ออกจะเชยไปสักนิดที่จะมาพูดถึงหนังเรื่องนี้ตอนนี้ แต่เพราะว่าเพิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้จบไปอีกรอบเมื่อสองสามวันก่อนทาง UBC ซึ่งก็ตอนแรกว่าจะไม่ได้ตั้งใจดูอะไรมาก แต่ไม่รู้ทำไมว่าพอดูแล้วเกิดรู้สึกอยากจะเขียนอะไรถึงหนังเรื่องนี้ขึ้นมาให้ได้ จึงกลายมาเป็นหัวข้อบลอกในวันนี้ซะเลย
Stuart Little เป็นหนังที่เราเคยดูมาแล้วตั้งแต่สมัยยังอยู่มัธยม ซึ่งคำจำกัดความของเราก็คงหนีไปไม่พ้นว่า เป็นแค่หนังCG น่ารักกึ่งปัญญาอ่อนสำหรับเด็กที่ดีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะเพราะอะไรก็ตาม แต่เมื่อตอนนั้นเราก็คิดแค่นั้นแหล่ะ เพราะว่ามันตลกจะตายที่คนอยากจะเอาหนูไปเลี้ยงในครอบครัว แถมทำยังกะมันคนจริงๆ ทั้งๆที่มันก็เป็นแค่หนูน่ะ
หนังเรื่องนี้ถ้าพูดถึงแล้ว คิดว่าหลายๆคนคงรู้จักกันดีพอสมควร Stuart Littleเป็นหนังที่สร้างมาจากวรรณกรรมสำหรับเด็กสุดคลาสสิคของ อี.บี.ไวต์(แต่ส่วนใหญ่มักรู้ว่าเขาเป็นคนเขียนเรื่อง แมงมุมเพื่อนรักมากกว่า)ซึ่งเรื่องของเจ้าหนูตัวนี้เพิ่งมีอายุครบรอบ 60 ปีไปไม่นานมานี้

เนื้อเรื่องก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่คุณและคุณนายลิตเติ้ลรับ สจ๊วตหนูที่มีท่าทางเหมือนคนเข้ามาเลี้ยงดูในครอบครัว แม้ว่าตอนแรกจอร์จลูกชายของพวกเขาและสโนว์เบล แมวเปอร์เซียแสนหยิ่ง จะเกลียดเจ้าหนูตัวนี้มากแค่ไหนก็ตาม แต่สุดท้ายทุกคนก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องอะไรพิสดารมากสำหรับหนังสือวรรณกรรมสำหรับเด็กทั่วไปที่ติดจะออกแนวแฟนตาซีเล็กน้อย
ในส่วนของหนังนั้น หนังนำเสนอเรื่องราวของเจ้าหนูตัวนี้ในรูปแบบแฟนตาซีสำหรับเด็กสุดโต่ง ดังนั้นตัดข้อสงสัยไปได้ว่า ทำไมไม่มีใครในเรื่องนอกจากจอร์จและสโนว์เบลที่คิดเลยว่า มันแปลกแค่ไหนที่ทุกคนทำกะหนูยังกะว่ามันเป็นคน ทุกๆคนในเรื่องทำเหมือนกับว่าการรับหนูเป็นบุตรบุญธรรมเป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดาเอามากๆ

ในตอนที่เราดูครั้งแรกนั้น เราว่ามันก็เป็นหนังที่ดีอย่างที่บอก แต่มันก็อย่างงั้นๆแหล่ะ มันน่ารักแบบเด็กเล็กไปนิดนึง ดังนั้นในไม่ช้าก็มีหนังอีกมากมายที่สนุกและดีกว่าที่เข้ามาแย่งความสนใจเราไปจากเจ้าหนูตัวนี้
เมื่อไม่กี่วันก่อน เราได้มีโอกาสดูเรื่องนี้อีกครั้ง และพบว่ามันมีมุมมองดีๆที่ซ่อนอยู่ในตัวหนังมากกว่าที่คิด(จะเป็นเพราะวัยที่มากขึ้นหรือเปล่าก็ไม่รู้) จนทำให้รู้สึกประทับใจมากจนถึงขนาดว่าจะต้องไปหาหนังเรื่องนี้มาเก็บไว้ในครอบครองให้ได้ทีเดียว
พูดกันตามตรงแล้ว Stuart Little เป็นหนังที่นำเสนอในประเด็นที่ค่อนข้างจริงจังมากกว่าฉากหน้าที่เห็น นั่นก็คือประเด็นของเรื่องบุตรบุญธรรม หรือเด็กกำพร้า หรือความแตกต่างและการเป็นครอบครัว ลองถามตัวเองดูสิว่า คุณจะรู้สึกอย่างไร ถ้าวันหนึ่งพ่อแม่ของคุณรับเด็กที่ไหนไม่รู้มาอยู่ร่วมเป็นสมาชิกในครอบครัวอีกคนหนึ่ง เพียงแต่ประเด็นดังกล่าวนั้นนำเสนอผ่านมุมมองเชิงเปรียบเปรยและลดความรุนแรงไปเยอะ โดยใช้ความเป็นแฟนตาซีมากลบเกลื่อนไว้

สจ๊วตเป็นตัวแทนของเด็กที่มีปมด้อยหลายๆอย่างในตัว เขาเป็นคนที่ไม่เหมือนกับคนอื่นและไม่มีคนอื่นเหมือน การเข้าไปอยู่กับครอบครัวลิตเติ้ลแม้จะเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกดี แต่หลายครั้งเขาก็รู้สึกอ้างว้างเพราะความแตกต่างที่มีมากเกินไป โดยเฉพาะกับจอร์จและสโนว์เบลที่คอยตอกย้ำให้เขารู้ตัวอยู่เสมอว่า เขาเป็นเพียงแค่หนูเท่านั้น

เรื่องของความแตกต่างกันเป็นสิ่งที่ชัดเจนอย่างสุดโต่งในหนังเรื่องนี้ เพราะแม้แต่เราก็มองออกว่าสจ๊วตคือสิ่งที่ "ไม่ใช่" แบบที่คนอื่นในเรื่องเป็นและไม่ว่ายังไงก็คงไม่มีปาฏิหารย์ที่ว่า เขาจะกลายเป็นคนขึ้นมาได้ในที่สุด
แต่สิ่งที่ทำให้ความแตกต่างนั้นหมดไปก็คือ ความรักและความเอาใจใส่ นายและนางลิตเติ้ลนั้นต่างปฏิบัติต่อสจ๊วตดังลูกคนหนึ่งจริงๆ และพยายามที่จะทำให้สจ๊วตสามารถปรับตัวกับครอบครัวของเขาให้ได้ ทั้งคู่ไม่เคยคิดรังเกียจที่สจ๊วตเป็นหนู แต่กับปฏิบัติและให้การยอมรับเหมือนเขาเป็นคนคนนึง
ในตอนจบนั้นสจ๊วตก็พบว่าไม่ว่าเขาจะเป็นอะไร ไม่ว่าเขาจะต่างไปจากคนอื่นๆขนาดไหน แต่เขาก็เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวลิตเติ้ลที่ยอมรับเขาในแบบที่เขาเป็น(รวมไปถึงสโนว์เบลด้วย) จุดสำคัญของการเป็นครอบครัวนั้นไม่ใช่ว่าสจ๊วตจะต้องกลายเป็นคนเหมือนกับคนอื่นๆเขาถึงจะเป็นครอบครัวได้ แต่แค่ทุกคนรักและยอมรับเขาในแบบที่เขาเป็น เขาก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงแค่หนูก็ตาม

จุดที่ประทับใจเรามากที่สุดก็คือการนำเสนอเรื่องราวในเชิงเปรียบเปรยได้อย่างลึกซึ้ง แม้ว่าประเด็นที่นำเสนอนั้นค่อนข้างจริงจังและซีเรียสพอสมควร ลองสมมุติภาพว่า ถ้าในเรื่องนี้สจ๊วตลิตเติ้ลไม่ได้เป็นหนู แต่เป็นคน เป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีใครรักและเป็นเด็กที่มีความต่างจากคนอื่นในสังคมสุดๆ เช่นเป็นเด็กต่างด้าว เด็กพิการอะไรแบบนั้นดู ก็จะเห็นว่าหนังเรื่องนี้สามารถกลายเป็นหนังดราม่าหนักๆได้เลยทีเดียว
(ลองอ่านทบทวนข้อความข้างบนอีกครั้ง แต่เปลี่ยนจากคำว่าหนู เป็นเด็กกำพร้าก็จะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น)
เมื่อรู้สึกอย่างนี้แล้ว ทำให้เรารู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวหนังอยางลึกซึ้งมากกว่าตอนที่ดูครั้งแรกหลายเท่า โดยเฉพาะในตอนที่สจ๊วตโดนสโนว์เบลหลอกเข้าใจผิดคิดว่า นายและนางลิตเติ้ลและจอร์จรังเกียจเขา หลังจากที่เขาเดินทางกลับมาที่บ้านอย่างยากลำบากและพบเพียงบ้านที่ว่างเปล่า ทั้งๆที่ทุกคนกำลังออกไปตามหาเขาอยู่ หรือกับตอนที่สโนว์เบลสำนึกผิดและออกไปช่วยสจ๊วตให้รอดพ้นจากฝูงแมวก็เป็นจุดที่น่าประทับใจมากเหมือนกัน
ในที่สุดแล้วทุกคนก็กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างมีความสุข และหนังก็จบลงโดยที่เราไม่ต้องดูต่อก็รู้แล้วว่าทุกอย่างจะต้องลงเอยด้วยดี แม้ว่ามันอาจจะเป็นมุมมองที่เพ้อฝันและ Positive เกิน แต่มันก็ทำให้เรารู้สึกประทับใจมากพอสมควร และรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่มากกว่าหนังสำหรับเด็ก โดยเฉพาะในส่วนของสาระสำคัญที่หนังต้องการนำเสนอ
ในส่วนของ CG พอมาดูดีๆแล้วพบว่าตัวสจ๊วตทำออกมาได้สวยกว่าในภาคสองที่ดูเหมือนตัวคอมพิวเตอร์มากเกินไปและไม่เนียนอย่างรุนแรง ในภาคแรก สจ๊วตดูมีความนุ่มนวลมากและในบางซีนให้ความรู้สึกเหมือนดูการ์ตูนสตอปโมชั่นซึ่งมีความละเอียดมากกว่างานคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวมากนัก ถือว่าแค่ดูเอาเทคนิคการสร้างตัวหนูก็คุ้มค่าแล้วล่ะครับ
บทหนังเรื่องนี้เขียนโดย M. Night.Shyamalan (เพิ่งมารู้ทีหลัง) ซึ่งสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ดีว่า แม้กระทั่งหนังสำหรับเด็ก เขาก็สามารถดัดแปลงเนื้อหาจากหนังสือและนำเสนอในจุดที่น่าสนใจได้ไม่ต่างจากงานกำกับของเขาเลย ทำให้ไม่แปลกใจที่จะรู้สึกประทับใจกับมุมมองลึกๆที่หนังพยายามนำเสนอไว้ได้อย่างลงตัว

หวังว่า คุณเองก็คงจะพบที่ที่คุณสามารถเรียกว่าครอบครัวได้เหมือนที่สจ๊วตเจอแล้วนะครับ
ป.ล. ไม่แนะนำให้ดู Stuart Little ภาคสองอย่างรุนแรง เพราะหนังสร้างโดยไม่อิงจากบทประพันธ์หนังสือเดิม และแต่งเรื่องใหม่จนกลายเป็นหนังสำหรับเด็กมากเกินไปจนขาดเสน่ห์ในแบบที่ภาคแรกมีสุดๆ

































