Rabbit-Movie-Review

ออกจะเชยไปสักนิดที่จะมาพูดถึงหนังเรื่องนี้ตอนนี้ แต่เพราะว่าเพิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้จบไปอีกรอบเมื่อสองสามวันก่อนทาง UBC ซึ่งก็ตอนแรกว่าจะไม่ได้ตั้งใจดูอะไรมาก แต่ไม่รู้ทำไมว่าพอดูแล้วเกิดรู้สึกอยากจะเขียนอะไรถึงหนังเรื่องนี้ขึ้นมาให้ได้ จึงกลายมาเป็นหัวข้อบลอกในวันนี้ซะเลย

Stuart Little เป็นหนังที่เราเคยดูมาแล้วตั้งแต่สมัยยังอยู่มัธยม ซึ่งคำจำกัดความของเราก็คงหนีไปไม่พ้นว่า เป็นแค่หนังCG น่ารักกึ่งปัญญาอ่อนสำหรับเด็กที่ดีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะเพราะอะไรก็ตาม แต่เมื่อตอนนั้นเราก็คิดแค่นั้นแหล่ะ เพราะว่ามันตลกจะตายที่คนอยากจะเอาหนูไปเลี้ยงในครอบครัว แถมทำยังกะมันคนจริงๆ ทั้งๆที่มันก็เป็นแค่หนูน่ะ

หนังเรื่องนี้ถ้าพูดถึงแล้ว คิดว่าหลายๆคนคงรู้จักกันดีพอสมควร Stuart Littleเป็นหนังที่สร้างมาจากวรรณกรรมสำหรับเด็กสุดคลาสสิคของ อี.บี.ไวต์(แต่ส่วนใหญ่มักรู้ว่าเขาเป็นคนเขียนเรื่อง แมงมุมเพื่อนรักมากกว่า)ซึ่งเรื่องของเจ้าหนูตัวนี้เพิ่งมีอายุครบรอบ 60 ปีไปไม่นานมานี้

เนื้อเรื่องก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่คุณและคุณนายลิตเติ้ลรับ สจ๊วตหนูที่มีท่าทางเหมือนคนเข้ามาเลี้ยงดูในครอบครัว แม้ว่าตอนแรกจอร์จลูกชายของพวกเขาและสโนว์เบล แมวเปอร์เซียแสนหยิ่ง จะเกลียดเจ้าหนูตัวนี้มากแค่ไหนก็ตาม แต่สุดท้ายทุกคนก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องอะไรพิสดารมากสำหรับหนังสือวรรณกรรมสำหรับเด็กทั่วไปที่ติดจะออกแนวแฟนตาซีเล็กน้อย

ในส่วนของหนังนั้น หนังนำเสนอเรื่องราวของเจ้าหนูตัวนี้ในรูปแบบแฟนตาซีสำหรับเด็กสุดโต่ง ดังนั้นตัดข้อสงสัยไปได้ว่า ทำไมไม่มีใครในเรื่องนอกจากจอร์จและสโนว์เบลที่คิดเลยว่า มันแปลกแค่ไหนที่ทุกคนทำกะหนูยังกะว่ามันเป็นคน ทุกๆคนในเรื่องทำเหมือนกับว่าการรับหนูเป็นบุตรบุญธรรมเป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดาเอามากๆ

ในตอนที่เราดูครั้งแรกนั้น เราว่ามันก็เป็นหนังที่ดีอย่างที่บอก แต่มันก็อย่างงั้นๆแหล่ะ มันน่ารักแบบเด็กเล็กไปนิดนึง ดังนั้นในไม่ช้าก็มีหนังอีกมากมายที่สนุกและดีกว่าที่เข้ามาแย่งความสนใจเราไปจากเจ้าหนูตัวนี้

เมื่อไม่กี่วันก่อน เราได้มีโอกาสดูเรื่องนี้อีกครั้ง และพบว่ามันมีมุมมองดีๆที่ซ่อนอยู่ในตัวหนังมากกว่าที่คิด(จะเป็นเพราะวัยที่มากขึ้นหรือเปล่าก็ไม่รู้) จนทำให้รู้สึกประทับใจมากจนถึงขนาดว่าจะต้องไปหาหนังเรื่องนี้มาเก็บไว้ในครอบครองให้ได้ทีเดียว

พูดกันตามตรงแล้ว Stuart Little เป็นหนังที่นำเสนอในประเด็นที่ค่อนข้างจริงจังมากกว่าฉากหน้าที่เห็น นั่นก็คือประเด็นของเรื่องบุตรบุญธรรม หรือเด็กกำพร้า หรือความแตกต่างและการเป็นครอบครัว ลองถามตัวเองดูสิว่า คุณจะรู้สึกอย่างไร ถ้าวันหนึ่งพ่อแม่ของคุณรับเด็กที่ไหนไม่รู้มาอยู่ร่วมเป็นสมาชิกในครอบครัวอีกคนหนึ่ง เพียงแต่ประเด็นดังกล่าวนั้นนำเสนอผ่านมุมมองเชิงเปรียบเปรยและลดความรุนแรงไปเยอะ โดยใช้ความเป็นแฟนตาซีมากลบเกลื่อนไว้

สจ๊วตเป็นตัวแทนของเด็กที่มีปมด้อยหลายๆอย่างในตัว เขาเป็นคนที่ไม่เหมือนกับคนอื่นและไม่มีคนอื่นเหมือน การเข้าไปอยู่กับครอบครัวลิตเติ้ลแม้จะเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกดี แต่หลายครั้งเขาก็รู้สึกอ้างว้างเพราะความแตกต่างที่มีมากเกินไป โดยเฉพาะกับจอร์จและสโนว์เบลที่คอยตอกย้ำให้เขารู้ตัวอยู่เสมอว่า เขาเป็นเพียงแค่หนูเท่านั้น

เรื่องของความแตกต่างกันเป็นสิ่งที่ชัดเจนอย่างสุดโต่งในหนังเรื่องนี้ เพราะแม้แต่เราก็มองออกว่าสจ๊วตคือสิ่งที่ "ไม่ใช่" แบบที่คนอื่นในเรื่องเป็นและไม่ว่ายังไงก็คงไม่มีปาฏิหารย์ที่ว่า เขาจะกลายเป็นคนขึ้นมาได้ในที่สุด

แต่สิ่งที่ทำให้ความแตกต่างนั้นหมดไปก็คือ ความรักและความเอาใจใส่ นายและนางลิตเติ้ลนั้นต่างปฏิบัติต่อสจ๊วตดังลูกคนหนึ่งจริงๆ และพยายามที่จะทำให้สจ๊วตสามารถปรับตัวกับครอบครัวของเขาให้ได้ ทั้งคู่ไม่เคยคิดรังเกียจที่สจ๊วตเป็นหนู แต่กับปฏิบัติและให้การยอมรับเหมือนเขาเป็นคนคนนึง

ในตอนจบนั้นสจ๊วตก็พบว่าไม่ว่าเขาจะเป็นอะไร ไม่ว่าเขาจะต่างไปจากคนอื่นๆขนาดไหน แต่เขาก็เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวลิตเติ้ลที่ยอมรับเขาในแบบที่เขาเป็น(รวมไปถึงสโนว์เบลด้วย) จุดสำคัญของการเป็นครอบครัวนั้นไม่ใช่ว่าสจ๊วตจะต้องกลายเป็นคนเหมือนกับคนอื่นๆเขาถึงจะเป็นครอบครัวได้ แต่แค่ทุกคนรักและยอมรับเขาในแบบที่เขาเป็น เขาก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงแค่หนูก็ตาม

จุดที่ประทับใจเรามากที่สุดก็คือการนำเสนอเรื่องราวในเชิงเปรียบเปรยได้อย่างลึกซึ้ง แม้ว่าประเด็นที่นำเสนอนั้นค่อนข้างจริงจังและซีเรียสพอสมควร ลองสมมุติภาพว่า ถ้าในเรื่องนี้สจ๊วตลิตเติ้ลไม่ได้เป็นหนู แต่เป็นคน เป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีใครรักและเป็นเด็กที่มีความต่างจากคนอื่นในสังคมสุดๆ เช่นเป็นเด็กต่างด้าว เด็กพิการอะไรแบบนั้นดู ก็จะเห็นว่าหนังเรื่องนี้สามารถกลายเป็นหนังดราม่าหนักๆได้เลยทีเดียว

(ลองอ่านทบทวนข้อความข้างบนอีกครั้ง แต่เปลี่ยนจากคำว่าหนู เป็นเด็กกำพร้าก็จะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น)

เมื่อรู้สึกอย่างนี้แล้ว ทำให้เรารู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวหนังอยางลึกซึ้งมากกว่าตอนที่ดูครั้งแรกหลายเท่า โดยเฉพาะในตอนที่สจ๊วตโดนสโนว์เบลหลอกเข้าใจผิดคิดว่า นายและนางลิตเติ้ลและจอร์จรังเกียจเขา หลังจากที่เขาเดินทางกลับมาที่บ้านอย่างยากลำบากและพบเพียงบ้านที่ว่างเปล่า ทั้งๆที่ทุกคนกำลังออกไปตามหาเขาอยู่ หรือกับตอนที่สโนว์เบลสำนึกผิดและออกไปช่วยสจ๊วตให้รอดพ้นจากฝูงแมวก็เป็นจุดที่น่าประทับใจมากเหมือนกัน

ในที่สุดแล้วทุกคนก็กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างมีความสุข และหนังก็จบลงโดยที่เราไม่ต้องดูต่อก็รู้แล้วว่าทุกอย่างจะต้องลงเอยด้วยดี แม้ว่ามันอาจจะเป็นมุมมองที่เพ้อฝันและ Positive เกิน แต่มันก็ทำให้เรารู้สึกประทับใจมากพอสมควร และรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่มากกว่าหนังสำหรับเด็ก โดยเฉพาะในส่วนของสาระสำคัญที่หนังต้องการนำเสนอ

ในส่วนของ CG พอมาดูดีๆแล้วพบว่าตัวสจ๊วตทำออกมาได้สวยกว่าในภาคสองที่ดูเหมือนตัวคอมพิวเตอร์มากเกินไปและไม่เนียนอย่างรุนแรง ในภาคแรก สจ๊วตดูมีความนุ่มนวลมากและในบางซีนให้ความรู้สึกเหมือนดูการ์ตูนสตอปโมชั่นซึ่งมีความละเอียดมากกว่างานคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวมากนัก ถือว่าแค่ดูเอาเทคนิคการสร้างตัวหนูก็คุ้มค่าแล้วล่ะครับ

บทหนังเรื่องนี้เขียนโดย M. Night.Shyamalan (เพิ่งมารู้ทีหลัง) ซึ่งสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ดีว่า แม้กระทั่งหนังสำหรับเด็ก เขาก็สามารถดัดแปลงเนื้อหาจากหนังสือและนำเสนอในจุดที่น่าสนใจได้ไม่ต่างจากงานกำกับของเขาเลย ทำให้ไม่แปลกใจที่จะรู้สึกประทับใจกับมุมมองลึกๆที่หนังพยายามนำเสนอไว้ได้อย่างลงตัว

หวังว่า คุณเองก็คงจะพบที่ที่คุณสามารถเรียกว่าครอบครัวได้เหมือนที่สจ๊วตเจอแล้วนะครับ

ป.ล. ไม่แนะนำให้ดู Stuart Little ภาคสองอย่างรุนแรง เพราะหนังสร้างโดยไม่อิงจากบทประพันธ์หนังสือเดิม และแต่งเรื่องใหม่จนกลายเป็นหนังสำหรับเด็กมากเกินไปจนขาดเสน่ห์ในแบบที่ภาคแรกมีสุดๆ

หลังจากเคยแอบขุ่นเคืองและสบประมาทไว้ก่อนว่าหนังภาคนี้คงจะไม่ได้เรื่องแน่ๆ (รายละเอียดอ่านใน Entry นี้ได้เลยขอรับ บอกตรงๆว่าเคือง Vol.2 : Harry Potter And The Goblet Of Fire The Movie!!! ) ในที่สุดก็ได้พิสูจน์ด้วยตาตัวเองแล้ว ว่า Harry Potter ภาคใหม่นี้ออกมาอีท่าไหนกันแน่ ดีนะเนี่ยที่ตัดสินใจไปดูเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพราะตอนนี้พ่อหนุ่มแว่นกับถ้วยอัคนีโดนคิงคองยักษ์เบียดโรงกระเด็นหายเกลี้ยงไปแล้ว(มันจะฉายปูพรมอะไรกันนักกันหนาฟะ)

เรื่องย่อคร่าวๆของภาคนี้ก็คงรู้กันอยู่แล้วละมั้ง ว่าพ่อหนุ่มแฮรี่ในปีสี่ของเรานี้มีชีวิตที่สงบสุขใช้ได้ ถ้าเขาไม่ต้องพบกับเหตุการณ์ประหลาดนั่นคือ การที่ชื่อของตัวเองถูกเลือกจากถ้วยอัคนี ถ้วยที่ทำหน้าที่คัดผู้เข้าแข่งขันTriwizard Tournament โดยที่ตัวเองไม่ได้ใส่ลงไป แฮรี่จึงจำใจต้องกลายเป็นผู้เข้าร่วมการแข่งขัน Triwizard Tournament ประจำโรงเรียนทั้งสาม ได้แก่ โรงเรียนสตรีโบซ์บาตง โรงเรียนชายล้วนเดิร์มสแตรงก์ และฮอกวอร์ตนั่นเอง ซึ่งแน่นอนละว่า แท้จริงแล้วมันเป็นการวางแผนบางอย่างของคนที่คุณก็รู้ว่าใครนั่นเอง นอกจากนั้นแฮรี่ยังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆในชีวิตเขาอีกด้วยในชั้นปีสี่นี้

ก่อนหนังจะฉาย เคยปรามาสไว้ว่า มีแววจะทำหนังออกมาไม่ดีแน่ๆเพราะ ภาคนี้เป็นภาคแรกที่หนังสือมีขนาดหนาถึงขั้นใช้ป้องกันตัวจากศาสตร์มีดได้แต่โดยรวมแล้ว ต้องขอยอมรับว่า หนังภาคนี้ทำออกมาได้ดีกว่าที่คิดไว้มากอย่างเหลือเชื่อ อาจจะเรียกได้ว่าดีที่สุดแล้วในบรรดาทั้งสี่ภาคเลยก็ว่าได้ หรือเพราะว่าไม่ได้ตั้งความหวังไว้เยอะรึเปล่าก็ไม่ทราบ จะขอแจกแจงความประทับใจเป็นข้อๆดังต่อไปนี้ก็แล้วกัน

- ผู้กำกับ

ภาคนี้ได้ผู้กำกับคนใหม่ ไมค์ นีเวลล์มากำกับให้ ซึ่งผมเองก็ไม่รู้หรอกนะครับว่าเรื่องเก่าๆที่เขาเคยทำมานั้นมีเรื่องอะไรบ้าง แต่ก็ถือว่ามีฝีมือทีเดียวในการทำแฮรี่ภาคนี้ ฉากต่างๆดีไซน์ออกมาได้อย่างสวยงามและน่าตื่นเต้นมาก ตั้งแต่ควิดดิชเวิร์ลคัพ การแข่งขันไตรกีฬาทั้งสามด่าน และฉากที่บ้านโวลเดมอร์ทในตอนท้าย ผมชอบฉากตอนที่แฮรี่พาเซดริกกลับมาแล้วทุกคนเฉลิมฉลองด้วยความยินดี ก่อนที่จะค่อยๆสังเกตเห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเซดริกมากๆครับ เพราะมันให้ความรู้สึกตรงกันข้ามสุดๆระหว่างเสียงของผู้ชมที่เฮฮากับเสียงร้องไห้ของแฮรี่ จนรู้สึกเศร้าไปกับฉากนั้นของเรื่องมากๆเลย

จริงๆแล้วยังมีอีกหลายๆฉากนะครับ ที่รู้สึกว่าผู้กำกับทำออกมาได้อย่างถูกจังหวะและสวยงามอย่างที่มันควรจะเป็น เช่น ฉากเฮอร์ไมโอนี่ในงานเต้นรำ ฉากการตายของเซดริก ฯลฯ แต่เดี๋ยวจะยาวเอาแค่นี้ละกัน

-การตัดต่อบท

หลังจากล้มเหลวมาถึงสามภาคติดๆกัน(โดยเฉพาะภาคสาม) ก็รู้สึกว่าคนตัดต่อบทเริ่มทำงานเข้าที่เข้าทางบ้างแล้ว ภาคนี้ความยาวหนังไม่สั้นไม่ยาวมากนัก แต่สามารถรวมประเด็นสำคัญๆในหนังสือเอาไว้ได้ค่อนข้างครบถ้วน ซึ่งอาจจะต้องแลกมากับการเปลี่ยนบทตัวละครบางตัว หรือตัดบางคนที่ไม่สำคัญทิ้งไป แต่ผลที่ได้มาถือว่าโอเคมากๆครับ ผมเชื่อว่าแม้แต่คนที่ไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนก็น่าจะเข้าใจได้ครบถ้วนในใจความสำคัญ

ที่สำคัญคือการใช้พื้นที่เกือบทั้งหมดของหนังในการอธิบายเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นได้ในตัวเอง ความฉลาดของคนตัดต่อบทหนังสือในครั้งนี้ก็เช่น การบอกเล่าเรื่องของ portkey และของต่างๆในโลกเวทมนตร์นั้นภายในอาจใหญ่กว่าที่เห็น เอาใส่ไว้ในฉากช่วงควิดดิชเวิร์ลคัพตอนต้น และเด่นพอที่คนดูจะเข้าใจในภายหลังได้ว่า แฮรี่กับเซดริกไปโผล่อีกที่ได้อย่างไร และทำไมแมดอายมู้ดดี้ตัวจริงถึงถูกขังอยู่ในหีบแคบๆได้

นอกจากนั้นการดัดแปลงบทก็ทำได้ดี และต่อเนื่องกันโดยไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เช่น การให้มู้ดดี้ตัวปลอมมีนิสัยชอบดื่มเหล้าเป็นประจำ แต่จริงๆแล้วคือน้ำยาสรรพรส (ซึ่งในหนังสือไม่เน้นไว้มาก) และการหยอดเรื่องPolyjuice Potion ในฉากสเนปขู่แฮรี่เรื่องขโมยของ ก็ไม่ต้องจำเป็นอธิบายยืดยาวในตอนหลังว่าทำไมมูดดี้ตัวปลอมถึงปลอมตัวได้ หรือการให้บาตี้ เคราช์ จูเนียร์โผล่มาตั้งแต่แรกก็เข้าท่าไม่น้อยเหมือนกัน เป็นการให้ความเข้าใจกระจ่างแก่คนดูได้อย่างมีชั้นเชิง โดยไม่ต้องอธิบายซ้ำซากหรืออธิบายได้ไม่เคลียร์อย่างในภาคก่อนๆ ที่พอออกมาจากโรงแล้ว พี่ผมก็ยังไม่รู้เลยว่านาฬิกาย้อนเวลาของเฮอร์ไมโอนี่เอามาจากไหน Sirius Blackคือใคร หรือว่าทำไมจึงมีโวลเดมอร์ทตอนหนุ่มอยู่ในสมุดไดอารี่ได้ - -"

อีกส่วนที่ชอบคือ ผู้กำกับและนักตัดต่อบทหนังสือภาคนี้ พยายามสร้างความเชื่อมโยงต่างๆจากภาคสี่ไปสู่ภาคห้าและภาคหกได้อย่างสวยงามมาก ไม่ว่าจะเป็นตัวละครที่จะมีบทบาทสำคัญต่อไปในเรื่องราวของพ่อมดน้อยเกือบทุกคน ถูกนำเสนอให้เด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจินนี่ เฟรด-จอร์จ หรือเนวิลล์ที่จะเป็นตัวละครที่มีปมเด่นมากในภาคห้า

หรือในฉากเล็กๆของการปรึกษากันระหว่าง ศจ.แมกกอนากัล ดัมเบิลดอร์และสเนป ที่ในที่สุด ดัมเบิลดอร์เลือกจะทำตามวิธีของสเนปมากกว่าแมกกอนากัล ฉากนี้ในหนังสืออาจจะไม่ใช่ฉากที่สำคัญมาก แต่ในหนังสื่อออกมาได้อย่างดี และเป็นการปูพื้นไปยังภาค 6 ได้ดีมาก ว่าการเชื่อใจสเนปมากไปนั้น จะส่งผลอย่างไรต่อดัมเบิลดอร์ในภายหลัง ขอชมจริงๆขอรับ

- นักแสดง(หมวดชม)

Harry- Hermiony - Ron

สามคนนี้ยิ่งเล่นก็ยิ่งเข้าขากันมากทีเดียว ดูลงตัวและเป็น Unity ดีมาก รอนนั้นเป็นคนที่เล่นได้ดีที่สุดและไม่แย่งซีนคนอื่นมากไป แฮรี่เล่นได้ค่อนข้างดีขึ้น(มั้ง) แม้จะดูแข็งๆบ้างในการแสดงอารมณ์ แต่ในช่วงท้ายๆก็ทำได้น่าประทับใจทีเดียว ส่วนหนูเฮอร์ภาคนี้ดูเหมือนลืมกินเบนโล ดูโอเวอร์แอคติ้งเกินเหตุในหลายๆฉาก(เช่นฉากกอดแฮรี่ ฉากโกรธรอน จริงๆก็เกือบทั้งเรื่องแหล่ะ) แต่แม้ว่านักแสดงเหล่านี้ออกจะขาดๆเกินๆ แต่พอมารวมกันแล้วก็ลงตัวอย่างเหลือเชื่อมาก

และที่สุดของที่สุด หนูเฮอร์ในภาคนี้น่ารักมากกกกกกก ฉากลงบันไดมาในงานเต้นรำนั้น ถือว่าเป็นที่สุดของที่สุดความน่ารักในเรื่องแล้ว น่ารักจนผมแอบเผลอยิ้มออกมาได้โดยไม่รู้ตัวเลย(คล้ายๆว่าจะมางานด้วยกัน 5555)

เหล่าผู้เข้าแข่งขัน Triwizard Tournament

จริงๆแล้วก็มีบทกันไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็ยอมรับได้ว่าผู้กำกับพยายามใช้เวลาที่มีทั้งหมดแล้วในการแนะนำตัวละครใหม่ทั้งสามคนนี้ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งผมว่าทั้งสามคนก็ดูโดดเด่นพอตัวใช้ได้ และถึงจะโผล่มาน้อยแต่ก็เป็นตัวละครที่คนดูน่าจดจำได้หลังออกจากโรงมา ผมชอบฉากทีเฟลอร์กรี๊ดในตอนที่เห็นเซดริกตายมากๆเลย รู้สึกว่าใช้ตัวละครบิวท์อารมณ์ได้คุ้มค่าดี คือจริงๆตอนนั้นให้ใครกรี๊ดก็คงได้ แต่ถ้าเป็นเฟลอร์เราก็จะเข้าใจได้เลยว่า เธอต้องตกใจมากทีเดียวที่เห็นคนที่แข่งขันมาด้วยกันตายไปในการแข่งขันนี้ ซึ่งเธอเป็นคนที่เข้าร่วมเพราะแค่อยากสนุกเฉยๆ เช่นเดียวกับคนดูที่ไม่คิดว่าจะมีโศกนาฎกรรมเกิดขึ้นในการแข่งขันนี้ ครัมก็โอเคครับ ไม่ตรงกับที่อิมเมจมากแต่ก็โอเค ส่วนเซดริกเดี๋ยวไว้พูดอีกหัวข้อนึง

บรรดาอาจารย์

เป็นเรื่องน่ายินดีมาก ที่ในที่สุดฮอกวอร์ตก็เหลืออาจารย์ประจำอยู่ 5คน ได้แก่ ศจ.แมกกอนากัล แฮกริด สเนป อาจารย์สอนเวทมนตร์ตัวเล็กๆ(ลืมชื่อ แหะๆ) และอาจารย์ใหญ่อีกคน คือ ดัมเบิลดอร์

การที่หนังตัดอาจารย์ทั้งหลายแหล่ออกไป ก็ช่วยได้เยอะในการให้คนดูทำความรู้จักกับบรรดาอาจารย์ซึ่งถือเป็นตัวละครสำคัญรองมาจากพวกแฮรี่ได้ดีทีเดียว เพราะต่อไปพวกเขาเหล่านี้ก็จะยิ่งเพิ่มความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

Cedric & Harry

แหม จริงๆอันนี้ไม่อยากจะเขียนเลยนะเนี่ย แต่ไม่รู้รู้สึกไปเองคนเดียวหรือเปล่า ว่าทำไมสองคนนี้ดูมันมีพลัง Y ในหนังสูงมากแทบทุกฉากที่ร่วมเฟรม ทั้งๆที่ตอนอ่านในหนังสือแทบไม่เคยคิดในแง่นี้มาก่อนเลยนะ 5555

เปิดตัว ตาเซดริกแก้มแดงอย่างกับตบแก้มด้วยน้ำยาอุทัยเทวีก็โผล่มาซะเท่ห์เชียว กระโดดลงต้นไม้มาตัดหน้าแฮรี่ มีมาจ้องตงจ้องตากันอีก ยังยังไม่พอ ตอนที่ไปดูควิดดิชเวิล์ดคัพ แล้วจับรองเท้าบู๊ตที่เป็นกุญแจนำทาง แต่ละคนก็ปลิวกระเด็นกระดอนไปคนละทาง แต่ทำม๊ายยยยยย เซดริกถึงได้ไปดึงมือแฮร์รี่ให้ลุกขึ้นคนเดียว ทั้งๆ ที่ก็มีเฮอร์ไมโอนี่กับจินนี่รอให้ช่วยอยู่

ไอ้ตอนอยู่ในสวนโรงเรียนสองต่อสองก็เหมือนกัน โอ้ อะไรมันจะดูเป็นห่วงเป็นใยเรื่องป้ายกันมากขนาดนั้น ทำไมตอนอ่านในหนังสือถึงรู้สึกคนละอารมณ์กับตอนดูหนังขนาดนี้นะ

(คำเตือน : ดูรูปนี้แล้วกรุณาเปิดเพลง "ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย" เวอร์ชั่น PeachMaker จะได้อารมณ์มาก )

แถมบทแปลหนังก็ชวนให้คิดลึกเหลือเกิน กับอีตอนแนะแนวทางผ่านด่าน 2 ตอนที่เซดริกเดินมาบอกใบ้แฮรี่ที่สะพานเรื่องวิธีหาคำเฉลยปริศนาของไข่นะครับ ตอนนั้นเหมือนแฮรี่กำลังคุยกะเฮอร์ไมโอนี่อยู่ สักพักพอเซดริกมา หนูเฮอร์ก็หายไปซะอย่างงั้น แถมไอ้บทsubตอนบอกใบ้เนี่ยอย่างกะว่าเซดริกชวนแฮรี่ไปอาบน้ำยังไงไม่รู้ แถมบอกให้เอาไข่แฮรี่ไปแช่น้ำอุ่นอีก 5555 โอย...นี่เราคิดอะไรออกไป อย่าถือสากระต่ายตัวนี้เลยนะครับ วาดการ์ตูนแอบ Y บ่อยๆแล้วเริ่มโดนครอบงำโดยไม่รู้ตัว

แต่ชอบเมอร์เทิลมากๆเลย ภาคนี้โผล่มาแป๊บเดียวแต่ก็ฮาดี ทำเสียงได้เหมือนผีโรคจิตสุดๆ ฟรีเฟคเสร็จเธอไปกี่คนแล้วล่ะเนี่ย

-นักแสดง(หมวดด่า)

มีชมแล้วจะไม่มีด่าได้ไง รายแรกที่ต้องโดนไปเต็มๆเลยได้แก่..... แท่นแท๊นนน

Professer Dumbledore

หลังจากRichard Harris เสียชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย ก็ไม่รู้ว่าไปเอาตาแก่เมายาที่ไหนมาเล่นเป็นดัมเบิลดอร์ก็ไม่รู้ ทำไมจากอาจารย์ใหญ่ที่ดูจะน่าเกรงขาม เป็นที่น่าเชื่อถือและดูเป็นคนที่เราไว้เนื้อเชื่อใจได้ กลับกลายมาเป็นตาแก่ขี้กลัว ท่าทางลุกลี้ลุกลนเหมือนกินไวไวควิกมา ภาค3ก็ว่าแย่มากแล้ว แต่ภาค4ยิ่งดู Dumb ลงเรื่อยๆสมชื่อ ดูแล้วไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตาแก่นี่จะเป็นอาจารย์ใหญ่ผู้น่าเกรงขาม ยิ่งภาค 5 ที่ต้องมีบทสำคัญมากๆจะไปรอดไหมเนี่ย เล่นทำลายความเชื่อถือคนดูซะอย่างงี้ เปลี่ยนซะเถอะนะก่อนจะตกม้าตายกับตาแก่เมายานี่มากไปกว่านี้ ดูๆอะไรในหนังก็น่าเชื่อถือดีอยู่หรอก ยกเว้นตาหนวดเหี่ยวผูกโบในเรื่องนี่คนเดียวเนี่ยแหล่ะ

Cho Chang

ไม่ใช่ว่าเล่นไม่ดีหรอกนะ แต่แบบว่าบทกะอิมเมจของคุณเธอไม่ได้เข้ากันเล้ยยยย ดูยังไงก็ไม่ใช่โชแชงแน่ๆ ยัยเหลี่ยมเนี่ยนะ โชแชงสาวงามปราดเปรียวผู้เป็นที่ต้องตาต้องใจแฮรี่และเซดริก โอย ตูละกลุ้ม ยิ่งฉากที่คุณเธอลงไปอยู่ในน้ำรอให้เซดริกไปช่วยยิ่งน่ากลัวโคตรๆ แทบเลือกไม่ถูกว่าระหว่างชาวเงือกกับยายเหลี่ยมอืดที่ถูกล่ามเชือกไว้นี่ จะตกใจอะไรกันดี ขออภัยแฟนๆน้องโชในหนังด้วยนะขอรับ

- Theme หนัง

อีกสิ่งหนึ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาจากในหนังสือและคิดว่าเจ๋งมากนั่นก็คือ การสร้างธีมขึ้นมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว การแข่งขันไตรภาคีนั้นภายนอกแล้วดูเหมือนไม่ได้มีความสำคัญอะไรราวกับพิธีกรรมที่ทำต่อๆกันมาเป็นประจำ แต่ในหนังกลับสื่อให้เห็นว่า ภายให้การแข่งกีฬานั้น สิ่งสำคัญก็คือเป็นการผูกสัมพันธ์ฉันท์มิตรระหว่างกัน ในตอนจบนั้นผมชอบคำพูดของดัมเบิลดอร์ที่กล่าวในงานศพของเซดริกว่า ช่วงเวลาหลังจากนี้อาจจะต้องเจอกับอุปสรรคที่หนักหนามากขึ้น แต่ตราบใดที่เรายังอยู่ด้วยกันก็จะไม่มีอะไรมาทำลายเราได้

โดยเฉพะฉากสุดท้ายที่นักเรียนแต่ละคนร่ำลากัน พูดคุย กอด และแลกเปลี่ยนที่อยู่เพื่อส่งจดหมายระหว่างกันและกัน มันทำให้ความสำคัญของการแข่งไตรภาคีนั้นดูหนักแน่นขึ้น เพราะมันเน้นให้เห็นว่าการแข่งขันในครั้งนี้นั้น จะนำมาซึ่งความสามัคคีที่จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการต่อสู้กับภัยมืดต่อไปในอนาคต ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อการแข่งขันเอาชนะระหว่างกันเท่านั้น ซึ่งต่างจากในหนังสือที่ไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดตรงนี้นัก จนดูเหมือนหลังจบการแข่งต่างโรงเรียนก็ต่างแยกย้ายกันไปแบบไม่ไยดีต่อกันสักเท่าไหร่ นับว่าผู้กำกับเลือกจะนำเสนอในมุมมองที่เข้าท่ามากทีเดียว

- Poster หนัง

ตอนแรกเห็นโปสเตอร์ของตัวหนังแล้วแอบผิดหวังเล็กน้อย เพราะช่างน่าผิดหวังราวกับผู้กำกับหมดงบไปกับ CG อย่างเดียวลปงดูกันเองละกัน กับโปสเตอร์เวอร์ชั่นเธอกับฉันและยัยนั่นอีกคน

โหย โปสเตอร์แหยม ยโสธรยังทำสวยกว่าเยอะเลยนะเนี่ย

แต่พอได้เห็นดีไซน์สมบูรณ์ของโปสเตอร์หลักของหนังแล้วรู้สึกประทับใจขึ้นเยอะ มาดูกันเลยดีกว่าครับ เซตแรกเป็นเซตผู้เข้าแข่งขันทั้ง 4คน แบบรวมตัวละคร โอ เท่ห์มากมายทีเดียว

แบบแยกออกเป็นสี่ผู้เข้าแข่งขัน แฮรี่และแมดอายในด้านมังกร

แบบที่สอง เซดริกและโชแชงสุดหลอนกับด่านเขาวงกต

แบบที่สาม เฟลอร์ เดอร์ลากูร์ และรอน ผมชอบโปสเตอร์ใบนี้มากเลย แสงด้านหลังและการเอียงภาพทำให้เฟลอร์ดูเท่ห์อย่างบอกไม่ถูก แม้ในหนังบทเธอจะง่อยไปนิดก็ตาม

แบบสุดท้าย ครัมและเฮอร์ไมโอนี่ในด่านทะเลสาบไม่หวนคืน

ต่อไปเป็นเซตงาน Yule Ball ครับ เซตนี้เป็นของแฮรี่-เฮอร์ไมโอนี่-รอนโดยเฉพาะ สวยไม่แพ้กันเลย ฉากนี้ผมก็ชอบนะครับ ถือว่าทำออกมาได้ดีทีเดียว เป็นการเพิ่มความสัมพันธ์ในด้านความรักของแต่ละคนได้น่ารักมาก แบบแรกก่อนเลย รอน เฟลอร์ ปาราวตี ชุดรอนตอนดูในหนังฮามากๆ

แบบที่สอง แฮรี่ เซดริก โชแชง (โปรดสังเกตสายตาเซดริก 5555 ยัยโชโดนเมิน สะจายยย) จริงๆตอนแรกผมว่าตาคนแสดงแฮรี่นี่ ยิ่งอายุมากยิ่งหน้าตาตลกๆ แต่พอดูในหนังก็โอเคดีนะครับ เท่ห์แบบแปลกๆ

แบบที่สาม หนูเฮอร์และครัม โอวว น่ารักมากกกก อ้อ ลืมพูดถึงไปเลย นักข่าวจอมป่วนริตาก็เล่นดีนะครับ ดูมีสีสันจัดจ้านดีแม้จะโผล่มาน้อยก็ตาม

โดยรวมแล้ว แฮรี่ภาคนี้มีการตัดต่อบทที่ดี ผู้กำกับที่รู้จักเลือกใส่ใจในสิ่งที่สำคัญ มีจังหวะร้อยเรียงที่เหมาะสม ไม่เร็วไปไม่ยืดยาดไป CGอลังการ ทำให้รู้สึกตื่นเต้นได้ตลอดทั้งเรื่อง ถือเป็นหนังที่ดูแล้วเต็มอิ่มอีกเรื่องทีเดียวครับ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ตามหามาถึงสามปีแล้วกับการดูแฮรี่เวอร์ชั่นหนัง หวังว่าภาคต่อไปที่ตามมาจะยังรักษาระดับเอาไว้ได้ดีอย่างนี้ต่อไปนะครับ

ถ้าภาคหนึ่งเป็นหนังสำหรับเด็ก น่ารักน่าเอ็นดู ใสๆ ภาคสองเป็นหนังผจญภัยที่โตขึ้นมานิดนึง ภาคสามเป็นหนังแฟนตาซีที่เริ่มมีโทนมืดหม่นขึ้นเรื่อยๆ ภาคนี้ถือว่ารวมเอาจุดดีทั้งสามภาคเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน และทำหน้าที่ในการเป็นจุดเชื่อมระหว่างเชตหนังสือครึ่งแรก(เล่ม1-3) และเซตหลังที่จะเริ่มมืดมนขึ้นเรื่อยๆ (เล่ม5-7)ไว้ได้อย่างดีเยี่ยมตามหน้าที่ของมันแล้วจริงๆ

ป.ล. Entry นี้บ่นยาวมากกกก ใครอ่านจบก็เก่งจริงๆ แฟ้มบุคคลขอตบมือให้คร๊าบบบ แปะๆๆๆ(จะมีถึงสัก 10คนไหมน้อ อิอิ)

King Kong Review องค์ที่ 1

หลังจากรอเวลาเหมาะๆมานานหลายช่วงตัว ในที่สุดก็ได้โอกาสว่างพอที่จะไปดูสุดยอดหนังฟอร์มยักษ์ส่งท้ายปี(แต่มาดูเอาอีกปีนึง) อย่างเจ้าคิงคองยักษ์นี่เสียที ก็ว่าวันนี้จะมาดูหนังสนุกๆคลายเครียดแล้วนะ แต่พอมาถึงหน้าโรงก็เอาจนได้

ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่สามารถใช้ส่วนลดอะไรได้ทุกกรณีตลอดโปรแกรมการฉาย... แถมถ้าราคามันเป็นแบบปกติก็คงไม่ว่าอะไร นี่ดันเก็บ 140 บาทแพงกว่าหนังปกติซะด้วย โอววว ฮายยโซมาก แหม ไม่เป็นไร๊ ไม่เป็นไร ไหนๆก็ตั้งใจมาดูแล้ว ไม่ว่ากัน หนังมันคงใช้เอฟเฟคเยอะ คนตั้งราคาก็คงเห็นว่าผู้กำกับ The Lord เป็นคนสร้างด้วย แหม๊ จะเก็บราคาปกติมันก็จะดูดาดๆเหมือนหนังทั่วไปน่ะสิ

ไม่เกริ่นมากละ เดี๋ยวยาว หนังเรื่องนี้หลายๆคนก็คงรู้เรื่องดีแล้วล่ะมั้ง ว่าเกี่ยวกับคิงคองที่ตัวใหญ่ผิดวานรหรือชะนีทั่วไป เรื่องเริ่มต้นที่ แอน แดร์โรล สาวงามตกยากตกปากรับคำคาร์ล ผู้กำกับสุดแสบที่กำลังเตรียมงานระดับเมกะโปรเจคอย่างหนังลึกลับว่าด้วยเรื่องเกาะแห่งความตาย ก่อนที่จะพบว่าการล่องเรือไปถ่ายหนังครั้งนี้ ทำให้ชีวิตของเธอต้องพบกับเรื่องมหัศจรรย์ที่จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปเลยทีเดียว

ข้อดีของหนังเรื่องนี้คือการแบ่งหนังออกเป็นสามส่วนด้วยกัน บวกกับเนื้อเรื่องที่ไม่ซับซ้อนมาก ทำให้ดูแล้วเข้าใจง่าย แต่แหม๊ พูดแล้วอดบ่นไม่ได้ ขอสักนิดก่อนวิจารณ์ต่อ ถึงจะบอกว่าดูเข้าใจง่าย แต่หนังก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นหนังสำหรับเด็กเล๊ย

ก็ไม่รู้ทำไมพ่อแม่ผู้ปกครองถึงได้ขยันขนลูกหลานเข้ามาดูกันเสียเหลือเกิน แล้วผลก็คือ นังหนูที่นั่งด้านหน้าก็ถามใหญ่เลยว่าเมื่อไหร่คิงคองจะมา ไอ้น้องคนเล็กเจอฉากจูราสิคปาร์คเข้าไปตกใจกลัวไดโนเสาร์ร้องไห้(โดยเฉพาะฉากคิงคองฉีกปากไดโนเสาร์สุดสยอง) คุณแม่ต้องปลอบใหญ่ ปัดโธ่เฟ้ย นี่คิงคองไม่ใช่ Chicken Little นะเฟ้ย ไอ้เด็กร้องน่ะไม่โกรธหรอก แต่พวกคุณน่ะ เป็นพ่อเป็นแม่คนแล้ว หัดศึกษาข้อมูลหนังก่อนดูมั่งเด๊ะ ไม่ใช่หนัง walt disney นะเฟ๊ย!!!!

อะ มาต่อๆ ดีกว่า ชั่วโมงแรกของหนังเปรียบเสมือนอารัมภบทของเรื่อง และเป็นการแนะนำตัวละครแต่ละตัว ไม่ว่าจะเป็นกัปปิตันสุดเท่ห์ ไอ้พระเอกหนังขี้เก๊ก เด็กประจำเรือที่ไม่มีที่มาแน่ชัดและกะลาสีเรือรุ่นพี่ที่คอยห่วงใหญ่ในอนาคตของเจ้าเด็กคนนี้ รวมไปถึงทีมงานของคาร์ล ไม่ว่าจะช่างกล้อง เลขาที่เป็นคนสนิท และพระเอกนักเขียนที่ตะกระไดพลอยโจนมากับเรือทริปนี้ด้วย

ซึ่งตัวละครเหล่านี้จะเป็นผู้นำเราไปผจญภัยกับชนเผ่าลึกลับ ไดโนเสาร์ และคิงคองยักษ์ในองค์ที่สอง และพบกับบทสรุปของเรื่องราวในบทที่สาม ซึ่งทั้งสามองค์มีความยาวประมาณชั่วโมงนึงเป๊ะๆพอดี อืม เข้าท่าๆ

จริงๆแล้วหลายคนบ่นว่า หนังคิงคองเวอร์ชั่นนี้ค่อนข้างน่าเบื่อ เพราะองค์แรกเกริ่นยาวเกินไป แต่ผมกลับรู้สึกว่าการเกริ่นยาวๆนี้ทำออกมาได้ดี มีการใส่มุขใส่เรื่องซับพลอตต่างๆลงไปแบบไม่น่าเกลียด ไม่ว่าจะเรื่องแรงบันดาลใจการทำหนังของคาร์ล เรื่องรักๆแนวพ่อแง่แม่งอนของนางเอกและพระเอก เรื่องของลูกเรือที่มีความเป็นห่วงเป็นใยกัน ฯลฯ และผู้กำกับก็เก่งพอที่จะทำให้รู้สึกว่ามันน่าติดตาม ไม่น่าเบื่อมาก แต่สำหรับคนที่หวังว่าจะเจอคิงคองตั้งกะไตเติ้ลหนังนี่อาจจะผิดหวังนะ

แล้วยิ่งมาในองค์สองที่มาถึงเกาะแห่งความตาย สารพัดฉากแอคชั่นก็ตามมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง ซึ่งก็แบบว่ามันส์มากๆเลย มีทั้งชนเผ่าลึกลับ คิงคองยักษ์ และที่สำคัญ ไดโนเสาร์ โอวจอร์จ มันยอดมาก ไดโนเสาร์มากันให้เพียบ แต่ก็น่าสงสัยมากว่าทำไมไม่ค่อยมีใครในเรื่องดูตื่นเต้นเลย กลับไปตกใจกับคิงคองยักษ์ซะเหลือเกิน จริงๆแล้วเอาไดโนเสาร์กลับมาก็น่าจะรวยพอแล้วนะ เอามาทำไม๊คิงคงคิงคอง ไม่เห็นจะน่าดูตรงไหน

แหม แต่องค์นี้นี่มันก็มันส์สมใจจริงๆนะครับ ไล่มาตั้งแต่ฉากหนีตายก่อนไดโนเสาร์เหยียบ ยิ่งตอนเจ้าหนูบิลลี่อีเลียตเกือบตกผา ต้องกระโดดหนีไปทางก้อนหินที่กำลังผุนี่ผมลุ้นน่าดูเชียว นึกว่าจะมีต้องใช้ท่าบัลเลต์เอาตัวรอดซะแล้ว

ตามมาด้วย การไล่ฟัดกันระหว่าง คิงคองกับไดโนเสาร์ อีฉากอีรุงตุงนังกันในเถาวัลย์นี่หวาดเสียวมาก ถ้าผมเป็นนางเอกสงสัยจะช็อคตายไปนานแล้ว เจอฟันไล่งับเอาแบบนั้น แต่แกที่ได้ใจที่สุดคือ ไอ้หนอนตัวดูดหัวนี่ เขย่าขวัญอย่างแรง ดีที่ดู Happy Tree Freinds มาบ่อยแล้วเลยพอรับได้ แต่น่าเห็นใจพี่พ่อครัวจริงๆ ตายอนาถกว่าเขาเพื่อนเลย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอชมคุณนางเอกมาก ถ้ามีตำแหน่งหญิงแกร่งประจำปี แฟ้มบุคคลขอมอบให้เธอเลย เพราะชะตากรรมสะบักสะบอมเหลือเกิน ทั้งห้อยโหนโจนทะยานราวคนเหล็ก วิ่งสู้ฟัดสุดชีวิต แล้วยังต้องแบ่งเวลามาบานฉ่ำให้เจ้าคิงคองหลงรักอีก(ชอบฉากแกล้งตายมาก 5555) แต่นาโอมิ วัตต์เช่นเรื่องนี้สวยมากจริงๆนะครับ ชอบมาตั้งแต่ The Ring ละ

องค์นี้จบลงด้วยความตายของลูกเรือหลายๆคน รวมไปถึงพี่จำพี่เลี้ยงเจ้าหนูบิลลี่อีเลียต ทีมงานของคาร์ล และแลกมาด้วยการจับตัวคิงคองได้ในที่สุด จึงเริ่มเป็นองค์สุดท้ายเมื่อนำคิงคองกลับมายังนิวยอร์คได้ กับการเอาพี่คิงคองมาโชว์คนดู ฉากนี้เป็นฉากที่ผมชอบที่สุดเลย ดูแล้วนึกถึงเวลาเราไปสวนสัตว์น่ะ คงจะได้รู้สักทีว่าสัตว์แต่ละตัวที่โดนจับมาขังนั้นต้องเจ็บปวดใจขนาดไหน ยิ่งตอนที่คาร์ลใช้แอนตัวปลอมมาขึ้นเวทีแล้วน่าสงสารคิงคองมาก

ด้วยความโกรธแค้น เจ้าเทโรคองก็หลุดออกจากโซ่และออกมาอาละวาดในตัวเมืองเพื่อตามหาแอน ก่อนจะจบลงด้วยความตายบนยอดตึกเอมไพรเสตทในที่สุด

จริงๆแล้วดูเหมือนว่าผมจะเล่ามาด้วยความเพลิดเพลินเจริญใจราวกับว่าหนังมันสนุกมาก แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ครับ ถ้าเลือกได้แล้ว ผมยังอยากจะย้อนเวลากลับแล้วเปลี่ยนไปซื้อตั๋วดูแฮรี่อีกสักรอบแทนยังจะเสียดายตังค์น้อยกว่านี้อีก

นั่นก็เพราะว่า แม้ว่าจะมีผู้กำกับที่แสนเก่งกาจ นักแสดงที่แสนเจ้าฝีมือ เอฟเฟคที่แสนสมจริง แต่แหม๊ บทหนังมันแย่ๆๆๆๆๆเหลือเกินจนรู้สึกไม่สนุกเอาซะเลย ซึ่งก็ว่ากันไม่ได้นะครับ เพราะมันเป็นหนังรีเมคมาจากหนังเก่าสมัยไหนไม่รู้ ราวๆ70-80ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นยุคหนังสัตว์ประหลาดกำลังบูม คือถ้าจะให้พูดง่ายๆเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ก็คิดว่า เป็นหนังที่มีเสปเชียลเอฟเฟคดีมาก มีฉากแอคชั่นระทึกใจที่มันส์มาก แต่นอกจากนั้นแล้ว ไม่ประทับใจอะไรเลยแม้แต่น้อย

จริงๆแล้วผมไม่เคยดูเวอร์ชั่นต้นแบบที่ทำมานะครับ แต่คิดว่าเวอร์ชั่น 2005 นี้ ผู้กำกับปีเตอร์แจคสันพยายามมากแล้วในการทำให้มันออกมามีมิติและสาระมากขึ้น แต่ผมว่าโดยรวมมันก็ไม่สนุกอยู่ดีอ่ะ ซึ่งมันก็คงจะมาจากบทหนังด้วยส่วนนึง ดังนั้นถ้าคราวหน้าจะทำหนังอะไร ก็ทำหนังใหม่ๆบ้างเถอะนะ ไม่ต้องมารีมงรีเมคหรอก คุณปีเตอร์แจคสัน เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมจะขอเริ่มเข้าองค์บ่นบ้างละกันนะครับ 5555

King Kong Review องค์ที่สอง

* โปรดทำใจในความจู้จี้ขี้บ่นของกระต่ายขี้บ่นที่กำลังจะเริ่มก่อนอ่านองค์นี้

เรามาเริ่มกันที่เรื่องของตัวละครเลยดีกว่าครับ หลายๆตัวละครถูกสร้างและนำเสนอออกมาได้น่าสนใจมากในองค์แรกอย่างเห็นได้ชัด เช่นกัปตันที่โผล่มาทำท่ามีลับลมคมในกับคาร์ลก่อนจะหันมาขู่นางเอกแบบนิ่มๆก่อนขึ้นเรือ หรือ คู่ของเด็กลูกเรือกับรุ่นพี่ผิวดำ ความสัมพันธ์ระหว่างคาร์ลและเลขาที่ดูขึ้นๆลงๆตลอดเวลา แต่ซับพลอตทั้งหลายที่ปูมาได้อย่างสวยงามในองค์แรกและองค์ที่สองเหล่านี้ กลับถูกโยนหายไปไหนก็ไม่รู้ในองค์ที่สาม

เหมือนว่ามันจะมีอะไรที่สำคัญมากในการใส่ฉากบางอย่างเข้ามา เช่น การที่เลขามองดูคาร์ลอย่างตำหนิในงานเลี้ยงเปิดตัวโชว์คิงคอง การที่ลูกเรือผิวดำรุ่นพี่เอาใจใส่ในความปลอดภัยของลูกเรือที่ห่วงเหมือนน้อง ฉากเปิดตัวของกัปตันเรือ ฯลฯ แต่ในที่สุดก็ไม่ได้นำไปสู่อะไรและก็ไม่รู้ว่ามีเพื่ออะไร

ในองค์สามนั้น ตัวละครฝั่งลูกเรือและกัปตันทั้งหลาย หายแซ๊บไปแบบไร้ร่องรอย เหลือแต่คาร์ล แอน พระเอก คิงคองเท่านั้น ซึ่งในแง่ความต่อเนื่องของหนังแล้วมันทำให้รู้สึกว่า มันสะดุดอย่างแรง และส่งผลไปยังความรู้สึกหงุดหงิดตลอดการดูองค์สามไปยันฉากจบ ผู้กำกับทำเหมือนว่าการสร้างมิติให้แก่ตัวละครเหล่านี้จะทำให้เรื่องดูน่าสนใจ(ซึ่งก็ถูก) แต่ถ้าทำขึ้นมาแล้วไม่ได้เอามาใช้อะไร เกิดขึ้นมาอย่างลอยๆ และก็หายไปแบบลอยๆ ก็ไม่มีซะตั้งแต่แรกยังจะดีกว่า

หรือถ้าจะเน้นแต่คิงคองกับนางเอกก็เน้นไปเลย ไม่ต้องมากระจายมิติอะไรให้คนอื่นมากก็ได้ ถ้าไม่คิดจะเอามาใช้อะไรให้เกิดประโยชน์ก็...

ในส่วนของความรักระหว่างนางเอกและคิงคอง ก็รู้สึกไม่อินเท่าที่ควร เพราะนางเอกก็ดูจะไมได้รักคิงคองจริงๆสักเท่าไหร่ เธอรักคิงคองเหมือนรักสัตว์เลี้ยง หรือถ้าจะเปรียบในแนวความรักแบบคนก็คือ ผู้หญิงเผื่อเลือกความรักเอาไว้หลายๆเบอร์ เพราะจริงๆนางเอกก็รักพระเอกอยู่แล้ว การจะแบ่งความรักให้คนอีกคนหนึ่ง ทั้งที่ตัวเองก็ไม่สามารถรักเขากลับได้เหมือนความรักที่เขาให้มา มันก็เป็นแค่ความเอ็นดูหรือสงสารเท่านั้นเอง

ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่สามารถสรุปเรื่องนี้สั้นๆได้ในประโยคเดียว ก็คงเห็นจะเป็นประโยคที่คาร์ลพูดกับพระเอกตอนเรือออกจากท่าไปแล้ว ทำให้พระเอกต้องชวดงานที่รับปากคนอื่นไว้แล้วมาทำให้คาร์ลแทนว่า การที่พระเอกเขียนนิยายมันก็เป็นเพราะเงิน ไม่ใช่ความรัก แต่พระเอกเถียงว่า ที่ตัวเองเขียนนั้นเป็นเพราะว่ามีใจรักอย่างจริงจัง คาร์ลจึงโต้กลับไปว่า

ถ้ารักจริง ก็ต้องกระโดดลงจากเรือไปแล้ว

ซึ่งผมคิดว่าไอ้ความรักระหว่างนางเอกกับคิงคอง มันก็คือกันนั่นแหล่ะ และเพราะจุดนี้ทำให้ดูหนังแล้วรู้สึกหงุดหงิดกับความพยายามจะทำอะไรสักอย่างของนางเอกให้ถูกต้อง ทั้งๆที่ตัวเองก็ทำไม่ถูกตั้งแต่แรกแล้ว (แอบด่าในใจ ถ้ารักกันจริงก็โดดตามคิงคองลงตึกเอมไพรส์เสรตไปเลยเซ๊ นี่คุณเธอดันกลับมากอดพระเอกกันกลมเชียว)

จริงๆแล้ว ประเด็นหนึ่งที่ดูแล้วรู้สึกทำให้กลับมาคิดได้จริงจังมากก็คือ ความเห็นใจหรือหวังดีนั้น จริงๆแล้วมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่

ถ้าลองแทนคิงคองว่าเป็นคนนะครับ เราจะเห็นได้ว่า ความรักที่นางเอกมีให้เขาเนี่ย มันก็เหมือนกับความเห็นใจของคนที่มีคนรักเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว แต่ไม่กล้าบอกปฏิเสธความรักของคนอีกคนหนึ่งที่มาบอกรักตัวเองไปให้ชัดเจน

เราอาจจะบอกว่า ที่เธอทำแบบนั้นเป็นเพราะว่าเห็นใจหรือสงสาร แต่ว่าการทำอย่างนั้นมันจะมีประโยชน์อะไรเหรอครับถ้าเราไม่สามารถรักเขาได้จริงๆ การที่เราจะมีจิตใจดีน่ะ มันเป็นเรื่องที่ถูกนะครับ แต่ถ้าเราไม่สามารถทำอะไรได้ ไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ หรือไม่มีพลังเพียงพอที่จะทำให้มันเป็นจริง ความหวังดีนั้นมันอาจจะก่อให้เกิดผลเสียแทนก็ได้

เราอาจจะบอกว่า เพราะเราเห็นใจและสงสารเขา เราเลยไม่อยากทำร้ายจิตใจเขา แต่บางทีนะครับ การที่เรายิ่งยื้อเขาไว้แบนี้ มันจะยิ่งทำให้ต่างฝ่ายต่างก็ยิ่งเจ็บปวดมากกว่าเดิมเสียอีก ความรักน่ะ...แค่หวังดีมันไม่พอหรอกครับ

จริงๆแล้วตั้งใจไปดูอะไรสนุกๆ แต่ก็กลับได้ปรัชญาความรักมาแทนซะงั้น 555 จริงๆแล้วหนังก็ไม่เลวร้ายหรอกครับ ผมว่าในส่วนองค์แรกและองค์ที่สองก็ทำได้ดีทีเดียว ตาคุณพระเอกผมก็เพิ่งรู้สึกว่าหล่อก็เรื่องนี้แหล่ะ นางเอกก็สวยมาก(แอบเหมือนนิโคล คิดแมนอย่างแรง) และที่ชอบมากคือแจ๊ค แบล๊คเนี่ยละครับ ใน school of rock บางครั้งยังรู้สึกรำคาญการการแสดงของเขาบ้างในบางจุด แต่ในเรื่องนี้แสดงได้เป็นธรรมชาติและแย่งซีนตัวอื่นๆเก่งมาก ในส่วนโปรดักชั่นโดยรวมนั้นดีถึงดีมากครับ

แม้ว่าในองค์รวมของตัวหนังแล้วไม่ถูกใจผมเท่าไหร่ แต่คิดว่าคนที่ตั้งใจไปดูเอาสนุกๆแค่ฉากแอคชั่นในองค์สองก็คงคุ้มค่าแล้ว และสำหรับสาวๆหรือคนที่ชอบอะไรซึ้งๆก็คงประทับใจกับฉากโรแมนติคระหว่างคิงคองและนางเอกไปไม่มาก็น้อยทีเดียว(แต่ผมเอียนน่ะ ไม่ชอบหนังที่พยายามบีบคั้นให้ซึ้งเท่าไหร่)

แต่ส่วนตัวแล้ว ถ้าเลือกได้ แหะๆ ขอดู Harry อีกรอบดีกว่า สนุกกว่าและรู้สึกคุ้มกับราคาค่าตั๋วด้วย ขอบคุณที่อ่านกันมาจนจบนะครับ ว่าจะไม่เขียนยาวๆก็อดใจไม่ไหวอีกแล้ว 55555 แล้วจะตั้งปณิธานไว้ทำไมเนี่ย!!! เอาล่ะ วันนี้เขียนมายาวแล้ว ก็ขอลาตรงนี้ละกันนะครับ แล้วพบกันใหม่คราวหน้าครับพ้ม อิอิ

ป.ล. ต่อไปเป็นองค์สุดท้าย ผมจะขอเขียนอะไรที่เป็นส่วนตัวนิดนึงนะครับ จะอ่านหรือไม่อ่านก็ได้น้อ บ๊ายบายครับ

King Kong Review องค์ที่สาม

PERSONAL NOTE

วันก่อนเพิ่งได้ฟังเพลง Go ของ Cover Girl ชุดใหม่ โอวมันช่างเพราะมากมายอะไรแบบนี้ ฟังแล้วก็เพิ่งรู้สึกตัวนะว่า ตัวเองชอบเสียงของ ซาซ่ามากแค่ไหน อยากให้ออกอัลบั้มใหม่อีกจัง

ถ้าพูดถึงเนื้อหาของเพลงแล้ว ที่ชอบมากก็เพราะว่ามันโดนแบบสุดๆ กับไอ้เรื่องการไม่รักกันแล้วก็ควรบอกลาเนี่ย พักนี้เราเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองคงจมกับอยู่กับความคิดตัวเองมากไป กับการที่เขาเปลี่ยนไปจากเดิม ที่มันน่าเศร้าก็คือ ในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นระหว่างเรากับเขานั้น มันดูเหมือนว่าจะคนที่มานั่งเสียดายวันเวลาดีๆที่เคยมีรวมกันมาจะมีเพียงแค่เราคนเดียว

มันทำให้เราสงสัยว่า แล้วจริงๆแล้ว เขาเคยคิดอะไรกับเราบ้างไหม หรือว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันเป็นแค่เรื่องที่เราคิดไปเอง แล้วพอต้องมาผิดใจกัน ก็มีแต่เราใช่ไหม ที่เสียใจอยู่แบบนี้น่ะ หรือว่าเราบ้าไปเองคนเดียว ความคิดแบบนี้มันเจ็บซะยิ่งกว่าการเลิกคบกันตรงๆเสียอีกนะ

ทุกครั้งที่เจอหน้า เราก็จะเดินสวนกันไป ทุกครั้งที่อยู่ใกล้กัน เราก็จะไม่พูดอะไรกัน แต่ทำไมนะ อีกฝ่ายเขาถึงหมางเมินกับเราได้เก่งขนาดนี้ มีแต่เราใช่ไหมที่เสียใจอยู่คนเดียว

บางทีถ้าเขาอยากจะไปตามทางของเขา เราก็ควรจะปล่อยไป ( If You Have To Go I Have To Let You Go) นี่เป็นท่อนหนึ่งในเพลง Go ของ Cover Girls ชุดนี้(แอบเปลี่ยนคำว่า Do เป็น if เพื่อให้ตรงกับตัวเองมากขึ้น)

บางทีถ้าเขาไม่ต้องการเราแล้ว หรือไม่คิดจะคืนดีด้วย ก็ควรลาจากกัน ไม่ว่าจะยากจะฝืนสักเท่าไหร่ แต่ถ้าคิดซะว่าปล่อยเขาไป ยังดีกว่าการให้เขามาฝืนใจอดทนกับเรา อย่างนั้นมันอาจจะดีกว่าก็ได้นะ... ใช่ไหม

Go / Cover Girls (คลิกเพื่อฟังเพลง)



Tharadon D.
View full profile