Rabbit-Diary

มีอยู่คืนหนึ่ง เรารู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว เราเศร้ามาก แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงก็เลยอยากจะกลับไปบอกให้คนที่บ้านรู้เป็นครั้งสุดท้าย

ระหว่างการเดินทาง เราก็ได้แต่เสียใจมากว่า ทำไมอยู่ดีๆเราถึงตายได้ ทั้งๆที่เรายังมีอะไรที่อยากทำในชีวิตอีกมากมาย อยากวาดการ์ตูนให้จบ อยากเห็นหลานโตขึ้นมา อยากเห็นน้องแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา อยากเห็นไอ้นู่นไอ้นี่อีกมาก

พอกลับมาถึงบ้าน น่าแปลกมากที่วันนี้ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า เหมือนกำลังมีงานเลี้ยงครั้งใหญ่ แม่เรา พี่เราน้องเรา ญาติๆ เพื่อนที่รักทุกคนต่างมากันอย่างพร้อมเพรียง ทุกคนต้อนรับเราเป็นอย่างดี แต่เรากลับรู้สึกแย่มากเพราะจริงๆเราตายไปแล้ว เราจะมีความสุขได้ยังไง ในเมื่อเราจะต้องจากพวกเขาไปไกลแสนไกล

หลังจากนั้นเราก็พยายามบอกกับทุกคนให้รู้ บางคนฟังแล้วไม่เชื่อ คิดว่าเราอำเล่น แถมยังบอกเราด้วยอีกว่า จะตายไปได้ยังไง ก็เรายังอยู่ตรงนี้อยู่เลย

บางคนก็โกรธเรา บอกว่าอย่าพูดแบบนี้ เขาไม่ชอบ ยังไงเราก็ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะว่าถ้าเราไม่อยู่เขาคงเสียใจมากๆแน่

แต่กับแม่เรา เป็นสิ่งที่ยากมากที่จะบอกให้รู้ว่า เราตายไปแล้ว เราเลยได้แต่เข้าไปสวมกอด แม่เราทำท่าแปลกใจยกใหญ่ แล้วก็กอดเราตอบ และก็บอกเราว่า ไม่มีวันไหนที่แม่ไม่เคยคิดถึงลูกเลย และก็หวังว่าอีกไม่นานเราทุกคนคงได้กลับมาอยู่ด้วยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง

เราได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นเพราะรู้สึกเศร้ามาก จะบอกว่าวันนั้นคงไม่มีอีกแล้วก็คงไม่ไ่ด้ก็เลยได้แต่เดินออกมา ระหว่างทางเราเห็นทุกคนที่เรารู้จักมีความสุขและยิ้มทักทายให้เรา เราเองก็อยากจะอยู่กับพวกเขาไปนานๆ อยากจะดูอนาคตของพวกเขาว่าจะเป็นยังไงต่อไป เพื่อจะได้คอยเป็นกำลังใจให้กันและกัน แต่ก็ทำไม่ไ่ด้อีกแล้วสินะ

สุดท้ายเราก็มานั่งร้องไห้เสียใจ ทั้งที่เรารักทุกคนขนาดนี้ แต่ในขณะที่ยังมีโอกาสอยู่ เรากลับไม่เคยทำให้เขาเห็นเลยว่าเราก็รักทุกคนมากแค่ไหน เสียใจที่ทั้งๆที่เราน่าจะเคยทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้สำเร็จ ได้พูดได้คุยเรื่องต่างๆกับทุกคนให้มากกว่านี้ แต่ก็เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ถ้ามีโอกาส ขอโอกาสอีกเพียงสักครั้ง เราจะกลับไปทำเรื่องต่างๆให้สำเร็จเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจในภายหลังอีกต่อไป

แสงอาทิตย์เรืองรองลอดผ่านหน้าต่างมา เมื่อคินนี้ฝนตกปรอยๆเล็กน้อยคุณรูมเมทออกไปเรียนตั้งแต่เช้าแล้ว เราตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกงุินงง และดีใจที่มันเป็นเพียงแค่ความฝัน

วันนั้นเราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วกดเบอร์บ้านของเราที่แสนคุ้นเคย...

หลังจากที่เมื่อวานเกือบตายกลางดอยสุเทพมาแล้ว เราก็กลับมานอนซมป่วยอยู่ที่ห้อง เช้ามาก็ไปทำงานตามปกติ คิดว่าวันนี้ก็คงไม่มีอะไรเป็นพิเศษแล้ว กำลังคิดแปลนอยู่ว่าเย็นนี้หลังเลิกงานจะไปไหนดี ก็พอดีว่ามีโทรศัพท์ดังขึ้นมาซะก่อน

เรื่องของเรื่องก็คือน้องอู(นามกึ่งสมมุติ) รุ่นน้องคณะแพทย์ที่รู้จักกันปีที่แล้ว โทรมาชวนให้เราไปเดินซื้อของที่ตลาดท่าแพด้วยกัน เผอิญว่าเราว่างๆ แล้วไม่ได้เจอกันน้องอูนี่นานแล้ว ก็เลยตกลงไป เพราะอีกอย่างน้องอูมันหน้าตาดี ใช้ล่อแม่ค้าขอต่อลดราคาของได้ง่าย

กาดท่าแพเป็นตลาดนัดที่ขึ้นชื่อที่สุดแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ เปิดทุกคืนวันอาทิตย์เท่านั้นและเป็นตลาดนัดที่เราว่ามีบรรยากาศน่าเดินที่สุดแห่งหนึ่งที่เคยเห็นมาเลย ลักษณะของตลาดนัดนี้ไม่ใช่แนวแบบเปิดท้ายขายของ ขายผักขายปลาขายไก่กาอาราเล่อะไรแบบนั้น แต่เป็นตลาดนัดที่ให้บรรยากาศกึ่งงานเทศกาลพื้นเมืองอะไรสักอย่าง

เพราะจะมีทั้งร้านสิ้นค้าแบบเหนือๆ ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องตกแต่งบ้าน ที่ไม่ล้านนาจนเกินไป และราคาไม่แพงมากจนแม้แต่คนอย่างเราก็พอจะซื้อมาใช้ได้ตามทางมีมุมสำหรับอาหารอร่อยๆมากมาย ทั้งอาหารเหนือแต๊ๆและอาหารสารพัดชาติ นอกจากนั้นที่เรารู้สึกว่าน่าตื่นตาตื่นใจกว่า คือการแสดงโชว์เพื่อขอเงินที่นี่ อลังการงานสร้างมาก มีทั้งแบบคนทาหน้าทาตัวขาวยืนนิ่งๆเป็นหุ่นและให้ตยดูเขียนอะไรบนตัวเขาก็ได้ หรือการแสดงพื้นเมืองแบบยกวงมโหรีปี่พากษ์มาโชว์กันกลางถนน การรำฟ้อน การรับจ้างวาดภาพเหมือน หรือการเล่นกีตาร์โชว์เพลง โชว์ลูกคอ การแสดงตลกตามถนนมีให้เห็นแทบทุกระยะของงาน ซึ่งในจุดนี้ทำให้เรารู้สึกสนุกกับความแปลกตาในสิ่งที่ไม่เคยเห็นอย่างมากทีเดียว นอกจากนั้นสอนค้าที่ขายก็ยังรวมไปถึงภาพวาดสีน้ำมันสวยๆ โปสการ์ดเก๋ๆไปยันม่านแบบล้านนาสำหรับตกแต่งบ้านทีเดียว

จะว่าไปแล้วสถานที่จัดตลาดแห่งนี้ยิ่งแปลกมากกว่า เพราะพี่แกเล่นปิดถนนขายของกันซะอย่างงั้น และระยะทางก็ไม่ใช่น้อยๆ ขอรับ มันยาวเป็นกิโลๆ แต่ที่ทำให้ดูน่าสนุกคือทางเดินนั้นไม่ได้ปูด้วยพื้นแบบถนนธรรมดา แต่ปูด้วยพื้นปูนอิฐสวยงาม และตามข้างทางก็มีอาคารรูปร่างแปลกๆให้เห็นมากมาย เช่น อาคารแบบล้านนา พระพุทธรูปที่เอามาตั้งกันหน้าวัด ลานกิจกรรมหน้าพิพิธภัณฑ์เชียงใหม่ ตึกสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก ฯลฯ

บางคน(โดยเฉพาะคนเหนือ) อาจจะรู้สึกแบบว่า มันไม่เห็นจะมีอะไรน่าตื่นเต้นนักหนาเลย แต่สำหรับเราแล้วมันเป็นอะไรที่แปลกตาตื่นใจมากๆ ไว้สักวันเราจะถ่ายรูปเก็บมาวาดในการ์ตูนให้ได้เลย ถ้ามีใครมาจากกรุงเทพที่อยากจะมาเที่ยวในเชียงใหม่ เราก็คงจะพาไปที่กาดท่าแพนี่เป็นแห่งแรกล่ะนะ

กลับมายังส่วนของการเดินเที่ยว ตอนแรกเราว่าจะไม่ซื้ออะไรเป็นพิเศษแล้ว เพราะตั้งใจมาเป็นเพื่อนอูเฉยๆ แต่พอเห็นของแปลกๆ น่ารักๆ ก็อดใจไม่ไหว แล้วอีกไม่กี่วันจะถึงวันเฟรชชี่ไนท์แล้วด้วย เลยถือโอกาสมองหาของไปให้น้องๆสายรหัสซะเลย ส่วนอูที่จะมาซื้อของในวันีน้ มันจะมาซื้อเสื้อไปให้น้องสาวกะแม่ ก่อนอื่นก็เลยต้องตระเวนไปตามร้านค้าทั้งหลายก่อน

ซึ่งจากการเดินในครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นอานุภาพของความหน้าตาดีของมันอย่างแรง ประมาณว่าหน้าตาดีเป็นต่อ หน้าเหมือนปลาหมอมีต่อเป็นโดนด่า เนื่องจากพออูมันซื้อของแล้วต่อราคากับแม่ค้าทีไร แม่ค้าทั้งหลายแม้จะอิดออด แต่ในที่สุดก็ยอมลดราคาให้กระฉูดทุกที ในขณะที่เวลาเราไปซื้ออะไรแล้วต่อราคา แม่ค้าทั้งหลายมันทำหน้าประมาณว่า เอ๊ะ ไอ้นี่นี่ เรื่องมากจริง จะเอาไม่เอาวะ และสุดท้ายก็ไม่ลดราคาให้เราสักกะแดงเดียว T - T สุดท้ายเลยต้องให้อูต่อราคาแทน เท่านั้นละถึงจะได้ซื้อของราคาถูกลงบ้าง

รวมๆแล้วจากที่ว่าจะไม่ชอปอะไรมากมายก็ปรากฏว่าได้ของมาเยอะแยะ แต่ไม่ใช่ของของตัวเองทั้งนั้น ก็มีทั้งกล่องใส่จดหมายลายน่ารักในน้องเมย์กะน้องนุ่น ที่พอหลังจากซื้อมาแล้วก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า สมัยนี้แล้วมันจะยังใช้จดหมายกันอยู่รึเปล่าวะ - " - ส่วนไอ้น้องใหม่อีกคนที่ยังไม่เห็นหน้าก็ไม่รู้จะซื้ออะไร เลยซื้อตุ๊กตาดินเหนียวรูปช้างสำหรับใช้จุดเทียนให้ จะใช้หรือเปล่าก็อีกเรื่อง และก็มีพวงกุญแจลายแมวของขวัญวันเกิดแจน แล้วก็กางเกงสะดอ ที่อุตส่าห์เดินเลือกตั้งนานตามออร์เดิร์ฟของพลอย พี่ส้มและน้าเก่ง ทั้งหมด4สีตามโพยที่ได้มา มีสีเขียวมะนาว ชมพู ส้มอิฐและฟ้าแกมน้ำเงิน ซึ่งเราว่าเราก็เลือกสีได้โอเคดีเหมือนกัน ไว้ว่าจะลองใส่เล่นเองดูก่อนแล้วค่อยเอาไปให้ตามที่สั่งซื้อมาอีกที ชั่วจริงๆ

สรุปแล้วเดินมาทั้งหมดกินเวลาเกือบ 4ชั่วโมงเต็มๆ อาการปวดขากำเริบหนักอีกรอบ เพราะเมื่อวานก็เพิ่งไปเดินขึ้น-ลงดอยมาเกือบ 20กิโลเมตร(ไว้เล่าเรื่องนี้วันหลัง)โอย....ไม่น่าเลยเรา T - T

24 มิถุนายน 2548

วันนี้นัดดอย แจน เจี๊ยบไปหาอะไรกินกัน จริงๆแล้ววางโปรแกรมเอาไว้นานมากแล้ว แต่ไม่ว่างตรงกันสักทีก็เลยไม่ได้ฤกษ์ไปไหนมาไหนกับเขาบ้างเลย หลังจากนั่งตกลงกันอยู่สักระยะ ก็สรุปได้ว่าจะลองไปกินหมูกระทะชื่อดังแห่งหนึ่ง ชื่อดังมากจนขนาดเรายังไม่เคยได้ยินชื่อ แต่เอาวะ ไปก็ไป

ร้านหมูกระทะนี่อลังการงานสร้างมาก ไปนั่งได้สองชั่วโมง จำไม่ได้ว่ากินหมูกระทะไปกี่ขีด เพราะอาหารอย่างอื่นมันล่อตาล่อใจกว่าเยอะ เช่น ปลาซาบะ หมูสะเต๊ะ บาร์บีคิว กุ้งชุบแป้งทอด ข้าวผัด ไส้กรอก ลูกชิ้นและผลไม้อีกหลายอย่าง นั่งกินจนเสร็จชักไม่แน่ใจตัวเองว่ามากินหมูกระทะหรืออะไรกันแน่ รวมๆแล้ว เราว่าอาหารอย่างอื่นมันอร่อยกว่าไอ้ตัวหมูกระทะจริงๆซะอีกนะ ทำไมมันไม่เปลี่ยนเป็นร้านบุฟเฟต์ไปซะเลยฟะเนี่ย

แต่นานๆได้มานั่งรวมพลกินอะไรกับเพื่อนๆบ้างก็ดีไม่ใช่น้อย เลยว่าจะวางโปรแกรมหาที่เที่ยวกันในคราวหน้าอีก ยังไงก็ตามโปรแกรมหน้าที่วางกันไว้แล้วแน่ๆคือ เดินขึ้นดอยสุเทพตามขบวนน้องๆเขาไป ไหนๆก็จะปีสุดท้ายละ ทิ้งทวนสักหน่อยเรา

25มิถุนายน 2548

10.00 น.: เช้านี้ตื่นมา รู้สึกปวดท้องอย่างรุนแรง ตอนแรกนึกว่าเป็นเพราะท้องอืดหรือท้องเฟ้อ เพราะเมื่อวานกินเข้าไปเยอะเกิน แต่ไปๆมาๆอาการกำเริบหนักมากจนรู้สึกคลื่นไส้ กินยานอนพักแล้วก็ไม่หาย จะว่าท้องเสียก็ไม่ใช่คุณรูมเมทก็ไม่รู้หายหัวไปไหน เลยต้องลากสังขารออกไปซื้ออีโนมากิน

12.45 น. เคยได้ยินมาว่า คนเราถ้าได้ยินคำพูดในแง่ดี ก็จะรู้สึกดีขึ้นมาได้ เราเลยพยายามนึกแต่คำพูดดีๆปลอบใจตัวเองไประหว่างทาง เช่น สดชื่น แจ่มใส อากาศดี ลมเย็น สบายใจ ร่าเริง งุงิ มองห่างๆจะเห็นเหมือนเรากำลังสวดมนตร์อะไรสักอย่างอยู่

แต่พอนึกถึงคำว่า ปวดท้องหรือวิงเวียนขึ้นมาละก็ รู้สึกอยากจะอ้วกขึ้นมาให้ได้เลย ไม่ได้ๆ ต้องคิดแต่คำดีๆไว้ แต่พอยิ่งคิดอย่างนั้น ในหัวกลับยิ่งคิดถึงคำแย่ๆเข้าไปใหญ่ โอยยยไม่ไหวแล้ว

13.20 น. ระหว่างรอจ่ายตังค์ค่าอีโน ก็รู้สึกว่ากาลเวลาผ่านไปช้ามาก อาซิ้มที่ยืนข้างหน้าก็มัวหาเศษตังค์อยู่ได้ ปวดท้องโว้ย!!!!

13.30 น. ซัดอีโนเข้าไปหนึ่งแก้วด้วยคาวมตะกละตะกลาม อืม ดีนะที่เลือกรสส้มมา อร่อยดี

13.45 น. นอนฟุบอยู่กับโต๊ะที่โรงอาหาร รอให้อาการดีขึ้นอยู่

14.00 น . ก็ยังไม่ดีขึ้น

14.30 น. หลังจากดูแล้วว่ายังไงๆก็อาการไม่ดีขึ้นแน่ เลยนึกถึงภูมิปัญญาแม่บ้านของแม่เราที่เคยบอกว่า ถ้าปวดท้องให้กินเปปซี่จะช่วยให้หายปวดได้ เลยไปซื้อเปบซี่มาสองขวดแล้วซัดซะเลย รู้สึกดีขึ้นมานิดนึง

15.00 น. เพิ่งนึกได้ว่าวันนี้ยังไม่มีอะไรตกท้อง นอกจากเปบซี่กับอีโน เลยไปหาซื้อขนมปังมากินรองท้อง เพราะรู้สึกแย่จนกินอะไรอย่างอื่นไม่ลง

15.30 น. กินแล้วไม่อิ่ม เลยว่าจะหาอะไรมาทาน วันนี้วันเสาร์ ร้านอาหารปิดหมดเลยเดินไปดูแถวร้านขายลูกชิ้น มองดูอยู่สักแป๊บ เห็นมีเมนูใหม่เป็นไก่ชุบแป้งทอด สีออกส้มๆนิดนึง สงสัยจะเป็นรสใหม่ เพราะปกติไก่ที่เขาขายมันจะไม่เป็นสีนี้ เลยถามคนขายดู

" อันนี้คืออะไรเหรอครับ"

" อ๋อ ไก่คาราเกะค่ะ เป็นของใหม่เพิ่งเอามา"

"แล้วรสชาติมันเป็นไงบ้างครับ"

คนขายทำท่านึกอยู่นิดนึง "เอ่อ... รสชาติก็เหมือนไก่น่ะค่ะ"

"....." ตอบอย่างนี้มาตบกันเลยดีกว่าไหม โอ๊ย คิดแล้วรู้สึกปวดท้องขึ้นมาอีกครั้ง ไม่กินดีกว่า เดี๋ยวจะแย่กว่าเดิม

19.30 น. คุณรูมเมทกลับมาจากที่ทำงาน หลังจากเห็นสภาพเราแล้วทำท่าตกอกตกใจยกใหญ่ ประหนึ่งเห็นเรากำลังจะตายประมาณนั้น ก็เลยมาจัดการหายาให้เรากิน แล้วก็เอาผ้าเช็ดตัวชุบน้ำโปะหัวให้ ยังมีหน้ามาถามอีกว่าเราจะอาบน้ำไหม ไม่อาบเหรอ เดี๋ยวสกปรกนะ ปัดโธ่!!! มันจะรักสะอาดไปถึงไหนฟะ

21.00 น. กินยาแล้วก็รู้สึกหลับๆตื่นๆ แต่ก็รู้สึกดีที่เห็นคุณรูมเมทแกคอยดูอยู่ใกล้ๆ เพระปกติเสาร์-อาทิตย์แกจะกลับบ้าน แต่คืนนี้แกบอกจะอยู่ดูอาการให้จนเช้า

23.00 น. ใครตั้งนาฬิกาไว้ตอนนี้ฟะ!!! เราตื่นขึ้นมาและหิวน้ำมาก เหลือบไปดูคุณรูมเมทหลับไปแล้ว เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ลุก(เราก็เสียงไม่มีแล้วด้วย) หนอย จะคอยดูแลจนเช้า เราคิดอย่างแค้นใจพลางลากสังขารไปหยิบขวดน้ำมากินด้วยตัวเอง

26 มิถุนายน 2548

ตื่นมารู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย สงสัยว่ายาที่คุณรูมเมทเอาให้จะได้ผลกว่าที่คิด สรุปแล้วก็ไม่รู้เลยว่าไอ้หวัดที่เป็นนี่มันเป็นเพราะอะไรกันแน่ แต่หายได้ก็ดีแล้วล่ะ เฮ่อ....



Tharadon D.
View full profile