งหาบริษัท กับจดหมายนัดหมายสัมภาษณ์งานที่บริษัทส่งมาให้ หรือ เมล์ที่ส่งหาคนๆนึง และเมล์ที่อีกคนส่งกลับ ทำให้จำนวนบทความที่ต้องอ่านเพิ่มขึ้นเยอะมาก และข้อมูลที่จะใช้ตอบก็แทรกอยู่ในทั้งสองส่วนพอๆกัน ทำให้ละเลยอันใดอันหนึ่งไปไม่ได้

แถมข้อสอบในหมวดนี้นอกจากจะเพิ่มจำนวนบทความที่ให้อ่านกันจนอ้วกสมกับเป็น Part Reading แล้ว ยังเพิ่มจำนวนข้อขึ้นอีก เรียกว่าถ้าตายอันนี้ก็จบเห่กันเลยเรื่องคะแนน แถมตัวข้อสอบก็ยังเป็นข้อสอบประเภทที่ต้องเสียเวลาทำเยอะที่สุดอีกด้วย ดังนั้นถ้าแบ่งเวลาไม่ดีละก็ เหอๆๆๆ อย่าหาว่าครูกระต่ายไม่เตือนเลย...

โดยรวมแล้วข้อสอบแบบใหม่ก็ไม่ได้ต่างจากรูปแบบเก่ามากนัก ส่วนใหญ่ก็อย่างที่บอกว่าเน้นในการลดหรือเพิ่มจำนวนข้อสอบในแต่ละหมวดมากกว่า แต่ที่เปลี่ยนไปเลยจริงๆก็มีเยอะอยู่เหมือนกัน ดังนั้นใครที่คิดจะไปสอบแล้วอ่านหนังสือติวแบบเก่า ก็อาจจะยังใช้ได้บ้างในบางจุด แต่ถ้าจะให้ดีก็เน้นเรื่องไวยากรณ์กับคำศัพท์ไว้เยอะๆจะดีที่สุดนะจ๊ะ เพราะนี่คือพอยท์หลักๆเลยในการพิชิตทุกข้อสอบ

ขอพลังจงอยู่คู่ตัวท่าน...

ครูกระต่าย

-----------------------------------

หลังจากเสิร์ชหาข้อมูล TOEIC ได้ในระดับหนึ่งแล้ว ผมเลยลองเปลี่ยนไปหาตัวอย่างข้อสอบ TOEIC เก่าๆมาทำบ้าง ซึ่งก็เจอในเวปที่น่าสนใจอยู่หลายอัน แม้ว่าจะเป็นข้อสอบแบบเก่าก็ตาม แต่เอามาทำเสียหน่อยก็คงไม่เสียหายอะไรล่ะนะ จากนั้นก็รอวันจันทร์แล้วก็โทรไปสมัครสอบที่ศูนย์ TOEIC ซึ่งก็ทุลักทุเลเอาการ เนื่องจากเพิ่งนึกได้ว่า นี่เป็นครั้งแรกนี่นาที่โทรไปสมัคร เพราะครั้งก่อนที่สอบ ทางบ้านแอบโทรไปสมัครให้ เล่นเอาต้องวิ่งหาบัตรประชาชน แถมนั่งสะกดชื่อ-นามสกุลตัวเองเป็นภาษาอังกฤษอยู่นานสองนานเลย 555

และแล้ววันศุกร์ก็มาถึงอย่างรวดเร็ว ผมนั่งไล่อ่านหนังสือติว TOEIC รูปแบบเก่าต่อไปแม้ว่าจะอ่านมา 3 วันแล้วก็ยังไม่จบและไม่ค่อยเข้าหัวสักทีก็ตาม โดยอ่านควบคู่ไปกับหนังสือไวยากรณ์พื้นฐานตอนม.3 เล่มเก่าหงำเหงือกที่มีแต่เนื้อหาเบสิคสุดๆเช่นเคย แม้ว่าหนังสือใกล้หมดสภาพเต็มแก่เนื่องจากเวลาจะไปสอบภาษาอังกฤษ ก็ใช้แต่เล่มนี้อ่านอยู่เล่มเดียวทุกที 

จริงๆก็ว่าจะใช้วิธีหาหนัง DVD ดูแล้วปิดซับไทยเหมือนกับตอนที่สอบครั้งก่อนอยู่เหมือนกัน แต่เนื่องจากเครื่องเล่นยังเสียอยู่แล้วก็ไม่อยากเสียสายตากับจอคอมนานๆ ก็เลยตัดใจว่าคราวนี้เน้นการทำข้อสอบเป็นหลักก็แล้วกัน สองปีมาแล้ว เคยสอนศิลปะเด็กฝรั่งมาก็มี ทักษะการฟัง เราคงเพิ่มจากตอนนั้นมาบ้างล่ะ 555 (เข้าข้างตัวเองเล็กน้อย)

จนกระทั่งสองทุ่มกว่าๆก็ค่อยเริ่มนั่งทำข้อสอบ TOEIC ที่โหลดมาในคอมไปเรื่อยๆ แม้ว่าใน Part Listening จะต้องเปิดเสียงหูฟังแข่งกับเสียงเกมส์เทนนิส ที่น้องสาวถือจอย Wii สวมบทเป็น มาเรีย ซาราโปว่าตีแข่งกับแอนดี้ รอดดิคอยู่ไม่ห่างนักก็ตาม อืม...ถือว่าฝึกเรื่องสมาธิในการฟังก็แล้วกันนะ...

แต่ไม่รู้ทำไม ทั้งๆที่คิดว่าทำข้อสอบได้หมดแล้วนะ แต่พอลองตรวจคะแนนดูแต่ละอัน ปรากฏว่าได้ผ่านครึ่งมาฉิวเฉียดเกือบทั้งนั้น บางส่วนที่คิดว่าน่าจะได้คะแนนเยอะแน่ๆแล้วก็ดันได้ผลตรงข้ามอีก โอ๊ย....ผลลัพธ์ไม่ได้ก่อให้เกิดความมั่นใจแม้แต่น้อยเลย พาลอยากจะขอเวลาเตรียมตัวเพิ่มอีกสักสัปดาห์ได้ไหมเนี่ย

แต่ปัญหาตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่คุณแฮมแล้วล่ะครับ แต่มันอยู่ที่ว่าเมื่อจองที่สอบแล้วไม่ยอมไปสอบ อาจจะโดนตัดสิทธิ์ในการสอบครั้งต่อๆไป แถมอาจจะยังต้องเสียค่าปรับอีก...

เรื่องเงินนี่ล่ะที่ยอมกันไม่ได้จริงๆ!!

แล้วผมก็ฮึดสู้รวบรวมสมาธิในการอ่านหนังสือติว(ฉบับเก่า)ต่อไป ในขณะที่เช้าวันสอบกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ

ชะตากรรมในวันสอบของผมจะเป็นอย่างไร... เงิน 1200 บาทจะได้ใช้ประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่... คุณแฮมจะทำตัวเอาแต่ใจอีกแค่ไหน.... รวมไปถึงคะแนนสอบของผมจะได้ออกมาเท่าไหร่นั้น

ตามอ่านต่อได้ ที่นี่ เลยครับ



Tharadon D.
View full profile