Rabbit-Movie-Review

นานมากแล้วจริงๆนะครับ ที่ผมไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปดูอะไรใหม่ๆในโรงหนังกับเขาบ้างเลย ได้แต่เห็นตัวอย่างหนังแล้วก็รู้สึกอยากดูๆ แล้วก็ได้แต่มองตาละห้อยในตอนที่มันออกจากโรงไปแล้วทุกที แต่ถึงอย่างงั้นก็ยังมีบางอย่างที่ผมไม่สามารถพลาดได้เลยจริงๆ นั่นก็คือหนังจำพวกภาคต่อที่อยู่ในดวงใจทั้งหลายนั่นล่ะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแฮรี่พอตเตอร์ ที่เป็นแฟนหนังสือมาตั้งแต่แรกเริ่ม ต่อให้ยุ่งยังไงก็ต้องหาทางเจียดเวลาไปชมให้ได้แน่นอน

[คำเตือน ] บทความที่จะเขียนต่อไปนี้มีเนื้อหาที่เล่าถึงตัวหนัง ถ้าใครไม่อยากรู้เรื่องก่อนหรือกะว่าจะรอดูตอนฉายในบิ๊กซีนีม่า ก็ขอให้มาอ่านเอนทรี่นี้วันหลังละกันนะครับ ขืนใครมาอ่านแล้วบ่นว่าสปอยทำไม เดี๋ยวได้เจอ เซกตรัม เซมปร้าแน่ๆ!!

Harry Potter and The Half-Blood Prince เป็นตอนที่ 6 ในเรื่องราวของแฮรี่ พอตเตอร์ เด็กหนุ่มผู้มาพร้อมกับรอยแผลเป็นสายฟ้าฟาดกลางหน้าผาก ซึ่งได้รับมาจากจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ในโลกเวทมนตร์ โวลเดมอร์ท โดยที่ต่างฝ่ายต่างก็มีชะตากรรมที่ต้องห้ำหั่นกันในท้ายที่สุดตามคำทำนาย

เรื่องราวในภาคนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อโลกเวทมนตร์เริ่มระส่ำระสายอย่างรุนแรง เกิดความวุ่นวายมากมายหลังจากการกลับมาคืนอำนาจอีกครั้งของโวลเดมอร์ท ที่เหิมเกริมถึงขนาดบุกเข้าไปในกระทรวงเวทมนตร์ในภาคก่อน เดรโก มัลฟอย ถูกมอบหมายให้รับภารกิจสำคัญในการทำลายฮอกวอร์ต โดยมีแต่แฮรี่ พอตเตอร์เท่านั้นที่ระแคะระคายในเรื่องนี้และต้องหาทางยับยั้งให้ได้ นอกจากนั้นยังมีภารกิจลับบางอย่างที่ดัมเบิลดอร์ พ่อมดเพียงหนึ่งเดียวในโลกเวทมนตร์ที่สามารถต่อกรกับโวลเดมอร์ทได้ มอบหมายให้เขาทำ ซึ่งมันอาจจะเป็นภารกิจสุดท้ายที่ทั้งคู่จะได้ทำร่วมกันก็เป็นได้... 

เอาเป็นว่าสำหรับเรื่องย่อคร่าวๆก็แค่นี้ละกันครับ ขี้เกียจอธิบายมาก หนังในภาคนี้ยังคงกำกับโดย เดวิท เยตท์ ผู้กำกับคนเดิมจากภาค 5 และคาดว่าจะได้ทำต่อในภาค 7.1 และ 7.2 ที่กำลังเปิดกล้องอยู่ในตอนนี้ด้วย(ซอยเป็นสองตอนซะอย่างกับ Kill Bill แน่ะ)

ลองย้อนกลับไปดูแล้ว ซีรี่ยส์หนังชุด แฮรี่ พอตเตอร์นี้ก็ได้ผ่านมือของผู้กำกับมามากมาย นับดังแต่ คริสโคลัมบัสในภาค 1 และ 2 อัลฟองโซ คัวรอน ในภาค 3 และ ไมค์ นีเวลในภาค 4 ซึ่งทำให้ในแง่ความต่อเนื่องแล้วมีความแตกแยกในตัวมันอยู่พอสมควรจนเหมือนหนังคนละเรื่อง โดยเฉพาะภาค 1,2 และ 3 ที่กำกับในแบบตามใจฉันมากเกินไป จนได้เป็นหนังแฮรี่พอตเตอร์ที่แบบหนึ่งคือหนังที่ทำตามต้นฉบับเป๊ะๆทุกกระเบียดนิ้วจนน่าเบื่อ กับอีกแบบหนึ่งที่ไม่พยายามทำตามต้นฉบับเลยจนน่ารำคาญ (ขอโทษคนที่ชอบภาค 3 ด้วยนะครับ แต่ผมว่ามันเป็นภาคที่แย่พอๆกับ 1 และ 2 เลยล่ะ เพียงแต่แย่ในด้านที่ตรงข้ามกันเท่านั้นเอง)

โดยส่วนตัวแล้วผมจึงเริ่มรู้สึกดีกับหนังชุดนี้มากขึ้น ตั้งแต่ภาค 4 ที่ผู้กำกับพยายามจูนรูปแบบทั้งสองให้เข้าหากันมากขึ้น มีข้อดีในการเล่าเรื่องราวแบบที่สามารถนำมาตอบคำถามในหนังได้เองในตัว(หากว่าตั้งใจดูมากพอ) จนทำให้หนังดูกลมกล่อมและสามารถเอาใจคนดูหนังและคนอ่านหนังสือทั้งสองฝ่ายได้ในระดับหนึ่ง

จนเมื่อมาถึงภาค 5 ที่หนังนอกจากจะดัดแปลงเนื้อหาจากหนังสือมาเป็นหนังได้ดีแล้ว ผู้กำกับยังรู้จักหยอดลูกเล่นใหม่ๆลงไปในตัวหนังที่ทำให้ดูแล้วเพลิดเพลินมากขึ้น ทั้งช่วงที่เป็นแอคชั่น ดราม่า และคอมเมดี้ จนส่วนตัวแล้วผมถือว่าเป็นแฮรี่พอตเตอร์ภาคที่ดีที่สุดในหนังชุดนี้เลย แถมยังเป็นภาคที่ตัวละครใหม่ๆทุกตัวล้วนแต่มีความโดดเด่นน่าประทับใจ และยังช่วยขับเคลื่อนให้หนังมีความน่าติดตามทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอัมบริดจ์ ลูน่า เบลลาทริกซ์ ซึ่งสังเกตได้เลยว่าเป็นภาคแรกที่ตัวละครใหม่ๆถูกคนดูพูดถึงและจดจำได้ (เชื่อหรือไหมว่าภาค 6 แล้ว คนดูบางคนยังจำลูปินไม่ได้เลย)

ด้วยเหตุนี้ในหนังภาค 6 แฮรี่พอตเตอร์กับเจ้าชายเลือดผสมนี้ จึงเป็นภาคที่ผมตั้งความหวังไว้ก่อนดูพอสมควร แม้จะถูกหลายๆคนเตือนว่าหนังค่อนข้างน่าเบื่อและแย่มาก ซึ่งความรู้สึกหลังจากที่ได้ไปดูมาแล้วก็ยังต้องขอยืนยันเช่นเคยครับ ว่าเดวิท เยทต์ เป็นผู้กำกับที่เหมาะจะทำหนังแฮรี่ พอตเตอร์แล้วจริงๆ และคิดว่าดีแล้วล่ะที่เขายังได้ทำต่อไปในภาค 7.1 และ 7.2นั่น (แต่กรุณาเปลี่ยนคนเขียนบทกลับมาเป็นแบบภาค 5 ด้วยจะยิ่งดี)

ในภาคนี้ ว่ากันตามตรงตัวหนังสือก็ใช่ว่าจะสนุกอะไรมากมายแล้วล่ะครับ เพราะเป็นภาคที่เตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตอนจบ ตัวเนื้อเรื่องจึงไม่มีความหวือหวามากมาย มีเพียงข้อมูลจำนวนมากที่ถูกบรรจุใส่มา รวมไปถึงการแตกหักของตัวละครหลายๆตัวที่เปลี่ยนบทบาทของตัวเอง เพื่อให้คนอ่านไปอ่านชะตากรรมของพวกเขาต่อในเล่ม 7 แทบทั้งสิ้น

หนังในภาคนี้แบ่งตัวเองออกเป็นลูกผสมตามแบบชื่อหนังเลย โดยเน้นไปที่ส่วนที่เป็นเลิฟคอมเมดี้ครึ่งนึง และส่วนที่เป็นดราม่าทริลเลอร์อีกครึ่งนึง ดังนั้นแล้วผมจึงไม่แปลกใจที่หนังในภาคนี้จะออกมาดูเรื่อยๆเนิบๆเสียส่วนใหญ่ ซึ่งว่ากันตามตรงต้องขอบคุณผู้กำกับเสียด้วยซ้ำ ที่ยังพยายามเรียงฉากที่ดูน่าตื่นเต้นมาในหนังเป็นระยะๆ อย่างเช่นฉากการถล่มสะพานของเหล่าผู้เสพความตาย ฉากเคที่ เบลล์ถูกตรึงบนท้องฟ้า(นี่เป็นฉากที่ทำออกมาได้อารมณ์เหมือนตอนอ่านหนังสือมากๆ > <) ฉากการต่อสู้ของแฮรี่กับมัลฟอย ฯลฯ

โดยเฉพาะกับฉากที่เพิ่มมาใหม่อย่างการบุกบ้านโพรงกระต่ายก็ถือเป็นช่วงที่ทำได้น่าตื่นเต้นดี แฟนหนังสือหลายๆคนอาจจะรู้สึกว่าใส่มาทำไม แต่ผมคิดว่าการมีฉากนี้ถือว่าดีแล้ว นอกจากจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักในแก่ส่วนแอคชั่นในหนังนิดๆหน่อยๆ การมาเผาบ้านในครั้งนี้ก็น่าจะเป็นการเพิ่มพูนความแค้นที่ต่างฝ่ายมีต่อกันขึ้นด้วยซ้ำ เพราะคุณคงยังไม่ลืมใช่ไหมครับว่าเบลลาทริกซ์ต้องสู้กับใครในศึกสุดท้ายน่ะ ?

แม้ว่าจะเสียดายบ้างนิดหน่อยกับฉากการต่อสู้ในฮอกวอร์ตช่วงสุดท้าย แต่พอลองมาคิดๆดูอีกทีแล้ว ผมคิดว่าการที่หนังเลือกจะให้น้ำหนักกับความตายของดัมเบิลดอร์เป็นไคลแมกซ์หลักนั้น ถือว่าเป็นการให้เกียรติแก่ตัวละครตัวนี้มากทีเดียว  ทั้งยังทำให้หนังมีความเป็นเอกภาพในส่วนดราม่ามากขึ้น ดีกว่าเลือกที่จะใส่ฉากการต่อสู้เข้ามาต่อจนอาจจะทำให้อารมณ์หนังเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่งก็เป็นได้

เพราะถ้านับการสื่อสารเนื้อหาในหนังสือมาเป็นหนังนั้น ก็ยังทำได้ครบถ้วนเช่นเคย แม้จะเปลี่ยนจากการออกมาสู้กับคนที่บุกเข้ามาในฮอกวอร์ตเป็นการที่ทุกคนรวมใจยกไม้คทาส่องแสงสลายตรามารบนท้องฟ้า ก็ถือเป็นการสื่อสารในเรื่องของความร่วมแรงร่วมใจของตัวละคร และการพร้อมที่จะต่อกรกับฝ่ายจอมมารที่นำเสนอได้อย่างมีชั้นเชิงดี

ยิ่งการที่ตัวละครทุกตัวรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ได้ทำอะไรเลย ปล่อยให้ฝ่ายตัวร้ายมาย่ำยีคนที่รักและโรงเรียนของตัวเองฝ่ายเดียวเนี่ย มันยิ่งน่าจะทำให้พวกเขารู้สึกที่จะต้องเอาคืนและลุกขึ้นสู้มากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ และนี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมยิ่งรู้สึกชอบกับความกล้าที่จะดัดแปลง แต่ยังเคารพต่อต้นฉบับของผู้กำกับคนนี้มากจริงๆครับ

อย่างที่บอกไปว่าหนังเรื่องนี้แบ่งตัวเองเป็นสองส่วน นอกจากในส่วนของดราม่าทริลเลอร์แล้ว อีกส่วนหนึ่งที่จะพูดถึงไม่ได้เลยก็คือในพาร์ทที่เกี่ยวกับพัฒนาการทางความรักของตัวละครหลัก ไม่ว่าจะเป็น แฮรี่กับจินนี่ และรอนกับเฮอร์ไมโอนี่ และความสัมพันธ์แบบเพื่อนของแฮรี่กับเฮอร์ไมโอนี่ ซึ่งในส่วนนี้ก็ถือว่าเป็นส่วนที่ทำให้หนังดูมีสีสันต่างออกไปจากภาคก่อนๆดี และสามารถนำเสนออกมาได้ดูสนุกมาก โดยเฉพาะกับลาเวนเดอร์ บราวน์ และ คอร์แมค แม็กคลากเก้น ที่ออกมาทีไรก็ทำให้ฮาได้ทุกที (ว่าแต่คอร์แมคนี่มันหล่อไปไหม...)

พูดถึงหนังภาคนี้แล้วยังมีอีกสองคนที่ลืมพูดถึงไม่ได้ นั่นก็คือ  มัลฟอยและสเนปที่กลายมาเป็นตัวละครที่น่าจับตามองอีกครั้ง หลังจากที่ในภาคก่อนๆกลายเป็นตัวโจ๊กไปเสียส่วนใหญ่ คราวนี้ทั้งคู่กลับมาเป็นหัวใจหลักในการทำให้เรื่องราวเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และตัวหนังก็เปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้เล่นอะไรมากพอสมควร โดยเฉพาะกับมัลฟอยซึ่งน่าจะเป็นการได้แสดงฝีมืออย่างจริงจังครั้งแรกในหนังเลยด้วยซ้ำ และก็ทำออกมาได้ดีเสียเกินคาดด้วยสิ

ตัวละครใหม่อย่าง ศจ. สลักฮอร์น ก็ถูกนำเสนอออกมาได้น่าสนใจขึ้น ทั้งยังมีช่วงเวลาที่น่าจดจำพอสมควร โดยเฉพาะกับบทพูดเรื่องดอกลิลลี่ที่ไม่มีในหนังสือ แต่กลับเป็นซีนอารมณ์ที่แสดงออกมาได้อย่างน่ากินใจมากทีเดียว

รวมไปถึงการเล่นกับภาพอีกหลายๆครั้งที่มีการสื่อความหมายอันน่าสนใจออกมา เช่น รูปหัวใจที่ลาเวนเดอร์ บราวน์วาดขึ้นในกระจกเริ่มละลายออกมาจนดูน่ากลัว หรือซีนที่มัลฟอยเดินออกมาจากห้องหลังจากที่รู้ว่าเหล่าผู้เสพความตายเข้ามาในโรงเรียนแล้ว ขณะที่นักเรียนคนอื่นๆยังใช้ชีวิตแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร แม้กระทั่งงานเลี้ยงคริสมาสต์สไตล์อินเดียของสลักฮอร์นที่ออกมาคนละเรื่องกับในหนังสือเลย แต่ก็ดูเป็นอะไรที่แปลกๆและสนุกสนานดีไม่ใช่น้อย

พูดชมมาเยอะแล้ว ไม่ใช่ว่าหนังภาคนี้จะไม่มีข้อเสียเลยนะครับ หลักๆเลยที่คิดว่าหนังภาคนี้ยังดีสู้กับภาค 5 ไม่ได้ก็คือ การที่ตัวหนังจงใจแบ่งตัวเองออกมาเป็นสองส่วนนั่นแหล่ะครับ เพราะน้ำหนักในส่วนของเลิฟคอมเมดี้ในหนังภาคนี้มีเยอะมาก แม้ว่ามันจะสนุกมากก็ตาม แต่เนื่องจากมันมีมากเกินไปจึงทำให้ประเด็นหลักที่ควรจะนำเสนออย่างเรื่องของเจ้าชายเลือดผสม และการสืบเรื่องฮอร์ครัคเพื่อจัดการกับ โวลเดมอร์ทนั้น มีน้อยกว่าที่ควรจะเป็นพอสมควร

แม้แต่ประเด็นเล็กๆน้อยๆ ที่หนังควรจะให้ความสนใจบ้าง เช่น การร่ายเวทย์ในใจ หรือ รอยไหม้ที่มือของดัมเบิลดอร์ ความสัมพันธ์ของแฮรี่ต่อลูน่าและเนวิลล์(ซึ่งเป็นอีกกำลังหลักรองจากเฮอร์ไมโอนี่และรอน) ซึ่งในตัวหนังก็ถือว่านำเสนอออกมาได้โอเคในระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังคิดว่ายังมีช่องว่างที่จะใส่อะไรเพิ่มเข้าไปได้อีกพอสมควร รวมไปถึงบางตัวละครที่จะมีบทมากในภาค 7 เช่น ดอบบี้ กับ เครทเชอร์ รมต.สคริมเจอร์ ก็ควรจะได้รับการพูดถึงบ้าง เพื่อความต่อเนื่องในความรู้สึกคนดูในภาคต่อไป...

ในขณะที่การแสดงของหลายๆคนได้รับการพัฒนาขึ้น แต่ตัวละครหลักๆอย่าง แฮรี่กับเฮอร์ไมโอนี่ กลับไม่ค่อยมีพัฒนาการเท่าที่ควรเท่าไหร่นัก (ส่วนรอนได้ซีนฮาๆที่ถนัดไปเยอะเลยพอเอาตัวรอดได้) โดยเฉพาะกับตัวแฮรี่ที่มีการแสดงเข้าขั้นไร้อารมณ์สุดๆ จนทำให้บางช่วงบางตอนดูแล้วบอกไม่ถูกจริงๆว่าควรจะรู้สึกอย่างไรกับเขากันแน่ แถมยังทำให้แฮรี่ฉบับในหนังบางทียังดูเหมือนคนละคนกับแฮรี่ในหนังสือมากเกินไปด้วย ยังไม่นับเรื่องที่เคมีดูไม่เข้ากับจินนี่อีก ผมเลยดูยังไงก็ไม่อินกับสองคนนี้จริงๆครับ

งานภาพในหนังเรื่องนี้ถ่ายออกมาได้สวยมากทีเดียวครับ หลายๆฉากดูสวยจนรู้สึกประทับใจมากทีเดียว แต่ด้วยอะไรบางอย่างก็ไม่รู้เหมือนกัน ทำให้ผมรู้สึกว่าเซทติ้งในเรื่องนี้เหมือนไม่ได้อยู่ในเรื่องเดียวกันกับ 5 ภาคที่ผ่านมาจนเหมือนอยู่กันคนละโรงเรียนหรืออยู่คนละโลกเลย ซึ่งก็ถือเป็นจุดที่ไม่ค่อยชอบนิดหน่อยเหมือนกันครับ แต่ถ้ามองในแง่ว่าทำให้ฮอกวอร์ตดูไม่ปลอดภัยเหมือนเดิมต่อไป ก็ถือว่าพอรับได้นะ(ถึงจะขัดๆนิดหน่อย)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Harry Potter and The Half-Blood Prince ก็ยังจัดอยู่ในโซนของหนังที่ทำออกมาได้ดีอีกตอนหนึ่งทีเดียว เป็นอีกภาคหนึ่งที่ผมสามารถดูได้อย่างสนุกสนานและเพลิดเพลินกับอะไรหลายๆอย่างในตัวมันมาก(ถึงมากที่สุด) มีหลายๆซีนที่ประทับใจและนำเสนอออกมาได้สมบูรณ์แบบเหลือเกิน โดยเฉพาะกับฉากร่ายเวทย์ไฟช่วยแฮรี่ของดัมเบิลดอร์เนี่ย ทำออกมาได้ยิ่งใหญ่และคุ้มค่าสมการรอคอยมากครับ ดูแล้วรู้สึกแบบอึ้งมากจริงๆ เพราะถอดแบบจากในหนังสือมาได้เป๊ะๆมาก ดูแล้วรู้สึกว่าดัมเบิลดอร์นี่ช่างยิ่งใหญ่จริงๆ

แต่ก็เข้าใจในส่วนของคนที่ไม่ชอบหรือคิดว่ามันน่าเบื่อนะครับ เพราะว่าถ้าหวังว่าจะดูอะไรเร้าใจกว่านี้ หรือควรมีรายละเอียดตามหนังสือมากกว่านี้ ก็คงจะผิดหวังพอสมควรเหมือนกัน ขนาดผมเองที่คิดว่าหนังโอเคมากๆแล้ว ยังรู้สึกหวั่นๆนิดหน่อยเลยว่าภาคหน้าจะออกมายังไง ในเมื่อในภาคนี้ตัวละครที่ควรจะมีบทมากกว่านี้ยังไม่ได้โผล่สักแอะเลย(อย่างน้อยฉากงานแต่งงานของบิลกับเฟลอร์ก็คงไม่มีแหงๆแล้วล่ะ เหอๆๆ)

ซึ่งมองในแง่ดีมันก็เป็นอะไรที่น่าลุ้นดีนะครับ แล้วผมก็เชื่อใจในตัวผู้กำกับคนนี้ด้วยว่าถึงเขาจะดัดแปลงก็คงทำออกมาในข่ายที่น่าสนใจเสียด้วยสิ เพราะส่วนหนึ่งที่ผมชอบภาค 6 นี้ดีก็ตรงที่ขนาดเป็นคนที่อ่านหนังสือมาแล้ว ยังได้ดูอะไรใหม่ๆที่ต่างออกไปจากในหนังสือเยอะแยะนี่ด้วยล่ะครับ เหมือนกับเวอร์ชั่นหนังสือเราก็สนุกแบบหนึ่ง พอเป็นแบบหนังก็ยังสนุกได้อีกแบบหนึ่ง โดยที่มันยังคงสื่อถึงใจความเดิมๆของในหนังสือไว้ได้ค่อนข้างครบถ้วนดีด้วย นี่ล่ะที่ยอดจริงๆ

สรุปว่าถ้าให้เรียงลำดับและแจกเกรดความชอบของซีรี่ยส์แฮรี่ที่ดูมาจนตอนนี้ก็จะได้แบบนี้ครับ ^^ (วัดตามความสนุกในหนังเมื่อเทียบกันเองในซีรี่ยส์ชุดนี้ แต่ไม่เทียบกับหนังเรื่องอื่นๆนะครับ)

1. Harry Potter and The Order of the Phoenix (A)
2. Harry Potter and The Half-Blood Prince (A-)
3. Harry Potter The Goblet of Fire (B+)
4. Harry Potter The Prisoner of Azkaban (D+)
5. Harry Potter The Chamber of Secrets (D+)
6. Harry Potter The Sorcerer's Stone (D)

และตอนนี้ก็คิดว่าภาค 7 ที่ยังได้เดวิด เยตท์กำกับ ก็คงน่าจะได้อันดับต้นๆอยู่ดี ซึ่งจะเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่ก็คงต้องรอดูต่อไปเมื่อตอนที่หนังได้เข้าฉายนั่นล่ะครับ(ปีหน้าเลยแน่ะ แถมกว่าจะจบจริงๆก็ตั้ง 2011 เชียว ดูตั้งแต่เด็กจนแก่เลย ผม = =” )

ขอบคุณที่ตามอ่านมาจนถึงตรงนี้นะครับ สำหรับวันนี้เขียนยาวมากแล้ว 555 ก็ขอลาแต่เพียงเท่านี้ละกันครับ แล้วพบกันใหม่ในเอนทรี่หน้า บายๆ

ป.ล. สุดท้ายนี้อยากจะบอกมากๆว่าผมก็ชอบลูน่า เลิฟกู้ดที่สุดเลย > < ชอบตั้งแต่ตอนอ่านในหนังสือละ(ทำไมไม่ได้กับแฮรี่นะ) ดูในหนังก็ยิ่งชอบไปใหญ่ ถึงภาคนี้จะโผล่มานิดเดียวแต่ประทับใจมากทุกฉากเลย ยิ่งแบบหัวสิงโตนี่ยิ่งน่าร๊ากกกก หวังว่าภาคหน้าจะมีบทเยอะๆกว่านี้นะครับ 555

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านบลอกกระต่ายขี้บ่นทุกท่าน ขอโทษนะครับที่หายหน้าหายตาไปนานมากจริงๆ กะว่าจะมาเล่านู่นเล่านี่ อยากจะเขียนอะไรต่อมิอะไร ก็ไม่ได้มาเขียนสักที ใครที่รออ่านอยู่ก็ต้องขอโทษด้วยจริงๆนะครับ ที่วันนี้ผมก็จะไม่ได้มาอัพไอ้อะไรต่อมิอะไรที่เคยบอกว่าจะมาอัพเล่าหรอก แหะๆ

ช่วงหลังๆนี่ผมเริ่มรู้สึกว่าเวลาตั้งใจจะเขียนอะไรทีไร ก็จะเกิดอาการตั้งใจมากจนเขียนไม่เสร็จสักที วันนี้เลยขอใช้อารมณ์แบบว่าเกิดอยากจะเขียนก็เขียนเลยบ้างดีกว่า เผื่อจะอัพอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้คนอื่นได้อ่านสมใจอยากบ้าง

ถ้ายังจำกันได้ เมื่อสมัยอดีตกาลนู๊นนนน เคยมีเอนทรี่ประเภทหนึ่งที่กระต่ายขี้บ่นชอบอัพมาก นั่นคือเอนทรี่ Review หนังใหม่ๆ (หรือจริงๆแล้วต้องบอกว่าเอาไว้บ่นถึงหนังที่ไปดูมา) ซึ่งเรื่องล่าสุดที่เคยอัพReviewไว้ก็เป็นหนังที่ใหม่มาก ใหม่โคตรๆ ใหม่รากเลือดเลยครับนั่นคือเรื่อง"เด็กหอ"นั่นเอง(โอ้ววว )

เรื่องของเรื่องคือวันนี้ผมไปดูหนังเรื่อง SpiderMan 3 มานั่นล่ะครับ เนื่องจากกลัวมากว่าพอตั้งใจจะอัพๆแล้วเลื่อนไปเลื่อนมา เผลออีกทีหนังมันคงได้ไปฉายบิ๊กซีนีม่าก่อน ก็เลยเอามาอัพวันนี้เลยละกัน ฮี่ๆๆๆๆ เอาเป็นว่าเขียนจากอารมณ์ที่เพิ่งไปดูมาสดๆน่ะครับ อ้อใครยังไม่ได้ดูไม่อยากโดนสปอยก่อนก็ข้ามเอนทรี่นี้ไปก่อนดีกว่านะขอรับ

สไปเดอร์แมน เป็นเรื่องของเด็กหนุ่มท่าทางอ่อนแอคนหนึ่ง นามว่า ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ที่โชคดีสุดๆเจอแมงมุมกัดใส่มือและดันทำให้เขามีพลังพิเศษขึ้นมา ไม่ว่าจะยิงใยออกจากมือได้(ด้วยการสะบัดมือที่ทำเป็นรูปคาราบาวแดง 45 องศา) ไต่กำแพงได้(นี่มันแมงมุมหรือจิ้งจก) พลังชีวิตก็อึดขึ้น ฟาดยังไงก็ไม่ตาย(เหมือนแมลงสาบ) และอีกมากมายที่ขี้เกียจอธิบาย

ในภาค 1 นั้น เขาสนุกกับการมีพลังพิเศษของตัวเอง แต่ก็ได้เรียนรู้ว่าการมีพลังพิเศษของเขานั้น มาพร้อมกับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่และความรับผิดชอบต่อคนรอบข้างที่ได้รับผลกระทบต่างๆไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นป้าเมย์ หรือแมรี่ เจน วัตสัน สาวที่เขาแอบรักข้างเดียวที่มีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายและเป็นเป้าหมายของอาชญากรร้ายมากขึ้น หรือแฮรี่ ที่ไม่ใช่แฮรี่ พอตเตอร์ แต่มีชะตากรรมเดียวกันนั่นคือพ่อตาย(หรือจะเรียกนิกเนมสั้นๆว่าแฮรี่ พ่อตายก็ได้) เพื่อนสนิทของปีเตอร์ที่จงเกลียดจงชังสไปเดอร์แมนมากที่มาทำให้พ่อเขาตายในตอนท้ายสุด

ในตอนจบของภาคแรกนั้น ปีเตอร์ได้พบว่าทุกคนที่เขารัก ได้แต่เดินจากเขาไปทั้งสิ้นด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ชีวิตที่สงบสุขของเขากลายเป็นภาพในอดีตที่ห่างไกล ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องแลกมากับการมีพลังพิเศษของเขานั่นเอง

ในภาคสอง ปีเตอร์ต้องเจอกับศึกหนักมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาระชีวิตที่มากขึ้น เพื่อนสนิทที่เปลี่ยนไปเป็นศัตรู สาวที่แอบรักที่ไม่เข้าใจภาระที่เขาต้องแบกรับไว้ ป้าเมย์ที่มีสุขภาพทางการเงินย่ำแย่ลงเรื่อยๆ รวมไปถึงการเรียนและการทำงาน ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องคอยดูแลความสงบสุขในเมืองนี้ไปด้วย โดยไม่มีใครสักคนที่จะรู้ว่าเขาต้องพบกับความกดดันมากมายเพียงใด

จุดเด่นที่สุดของทั้งสองภาคนั้นก็คือ การที่ผู้สร้างได้พยายามสื่อให้สไปเดอร์เป็นคนธรรมดาที่สุดถึงที่สุด เขาไม่ใช่ลูกคุณหนูแบบแบทแมน ไม่ได้มียานลำหรูๆไว้ขับเล่นหรือพลังพิเศษที่สามารถใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้แบบขบวนการX-Men ไม่ได้เป็นฮีโร่ดาราที่เปิดเผยตัวเองได้เหมือนพวก Fantastic 4 ไม่ได้มีพรรคพวกไว้ช่วยกระทืบศัตรูเป็นหมู่คณะแบบ Sailor Moon (เอ๊ะ)

แต่SpiderMan เป็นเพียงคนๆหนึ่งที่เผอิญมีพลังพิเศษ และคิดจะใช้พลังนั้นทำให้สังคมมีความสงบสุขขึ้นมามากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ แม้ว่าจริงๆแล้วเขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นเลยก็ได้ เพราะพลังที่ยิ่งใหญ่นั้นต้องมาพร้อมกับภาระที่ยิ่งใหญ่ด้วย ดังนั้นหลายต่อหลายครั้ง ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์จึงต้องมีชีวิตที่ลำบากยากแค้น และถูกกดดันจากคนรอบข้างให้ประสบชะตากรรมรันทดราวกับนางเอกบ้านทรายทองทีเดียว(เอ๊ะ)

ด้วยพลอตและคาแรกเตอร์ที่สุดจะ Underdog ทำให้ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ SpiderMan จะเป็นหนังฮีโร่ที่เป็นที่นิยมที่สุดในยุคนี้(ถ้าเทียบกับซีรียส์ฮีโร่อื่นๆ) เพราะว่าสไปเดอร์แมนเป็นสิ่งที่เราสามารถเข้าถึงได้ง่าย และเป็นตัวแทนของความคิดที่สนับสนุนการทำความดีแบบสุดๆ และถ้าเราเป็นคนดีแล้ว ไม่ว่าเราจะต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายเพียงใด แต่ยังไงในที่สุด คนรอบข้างก็จะต้องเข้าใจและช่วยให้เราผ่านอุปสรรคต่างๆไปได้ในที่สุด

ในภาคสามนี้ในที่สุด ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ก็สามารถประสานให้ชีวิตทั้ง 2 ด้านของเขาไปได้อย่างราบรื่น ทั้งความรักที่มีต่อแฟนสาว แมรี่ เจน วัตสันและภาระกิจพิทักษ์ความสงบแก่มวลมนุษย์ ในฐานะ สไปเดอร์แมน แม้แต่แฮรี่ พ่อตาย เพื่อนรักที่แค้นเขาในฐานะสไปเดอร์แมนก็ดันความจำเสื่อมชั่ววูบจนกลับมาซี้กับเขาเหมือนเก่า ชาวเมืองต่างก็ยกย่องให้เขาเป็นฮีโร่ขวัญใจ ทำให้ชีวิตเขานั้นมีแต่ความสุขสดใสไปหมดซะไม่มี

แต่แล้วศัตรูอันตรายมากมายกลับเริ่มย่างกรายเข้ามาในชีวิตเขามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแซนด์แมน มนุษย์ทรายที่ต้องการหาเงินไปช่วยลูกสาว วีนอม กาฝากต่างดาวที่พยายามหาทางครอบงำจิตใจของปีเตอร์ แฮรี่ พ่อตายที่เริ่มคืบคลานเข้ามาแทรกกลางความรักระหว่างเขาและแมรี่เจนอย่างเงียบๆ รวมไปถึงความกดดันทางด้านการงานจากคู่แข่งนักข่าวจอมโอหัง เอดดี้ บลอค ที่ทำทุกอย่างที่จะมาแทนที่เขาให้ได้

หากเปรียบสไปเดอร์แมนเป็นนักแสดง ก็นับว่าในภาคนี้เขาเป็นดั่งซุปเปอร์สตาร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตการแสดง หลังจากที่ต้องกัดก้อนกินเกลือ กัดฟันทนมรสุมชีวิตมามากมายในภาคก่อนๆ แต่ทว่าความสุขที่มีมากเกินไปนั้นจะส่งผลดีต่อตัวปีเตอร์จริงหรือไม่

คนเรานั้น ไม่ว่าใครโดยลึกแล้วต่างก็ถวิลหาความสำเร็จในชีวิตและการยอมรับจากผู้อื่นทุกคน เมื่อใดที่เริ่มรู้สึกว่าเรามาถึงจุดที่ใครต่อใครต่างพากันชื่นชมแล้ว ก็มักจะเริ่มหลงใหลในชื่อเสียงและคำชมเชยจนเผลอลืมไปว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้นั้นเราต้องผ่านอะไรมามากมายขนาดไหน มีใครที่ร่วมเดินทางส่งให้เรามาถึงจุดนี้ได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ การลืมตัวตนที่แท้จริงของเราไป

เช่นเดียวกับปีเตอร์ เมื่อเขาประสบความสำเร็จมากขึ้น เขาก็เริ่มเหลิงมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขามั่นใจในความเจ๋งของตัวเองมากไปจนโดนแซนด์แมนเล่นงานแพ้ยับเยิน เขาลืมไปว่าการจูบกับสาวอื่นเพื่อจะได้มีภาพสวยๆไว้โปรโมทนั้นคือการไม่ไว้หน้าแฟนสาวของตัวเองจนเมื่อวีนอม(ที่เป็นตัวแทนของด้านมืด)สามารถครอบงำจิตใจของเขาได้ ปีเตอร์จึงกลายเป็นชายหนุ่มอารมณ์ร้าย ผู้หยิ่งยะโส อวดดีต่อคนรอบข้าง เขาเริ่มนำพลังที่มีนั้นมาใช้เพื่อความสุขของตัวเองไม่ต่างอะไรกับตัวร้ายในการ์ตูนไปแทน

จากคนที่เคยต้องการให้คนอื่นเข้าใจในตัวเขา แต่ในภาคนี้ปีเตอร์ก็ลืมคิดไปว่าคนรอบข้างที่รักเขานั้นต่างก็รอให้เขาเข้าใจตัวพวกเขาบ้างเช่นกัน ซึ่งจะมีหลายฉากมากที่เราได้เห็นว่าพลังวิเศษของเขานั้น แม้ว่ามันจะช่วยใครต่อใครในเมืองนี้ได้หมด แต่แท้จริงแล้วมันกลับไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรให้กับแฟนของเขาได้เลย ความไม่เข้าใจกันจึงเริ่มขยายตัวขึ้นเรื่อยๆเหมือนกับกระจกทวิภพของแม่มณีที่ร้าวลงไปตลอดเวลา

ปีเตอร์ที่เริ่มลืมเลือนตัวจนของตัวเองลงเรื่อยๆ ก็มีชีวิตที่ลงเหวไปด้วยพร้อมๆกัน จนกระทั่งเมื่อเขามาถึงจุดแตกหักของชีวิตรักของเขากับแมรี่เจน เขาถึงเพิ่งรู้ตัวว่าจริงๆแล้ว การลืมตัวตนที่แท้จริงนั้น มันคือสิ่งสำคัญที่สุดของปัญหาชีวิตของเขา เช่นเดียวกับการเคียดแค้นเจ็บแซนด์แมนที่ฆ่าลุงของเขา ก็ไม่ก่อให้เกิดความสุขอะไรกับเขาขึ้นมาเลยจริงๆ

จะเห็นได้ว่าปัญหาของสไปเดอร์แมนส่วนใหญ่ในภาคนี้นั้น ไม่ได้มาจากความกดดันจากคนรอบข้างของเขาเหมือนในภาคก่อนๆ แต่มาจากจิตใจและการกระทำของตัวเขาเองทั้งสิ้น วีนอมนั้นไม่ได้ควบคุมปีเตอร์ แต่เป็นเพราะจิตใจของเขาเองที่ยอมให้วีนอมเข้ามาควบคุมเขาได้แซนด์แมนและเอ็ดดี้จะไม่เคียดแค้นเขาเลยถ้าเขาไม่ไปทำร้ายอีกฝั่งหนึ่งก่อน (ซึ่งไม่ได้ทำไปเพราะความถูกต้อง แต่ทำไปเพราะความสะใจส่วนตัว)

ในชีวิตของสไปเดอร์แมนนั้นยังดีที่เขาสามารถกลับตัวได้ก่อนเวลาอันควร แต่ในโลกนี้ยังมีคนอีกมากมายที่พอได้ขึ้นวอแล้วก็ลงมาไม่ได้อีกเลยตลอดกาล ลืมไปทุกสิ่ง ทิ้งไปทุกอย่าง แม้แต่กับคนที่คอยช่วยเหลือตัวเองมาตลอดก็ตาม...

โดยส่วนตัวผมว่าประเด็นหลักในภาคนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ และผู้กำกับก็สามารถนำเสนอออกมาได้ดี เพราะเราจะได้เห็นชัดมากว่า การเปลี่ยนแปลงของสไปเดอร์แมนนั้นเริ่มมาจากไหน และพัฒนาไปจนเป็นสไปเดอร์แมนด้านมืดได้อย่างไร แต่รวมๆแล้วผมว่าภาคสองนั้นสามารถนำเสนอธีมหลักของตัวเองได้ชัดเจนกว่านี้นะครับ

เขียนมาตั้งยาวเหมือนว่าจะชอบมากมาย แต่จริงๆแล้วผมค่อนข้างจะเฉยๆกับภาคนี้พอสมควร เพราะแม้ว่าจะมีประเด็นที่ดีเลิศประเสริฐศรีขนาดไหน แต่เนื่องจากในภาคนี้มีซับพลอตเยอะ และบางประเด็นควรจะให้ความสำคัญกลับคลี่คลายลงได้แบบง๊ายยยง่าย ก็ยิ่งทำให้ช่วงท้ายๆของหนังภาคนี้เป็นอะไรที่การ์ตูนสุดๆไปเลย

ตัวอย่างเช่นความแค้นของแฮรี่กับปีเตอร์ ที่มีกันมายาวนานสองภาค มาในภาคนี้หลังจากสู้กันจะเป็นจะตายกันไปแล้วหลายรอบ อีตาแฮรี่ตอนท้ายก็เกิดจากมาเห็นดวงตาแห่งธรรมกันง่ายๆซะอย่างงั้น ด้วยการที่คุณพ่อบ้านที่คอยดูแลเขามานานมาบอกเขาว่าจริงๆสไปเดอร์แมนคงไม่ได้ฆ่าพ่อเขา ซึ่งดากานดาฟังแล้วอยากจะบอกมากว่า มาบอกอะไรกันตอนนี้ ลุ๊ง ทำไมไม่บอกตั้งกะตอนที่พ่อตายแรกๆล่ะค๊า จะได้ไม่ต้องเคียดแค้นกันมาตั้งสองสามภาค หือ

ฉากการต่อสู้ในภาคนี้หลายๆฉากก็นำเสนอได้ดี แต่เพราะอะไรไม่รู้ผมรู้สึกว่ามันซ้ำๆกับภาคก่อนๆเยอะ(เช่นฉากชีวิตแขวนบนเส้นด้ายของนางเอก แล้วก็กรี๊ดกรี๊ดกรี๊ดจะหล่นแหล่มิแหล่อะไรแบบนี้) ไม่มีฉากเด่นๆสำหรับขายที่น่าประทับใจหรือน่าจดจำเป็นพิเศษ นอกจากตอนสู้กับแซนด์แมนในสถานีรถไฟซึ่งจริงๆผมว่าฉากกรีนกอบลินขี่เรือเหาะมาในงานเฉลิมฉลองในภาค1 หรือฉากการสู้บนรถไฟฟ้ากับดร.ออคโตปุสในภาค2 ยังเป็นอะไรที่น่าจดจำกว่านี้นะ

แถมหลายๆช่วงก็หมุนกล้องสวิงสวายฟึ่บฟั่บมากจนดูไม่รู้เรื่องเลยว่าไอ้พวกนี้มันกำลังทำบ้าอะไรกันอยู่(เช่น ตอนแฮรี่ขี่เสกตบอร์ดสู้กับปีเตอร์ตอนแรก) ที่สำคัญที่สุดคือหลายๆฉากมัน CG มากๆจนรู้สึกเหมือนมาดูหนังอนิเมชั่นยังไงยังงั้นเลย ซึ่งผมว่าภาคก่อนมันเนียนแล้วก็มีสัดส่วนของความเป็นแอคชั่นมนุษย์มากกว่านี้นะ

ที่สุดของที่สุดคือ ฉากที่แฮรี่มาช่วยปีเตอร์ในการปะทะกับแซนด์แมนและวีนอมในตอนหลังเนี่ย เป็นอะไรที่เป็นการ์ตูนมากมาย ตาแฮรี่ที่น่าจะโผล่มาแบบมีมาดขรึมๆหน่อย กลับมาแบบเวอร์ชั่นคนดีโคตรๆ ให้อภัยกันแบบหมดหัวใจไปเลย ซึ่งผมดูแล้วขัดใจ๊ ขัดใจมากเพราะมันขัดกับภาพของกรีนกอบลินจูเนียร์ที่เห็นมาตั้งหลายภาคก่อนอย่างแรง จนยิ่งรู้สึกไปใหญ่ว่า ความแค้นของไอ้สองคนนี้ที่เคยมีมาก่อนนี่โคตรจะไร้สาระเลย พับเผื่อย!!

ในภาคนี้ด้วยความที่มีซับพลอตเยอะและตัวละครก็เยอะ ทำให้หลายๆตัวโผล่มาแบบแค่เล่าเรื่อง แต่ไม่ได้ลงลึกให้เราเข้าใจอะไรมากนัก เช่น เกวน สเตซี่ เพื่อนสาวของปีเตอร์ที่มาสั่นคลอนความรักของแมรี่เจน กับ เอ็ดดี้ ช่างภาพที่พยายามแย่งงานปีเตอร์ ก็เหมือนโผล่มาแค่ให้รู้ว่า โอเค มีความแค้นกันแบบนี้นะๆ แต่ไม่ได้มีความพยายามจะลงลึกอะไรไปให้เกิดความน่าสนใจในตัวละครทั้งสองนี้เลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะกับเอ็ดดี้ที่กลายมาเป็นวีนอมในช่วงท้ายก็ไม่ได้มีความน่าสนใจเท่าตัวร้ายในภาคก่อนๆเลยแม้แต่น้อย(ทั้งๆที่ผมออกจะชอบวีนอมนะ)

นอกจากปัญหาการกระจายบทไม่ค่อยดีแล้ว การเล่าเรื่องในหลายๆช่วงก็ดูเหมือนจะมีปัญหามากขึ้นกว่าเดิม ตัวอย่างเช่นในฉากที่แฮรี่ข่มขู่ให้แม่รี่ เจน บอกเลิกกับสไปเดอร์แมน ก็ดูแล้วสับสนมากว่านางเอกตกลงโดนข่มขู่จริงๆ หรือว่าตั้งใจจะบอกเลิกจริงๆ เพราะฉากเหล่านี้ไม่ปะติดปะต่อกัน และไม่มีเหตุผลอันใดมารองรับว่า เพราะอะไรแมรี่เจนถึงทำเช่นนั้นลงไป ถ้าเป็นเพราะแฮรี่ขู่ฆ่าเธอ ทำไมเธอถึงไม่บอกพระเอกไปตรงๆว่าโดนข่มขู่ หรือถ้าอยากเลิกจริงๆ แล้วทำไมต้องทำเป็นไม่พอใจเมื่อแฮรี่ชมว่าเธอเป็นนักแสดงที่ดี โอ๊ย แบบว่างงจริงๆ

แม้แต่กับแซนด์แมนที่เปิดตัวมาดี น่าเห็นใจ ก็โดนกลืนหายไปในหลายต่อหลายตอน แม้แต่ตอนนี้ผมยังนึกไม่ออกเลยว่า จริงๆแล้วแซนด์แมนมีเหตุผลอะไรกันแน่ที่ไปร่วมมือกับวีนอมในตอนท้าย เพราะแค่โดนสไปเดอร์แมนปล่อยให้จมน้ำจนเอาเงินไปช่วยลูกไม่ทันหรือ? ลูกตายเหรอเลยแค้น?(ก็ไม่เห็นบอก) หรือแค่แค้นเฉยๆ?(ซึ่งมันขัดกับความเป็นคนดีที่ต้องทำเลวของเขามาตลอดอีก)

แล้วถ้าตอนจบรู้ว่าพระเอกเป็นหลานของคนที่ตัวเองเคยฆ่าไปแบบไม่ได้ตั้งใจ เพราะใครเล่า? ถ้าเอ็ดดี้ในร่างวีนอมเล่า ทำไมถึงไม่ให้อภัยสไปเดอร์แมนตั้งแต่ตอนนั้น ทำไมต้องมาเห็นใจในตอนจบ(มีบอกไม่ได้ตั้งใจจะทำแบบนี้อีกแน่ะ อัดเขาซะน่วมแล้ว) แล้วตอนจบเขาปลิวไปไหน? เอาเงินไปช่วยลูก? ทำไมเพิ่งไปตอนนี้? บอกตรงๆเลยว่าเป็นอะไรที่ผมโคตรจะไม่เคลียร์เลยครับ ตัวละครและพลอตของเจ้าตัวนี้

ที่ดูจะเป็นเรื่องเป็นราวมากที่สุดก็คือเรื่องราวในส่วนของความรักระหว่างปีเตอร์ที่มี่ต่อ แมรี่เจน ที่ทำให้เห็นชัดเจนดีว่าความรักของคนเรานั้นจบลงได้ยังไงอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะกับมุมมองที่เกิดจากความไม่เข้าใจกันของความเป็นชายและความเป็นหญิง ที่ผมว่าถ่ายทอดออกมาได้เห็นภาพชัดเจนดีทีเดียว

ในขณะที่ตัวความสัมพันธ์ระหว่างปีเตอร์ กับแฮรี่ที่เกิดความจำเสื่อมขึ้นมา ก็เป็นพลอตที่ทำให้รู้สึกน่าติดตามดีว่าทั้งคู่จะไปลงเอยกันยังไงในตอนท้าย(ไม่ได้หมายถึงแบบ Y น๊า) แต่พลอตทั้งสองส่วนนั้นก็น่าสนใจในช่วงต้นๆกับกลางๆเรื่องเท่านั้นจริงๆ เพราะบทสรุปในตอนท้ายนั้นมันค่อนข้างจะง่ายซะเหลือเกิน

ว่าแต่พูดก็พูดเถอะ ตาคนเล่นเป็นสไปเดอร์แมนภาคนี้นี่สงสัยก่อนมาถ่ายสไปเดอร์แมนนี่สงสัยปล่อยเนื้อปล่อยตัวเกิน ดูแล้วค่อนข้างแก่ อืดและโทรมกว่าภาคก่อนๆมากกกกกกกก(โดยเฉพาะช่วงเอาผมปัดลง รับไม่ได้! คุณกระต่ายรับไม่ได้!)ในขณะที่แม่นางแมรี่ เจนก็โทรมพอๆกัน ภาคแรกก็ว่าไม่ค่อยสวยแล้ว ภาคนี้ยิ่งไม่สวยเข้าไปใหญ่ ในทางตรงกันข้ามตาคนเล่นเป็นแฮรี่ พ่อตายนี่หน้าตาดูดีขึ้นเยอะจริงๆ(หรือเพราะภาคนี้มีฉากให้ยิ้มแย้ม กุ๊กกิ๊กๆเยอะขึ้น)จนชักไม่แน่ใจละว่าใครมันเป็นพระเอกกันแน่เนี่ย ส่วนตัวละครใหม่ๆในภาคนี้ไม่มีตัวไหนประทับใจเป็นพิเศษยกเซตครับ

สรุปแล้วในไตรภาคของ SpiderMan เรียงตามลำดับความชอบก็คงได้ประมาณนี้ละครับ 2 - 1 - 3 เพราะด้วยเหตุผลที่กล่าวๆไปข้างบนนั่นล่ะครับผม

เอาเป็นว่ารวมๆแล้ว ผมคิดว่าภาคนี้ก็สนุกดีใช้ได้นะครับ แม้ว่าจะไม่ได้ประทับใจอะไรมากมาย แต่ก็ไม่มีอะไรน่าเบื่อตรงไหนเป็นพิเศษเหมือนกัน ใครที่ชอบหนังแอคชั่นอยู่แล้วก็คงไม่น่าจะผิดหวัง ในขณะที่คนที่เป็นแฟนคุณแมงมุมอยู่แล้ว ถ้าไม่หวังมากเกินไปก็น่าจะสนุกกับภาคนี้ได้ไม่ยาก นอกจากหนังจะมีฉากต่อสู้ที่สนุกใช้ได้แล้ว ในส่วนของฉากตลกก็มีมุขฮาๆที่ทำออกมาได้แบบว่าฮามากๆ ใครที่ชอบจิ้นอะไรวายๆ เรื่องนี้ก็มีให้ไม่พลาดเหมือนกันครับ 5555ยังไงก็ไม่เชียร์มากละกัน เพราะยังไงก็คงมีคนไปดูเยอะแล้วล่ะเนอะ ^ ^

เฮ่อ...ไม่นึกว่าวันนี้จะอัพอะไรเสร็จเป็นชิ้นเป็นอันจนได้ ยังไงก็ขอบคุณมากนะครับที่ทนอ่านกันมาจนจบ แฟ้มบุคคลขอปรบมือให้ แปะๆๆๆ ส่วนเอนทรี่ต่อไปจะเป็นอะไรนั้น จะเป็นเรื่องตอนไปบวชหรือไม่ก็คงต้องรอดูกันต่อไป 5555

แล้วพบกันใหม่กับ Entry ครับ บายๆ

สวัสดีครับ ผู้อ่านุทกท่านของบลอกกระต่ายขี้บ่น ก่อนอื่นเลยต้องขอเตือนก่อนไว้ว่า Entry นี้ผมจะเขียนวิจารณ์ + เล่าเรื่องเกี่ยวกับหนังเรื่อง Final Destination ทั้งสามภาคดังนั้นเมื่อเทียบกับเอนทรี่ Review หนังเรื่องก่อนๆแล้ว Entry นี้จะทำให้คุณโคตรโดนสปอยเนื้อหา จุดหักมุม ความโหด ฯลฯ แบบ Triple Spoil เลยทีเดียว ดังนั้น ยังมีเวลาตัดสินใจ ถ้าคุณไม่อยากรู้เรื่องในหนังก่อนหรือยังคิดที่จะไปเช่าหนังเรื่องนี้มาดูทั้งสามภาคโดยไม่เสียรสวรรณคดี ก็กรุณาปิดบลอกนี้ แล้วออกไปเล่นสงกรานต์หรือทำอะไรอย่างอื่นที่มีประโยชน์แทนดีกว่านะขอรับ

คำเตือนที่สองอย่างที่รู้ๆกันว่า กระต่ายตัวนี้มีความโรคจิตเกี่ยวกับการพิมพ์สูง ปกติวิจารณ์หนังเรื่องเดียวก็เขียนยาวจนคนอ่านอ่านกันตาเหลือกแล้ว คราวนี้ Review สามเรื่องพร้อมกัน ไม่อยากอ่านอะไรยาวๆราวคัมภีร์พระไตรปิฏก ก็ขอเชิญกดปุ่มกากบาทแดงด้านบนออกไปได้เลยครับ แล้วพบกันใหม่ Entry หน้าเมื่อผมหายจากโรคพิมพ์ยาวๆนี้ได้แล้วนะขอรับ แต่สำหรับใครที่ยังอยากอ่านอยู่ เราเตือนคุณแล้วนะ อย่ารอช้า เลื่อนลงไปอ่านได้เลยครับ แหะๆๆๆๆๆ

เกริ่นนำ : Final Destination

หากบทโลกเรานี้ มีหนังอย่าง Love Actually ที่นำเสนอว่าเรื่องราวของความรักนั้น แท้จริงแล้วมันวนเวียนอยู่รอบตัวเราทุกคน( Love Actually Is All Around) ผมก็เชื่อว่า หนังอย่าง Final Destination นี้ คงจะบอกคุณได้ดีเหมือนกันว่า ความตายนั้นแท้จริงๆมันก็อยู่ทุกหนทุกแห่งใกล้ๆกับตัวเราเหมือนกันนั่นแหล่ะ

Final Destination เป็นหนังสยองขวัญที่พยายามหาจุดขายให้มีความแตกต่างออกไปจากเรื่องอื่นๆที่เคยมีมา แต่ความแตกต่างที่ซีรี่ยส์หนังเรื่องนี้ทำได้นั้น แทบจะเรียกได้ว่าเป็นไอเดียที่สุดจะบรรเจิดไอเดียหนึ่งบนโลกแห่งภาพยนต์เลยทีเดียว เพราะแทนที่จะไปงมโข่งอยู่กับ สัตว์ประหลาด ฆาตกรโรคจิตที่มีภาคต่อไม่รู้จักจบจักสิ้น หนังเรื่องนี้กลับใช้ความตายมาเป็นตัวไล่ล่าตัวละครในเรื่องแทน ซึ่งผลที่ได้มาเป็นความหฤโหดครั้งใหญ่ที่แสนจะโดนใจคอหนังสยองขวัญอย่างผมสุดๆเลยทีเดียว 5555

แน่ละว่าจุดขายของหนังสยองขวัญ ก็ย่อมต้องเป็นฉากที่สุดโหด ตัวละครในสถานการณ์จนมุม และการหักมุมอันน่าตกตะลึง แต่เรื่องนี้ สิ่งหนึ่งที่โดดเด้งออกมาอย่างรุนแรงนั่นก็คือ ฉากของความตายนั่นแหล่ะครับ แม้จะเป็นจุดขายที่ใช้มากันซ้ำๆทุกภาค แต่มันก็ได้ผลทุกครั้งเมื่อในแต่ละฉากการตายนั้น ได้รับการออกแบบมาอย่างดีเยี่ยมและน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น ลวดพันคอในอ่างอาบน้ำ ,รถเมล์ชนกระทันหัน ,ตายในบ้านที่อุปกรณ์ทุกอย่างคือเครื่องมือความตาย ,บันไดหนีไฟแทงตาย, Air-Bag Attack, ลิฟท์มรณะ , ตู้อบผิวองศาเดือด , กระโปรงรถปั่นหัว , เครื่องยิงตะปู ฯลฯ (คนที่ดูแล้วอ่านแล้วลองนึกภาพแต่ละฉากตามไปด้วยนะครับ จะได้รสวรรณคดียิ่งขึ้น)

นอกจากนั้น การเอาความเชื่อเรื่องความตาย และเวรกรรมมาตั้งคำถามว่า จะเป็นไปได้ไหมที่เราจะหาทางหนีมันพ้นไปได้ คนเราเกิดมา อย่างน้อยๆก็คงต้องกลัวที่จะตายอยู่ดี ถ้าเราเกิดรู้ก่อนได้ว่าเราจะหนีมันได้ คุณจะลองหนีดูไหมล่ะ หรือเราจะยอมตายแต่แรกอาจจะสงบสุขกว่า 55555 แต่เอาเป็นว่าหนังเขาไม่ได้จะมาขายปรัชญาชีวิตอะไรแบบนั้น ดังนั้นก็ข้ามไปเลยดีกว่า

ฉากการตายแต่ละอย่างในหนังเซตนี้ถือว่าเป็นส่วนที่ดีที่สุดที่ทำให้คอหนังทั้งหลายตีตั๋วเข้าไปดูได้(รวมไปถึงผม) และในส่วนเนื้อเรื่องก็ไม่ได้อ่อนยวบยาบหรือถูกละเลยมากไป ทำให้หนังเซต Final Destination นี้จึงเหมาะมากสำหรับใครที่อยากดูอะไรโหดๆแถมหนังสไตล์นี้ถ้าดูพร้อมหน้าพร้อมตากันเยอะๆแล้วจะยิ่งดับเบิ้ลความสนุกขึ้นอีกเท่าตัวทีเดียว (ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน) เป็นหนังสามัญประจำบ้านอีกเซตหนึ่งที่ควรมีเก็บไว้ทุกครัวเรือนอย่างรุนแรง 5555

ในส่วนการวิจารณ์เป็นรายภาค เพื่อให้สะดวกในการพิมพ์ ผมจะขอแบ่งการวิจารณ์ออกเป็น ห้าส่วนด้วยกันนะครับ ได้แก่ 1. ฉากเปิดตัว 2. ความสัมพันธ์ตัวละคร 3.รูปแบบความตาย 4.เนื้อเรื่อง และ5.10นาทีสุดท้ายของหนัง โดยแบ่งเป็นเกรด A B C D Fเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ดังนั้น ถ้าไม่อยากโดนสปอยภาคไหนที่ยังไม่ได้ดู ก็อ่านข้ามๆภาคนั้นไปนะครับ


Fianl Destination 1 : แรกประจักษ์ความตาย

ฉากเปิดตัว B

อเล็กซ์ บราวนิ่ง กำลังจะขึ้นเครื่องบินเดินทางไปปารีสเพื่อทัศนศึกษาพร้อมกับเพื่อนนักเรียนไฮสคูลอีก 40 คน ระหว่างที่อยู่บนเครื่อง ระหว่างรอเครื่อง อเล็กเกิดเห็นลางนิมิตบอกว่าเครื่องบินกำลังจะตก เขาและเพื่อนอีกจำนวนหนึ่ง อันประกอบด้วย ท็อดด์ เพื่อนสนิทของอเล็กซ์ บิลลี่ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่โดนลากลงมาจากเครื่อง เคลียร์ หญิงสาวที่เกิดมีลางสังหรณ์ในคำพูดของอเล็กซ์และสองคู่รัก คาร์เตอร์ กับ เทอร์รี่และ คุณครูลิวตันที่อาสาลงมาดูความเรียบร้อยของเด็กกลุ่มนี้ แต่พวกเขากลับพบว่า เครื่องบินลำนั้น กลับเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริงตามลางนิมิตของอเล็กซ์

พูดถึงภาคนี้ เปิดตัวมาได้น่าสนใจดีนะครับ โดยเฉพาะการไล่อารมณ์มาตั้งแต่เริ่มต้น ที่อเล็กซ์เริ่มเห็นลางมรณะที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่น จากป้ายบอกเวลา เพลงในห้องน้ำ เด็กทารกร้องไห้แถมตอนฝันเห็นการตายบนเครื่องบินนี่อารมณ์สมจริงมากๆใครสงสัยว่าตอนเครื่องบินตกจะเป็นยังไงให้ไปหาหนังเรื่องนี้มาดูเลยครับ สมจริงสุดๆ โดยเฉพาะตอนเครื่องบินส่วนหน้าหักออกแล้วเพื่อนร่วมเครื่อง ลอยออกไปเรื่อยๆ แหม๊ ได้ใจจริงๆ 555555

ความสัมพันธ์ตัวละคร C+

ในภาคนี้ความสัมพันธ์ตัวละครก็ถือว่าทำได้ดีในระดับหนึ่ง ทุกคนมีความเชื่อมโยงกันและกันพอจะทำให้เกิดเหตุการณ์นั้นๆขึ้นมาได้อย่างไม่ประดักประเดิก โดยเฉพาะตัวนางเอกที่มีลักษณะออกแนวมีปมด้อยนิดหน่อยก็ทำให้ตัวหนังน่าสนใจขึ้นดี แต่ก็อย่างว่าละครับ เวลาเจอสถานการณ์วิกฤติร่วมกันไม่ว่าใครก็ต้องสนิทกันมากขึ้นอยู่แล้วโดยอัติโนมัติละนะ โดยเฉพาะกับความตาย

รูปแบบความตาย B+

(เรียงตามลำดับ) เครื่องบินระเบิด,โดนเชือกตากผ้ารัดคอในอ่างที่ลื่นไปด้วยสบู่เหลว, รถเมล์ชนอย่างกระทันหัน, ตายโดยอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้าน, เศษชิ้นส่วนรถปาดหัวส่วนบนหลุด , ป้ายโฆษณาปลิวมาชน , หินหล่นทับ , โดนระเบิดในโรงพยาบาล

ในภาคนี้มีการดีไซน์ฉากความตายได้น่ากลัวหลายฉากมาก แต่อันที่ผมชอบมากที่สุดมีสองอัน คือ การตายของทอดด์ ในอ่างอาบน้ำ ฉากนี้เป็นฉากที่เริ่มต้นเทศกาลการล่าเรียงคิวและทำได้อย่างสมจริงมากจนน่ากลัว(เวลาไปพักโรงแรมแล้วเห็นลวดตากผ้านี่ไม่กล้าเข้าใกล้เลย) และอีกฉากหนึ่งที่ประทับใจสุดๆก็คือครูลูซี่ที่ตายในบ้านนั่นแหล่ะครับ ฉากนี้เป็นฉากการตายที่สยองฉากหนึ่งที่ดูแล้วซึ้งมากว่า Death Is All Around จริงๆ ดูแล้วสยองจนต้องหันมาดูตัวเองเลยว่าเคยทำแบบนี้บ้างหรือเปล่า (เอาน้ำไว้ใกล้คอม,เทน้ำร้อนน้ำเย็นใส่แก้วเดียวกัน, ต้มกาน้ำไว้จนลืม ฯลฯ) กว่าครูแกจะได้ตายสมใจนี่เล่นเอาสยองเลย 55555 (แต่เป็นฉากที่ประทับใจคอซาดิสต์อย่างผมจริงๆ)

เนื้อเรื่องโดยรวม C+

จริงๆเพราะว่าภาคแรกนี้เป็นภาคแรกด้วยละมั้งครับ อะไรๆทุกอย่างเลยดูสดใหม่ไปหมด ทั้งรูปแบบการตายที่สุดครีเอท อารมณ์สยองที่ลุ้นว่าความตายจะมายังไง รูปแบบไหน การสร้างสถานการณ์ความตายที่ดูจะหนีไม่ได้ แต่ค่อยๆหาทางแก้จนออกมาได้เป็นการช่วยกันโกงความตายเพื่อเปลี่ยนลำดับ จริงๆแล้วผมนึกไม่ออกจริงๆนะครับ ว่าจะทำยังไงมันถึงจะหนีพ้น แต่ทางแก้ในหนังนั้นก็ทำออกมาได้น่าเชื่อถือในระดับหนึ่งทีเดียว(แม้ว่าสุดท้ายก็จะไม่สำเร็จก็เถอะนะ) ดังนั้นถึงจะมีจุดด้อยยังไง แต่ก็ได้ความรู้สึกสดใหม่มาเป็นตัวลดจุดด้อยนั้นลงไปได้พอสมควร

10 นาทีสุดท้าย A+

สิ่งที่ทำให้หนังยังอยู่ในดวงใจได้ในถึงทุกวันนี้ก็คือ ตอนสุดท้ายของหนังเนี่ยแหล่ะครับ(ป้ายโฆษณาปลิวมาหาคาเตอร์) จำได้ว่าตอนที่ดูเนี่ยเหวอไปเลยว่าจบแบบนี้จริงๆอ่ะ สุดยอดมากๆๆๆๆๆ จริงๆแล้วช่วงท้ายๆของภาคนี้ถือว่าเป็นภาคที่ดีที่สุดในบรรดาทั้งสามภาคเลยนะครับ ไล่มาตั้งแต่ฉากการหนีตายในบ้านนางเอกที่ดูไร้ทางรอดมากๆ(ชอบฉากที่ไฟฟ้าชอตทั่วบ้านนางเอกจริงๆ ดีไซน์สวยมากเลย) มายันฉากป้ายโฆษณาเนี่ยเด็ดสุดๆ


Final Destination 2 : วิบากกรรมหนีตาย

ฉากเปิดตัว A+

คิมเบอร์ลี่ คอร์แมน ตัดสินใจไปเที่ยวกับเพื่อนๆอย่างมีความสุขในฤดูร้อน แต่เธอกลับเกิดลางนิมิตถึงเหตุการณ์ต่างๆบนถนนไฮเวย์นั้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงตะโกนบนรถเมล์ ของเล่นของเด็กและภาพความตายสุดสยองบนไฮเวย์ด้วยความตกใจ จึงทำให้เธอต้องทำบางสิ่งบางอย่าง คิมเบอร์ลี่จึงขวางทางรถและในที่สุดอุบัติเหตุสยองสิ่งนั้นมันก็ได้เกิดขึ้นจริงๆตามนิมิตของเธอทำให้คนกลุ่มหนึ่งรอดตายจากความตายครั้งนี้ได้ ก่อนจะพากันไปตายเรียงคิวในอนาคตอันใกล้ต่อไป

จริงๆตอนแรกที่เข้าไปดูภาคนี้ก็คิดอยู่ว่า มันจะมีอะไรให้น่าติดตามอีกเหรอ กับหนังที่ใช้พลอตซ้ำๆอย่าง Final Destination 2 คำถามนี้ของผมถูกปัดประเด็นออกไปไกล(มาก) เมื่อได้เห็นฉากวินาศกรรมบนไฮเวย์นี่ละครับ แบบว่ามัน สมจริง สยอง หฤโหด และได้ความรู้สึกใกล้ตัวอย่างรุนแรงมากกว่าภาค 1 มากๆๆๆๆ(รวมไปถึงภาคสาม) จนอยากมอบรางวัลฉากสยองขวัญดีเด่นให้เลย จริงๆแล้วพูดถึงอุบัติเหตุบนท้องถนนเนี่ย มันเป็นเรื่องใกล้ตัวนะครับ และหลายๆอย่างมันก็เป็นสิ่งที่ผมเคยกลัวอยู่แล้ว เช่นเวลาขับรถตามพวกรถแกสหรือรถบรรทุกของหนักๆเนี่ย เคยสงสัยเหมือนกันว่าถ้าเชือกมันหลุดออกมามันจะเป็นไรไหมนะ ซึ่งในหนังมันตอบคำถามนี่ผมได้จะแจ้งและสมจริงมากจนหลอนไปหลายวันทีเดียว 55555

เอาเป็นว่าแค่เข้าไปดูฉากเปิดตัวนี้อย่างเดียว ผมก็รู้สึกคุ้มค่าตั๋วมากแล้วล่ะครับ อย่างอื่นนี่กลายเป็นน้ำจิ้มไปเลยสำหรับผม 55555

ความสัมพันธ์ตัวละคร B+

สิ่งหนึ่งที่ผู้กำกับหนังภาคนี้ทำได้ดีกว่าผู้กำกับภาคแรกก็คือ การเน้นในส่วนความสัมพันธ์ของตัวละครให้มีความมั่นคงมากขึ้น ในภาคนี้ตัวละครทุกคนไม่ได้รู้จักกันแต่แรก แต่ทุกคนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อเอาตัวรอดให้ได้ ดังนั้น ความรู้สึกลุ้นในตัวละครจึงมีมากขึ้นกว่าภาคแรกหลายเท่า และไม่เกิดตัวละครที่ตายโง่ๆเพราะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไร้สาระก่อนจะประจักษ์ได้ก็เมื่อสายไปแล้วที่สำคัญไม่ใช่ว่านางเอกเท่านั้นที่มองเห็นนิมิตได้ แต่ทุกคนก็สามารถเห็นได้เช่นกัน ความสัมพันธ์รูปแบบใหม่นี้จึงทำให้หนังดูมีพลังขึ้นมามากกว่าภาคแรกมากซึ่งอันนี้ผมถือว่าสำคัญนะครับ เพราะถ้าหนังไม่ทำให้เกิดความรู้สึกเอาใจช่วยกับตัวละครบ้างเลย ก็ถือว่าล้มเหลวมากๆครับ

ดังนั้นตัวละครในภาคสองนี้ จึงมีมิติมากขึ้น ไม่แบนราบหรือตายจากไปโดยที่คนดูไม่ได้ใส่ใจ มากไปกว่านั้น หนังยังพยายามทำให้เราเกิดความรู้สึกรักตัวละครได้ในเวลาสั้นๆ ตัวอย่างหนึ่งที่ผมถือว่าคนเขียนบททำได้ฉลาดมาก ก็ในฉากที่ ผู้ชายคนหนึ่งที่ปกติเป็นคนเหลวแหลกอยู่ตลอกเวลา วานให้คิมเบอร์ลี่ช่วยเอายาเสพติดกับหนังโป๊ในห้องตัวเองไปทิ้งด้วย ถ้าตัวเองตาย ฉากนี้ผมขำมากนะครับ ก่อนจะมาอึ้งเมื่อตอนผู้ชายคนนี้พูดต่อว่า " ทิ้งไปให้หมด ไม่ว่าอะไรก็ตามที่จะทำให้แม่ของเขาเสียใจ"

หรือตัวละครอื่นๆอย่างเช่น คุณแม่ที่เสียลูกไปจนหมดกำลังใจในชีวิต หรือแม้กระทั่งสาวนักธุรกิจที่ออกแนวเห็นแก่ตัว แต่ก็ยังมีใจบอกให้นางเอกและพระเอกไม่ต้องเป็นห่วง และตามหาผู้หญิงท้องที่เป็นผู้กำชะตาชีวิตทุกคนไว้ ทั้งๆที่ตัวเองยังติดอยู่ในรถเพราะโดนซุงเสียบขาสิ่งเล็กๆน้อยๆอย่างนี้ทำให้คนดูจดจำตัวละครนั้นได้ มากกว่าเป็นใครที่ไหนที่ตายๆไปเถอะ แม้จะไม่มากมายอะไรแต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าจดจำในภาคนี้ดีทีเดียว หรือแม้แต่การนำ เคลียร์ กลับมาอยู่ในฐานะผู้ช่วยเหลือนางเอกในภาคนี้ก็ถือว่าเป็นการเชื่อมโยงที่ทำได้น่าสนใจทีเดียว

รูปแบบความตาย B

(เรียงตามลำดับ) วินาศกรรมบนไฮเวย์, บันไดหนีไฟแทงตา , กระจกหล่นทับจนร่างแหลกเหลว , ลีฟท์หนีบคอจนขาด , Air-Back Attack , ลวดปลิวเฉือนร่างขาดเป็นชิ้นๆ , ระเบิดในโรงพยาบาล

ในภาคนี้ เป็นภาคที่รู้สึกว่าการตายเริ่มกว้างขึ้น ไม่วนเวียนอยู่กับเครื่องใช้ในบ้านหรือของใกล้ตัวมากเหมือนภาคแรก แต่ก็มีหลายๆอย่างที่ทำให้อินได้ไม่ยาก เช่น บันไดหนีไฟ ลิฟท์ สถานที่ก่อสร้าง ร้านหมอฟัน แต่ที่โดนมากที่สุดในภาคนี้ก็เห็นจะเป็นฉากวินาศกรรมบนไฮเวย์เนี่ยแหล่ะ มันยอดมากจนน่าประทับใจเลย ฉากการตายที่ผมชอบมากๆก็อย่างเช่น ตอนที่ท่อนซุงกลิ้งลงมาก่อนพุ่งกระแทกใส่รถของตำรวจ(ในนิมิตนางเอก) ฉากนี้ผมว่าทำได้น่ากลัวอย่างมีชั้นเชิงมากนะครับ เช่น ซุงที่กระแทกใส่รถพระเอกทะลุออกมาพร้อมคราบเลือดเกรอะกรัง แม้ว่าเราไม่ต้องเห็นว่าซุงนั้นทะลุหัวพระเอกไปอย่างไร แต่เราก็รู้สึกสยองได้ในฉากนั้น ซึ่งฉากนี้ผมเรียกว่าเป็นการเล่นกับความรู้สึกคนดู โดยไม่ต้องเน้นความแหวะเลย(ซึ่งหลังๆเราจะเห็นว่า หนังไทยหลายๆเรื่องเข้าใจว่า หนังสยองขวัญคือหนังที่ต้องมีแต่ฉากแหวะๆ เห็นกันจะๆ อย่างไม่มีชั้นเชิง ซึ่งมันไม่ใช่นะครับผมว่า )

ในส่วนการตายอื่นๆ ก็ทำได้น่าตื่นตาตื่นใจและเล่นกับอารมณ์คนดูได้ดี เช่นฉากบันไดหนีไฟที่ทำท่าว่าจะไม่แทงแล้ว แต่ก็แทงลงมาทะลุตาให้คนดูเห็นกันเต็มๆ ฉากนั้นผมแทบปิดตาดูเลย ขนาดว่าเป็นคอหนังสยองขวัญนะเนี่ย หรืออย่างฉากลิฟท์หนีบคอนี่ เสียงลิฟท์ที่ดันขึ้น กับเสียงกระดูกคอที่กำลังแตก และคุณแม่ที่กล่าวออกมาเป็นคำสุดท้ายว่า "ชั้นยังไม่อยากตาย" พร้อมเลือดทะลักออกจากปากแล้วคอเธอก็ขาดออกมา ฉากนี้สยองได้ใจจริงๆ หรือฉากเล่นล่อเอาเถิดในร้านหมอฟันทำให้ลุ้นได้หลายรอบมากว่า ลูกชายจะตายยังไง(อุปกรณ์ในร้านก็น่ากลัวๆทั้งนั้น)

น่าเสียดายว่า หลังๆคนเขียนเกิดหมดมุขหรือไรก็ไม่ทราบได้ ช่วงครึ่งหลังของเรื่อง ตัวละครถึงได้ตายกันรวดเร็วราวใปไม้ร่วงไปเสียหมดแบบนั้น ซึ่งนี่ถือเป็นจุดที่คิดว่าเป็นจุดด้อยจุดหนึ่งของภาคนี้เลยละครับ

เนื้อเรื่องโดยรวม A

เนื้อเรื่องเป็นอีกจุดหนึ่งที่ผู้กำกับคนใหม่นี้เติมเต็มให้แก่ซีรี่ยส์นี้ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นกว่าภาคแรก สิ่งที่ทำให้หนังมีความน่าติดตามไปจนจบก็คือ การใส่ลูกเล่นต่างๆเข้ามาเรื่อยๆในซีรียส์นี้ ไม่ว่าจะเป็นการพยายามเชื่อมโยงกับเรื่องราวในภาคแรกได้อย่างลงตัวและสมจริง ทั้งการพุดถึงเหตุการณ์เครื่องบินตก การนำตัวละครเคลียร์กลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์ หรือการเอาความตายในภาคที่แล้วมาเชื่อมกับการโกงความตายของคนในภาคนี้ ทำให้คนดูมีความรู้สึกถึงความต่อเนื่องกันของทั้งสองภาคอย่างมีเหตุผล

และที่สมจริงๆมากก็คือเรื่องเงื่อนไขในการหนีความตายของภาคนี้ จริงๆแล้วก็อย่างที่บอกนะครับ ว่าเรื่องของการหนีความตายเนี่ยดูยังไงก็ไม่น่าจะทำได้ แต่การใช้วิธีตายและฟื้นของนางเอกเนี่ย เป็นทางออกที่ลงตัวเกินคาดมาก คือทำให้คนดูยอมรับได้อย่างไม่มีข้อข้องใจแม้แต่น้อย คือผมคิดว่าถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ก็คงจะมีทางนี้ทางเดียวจริงๆนั่นแหล่ะที่จะเอาชีวิตรอดจากบัญชีความตายนี้ได้ ซึ่งผมว่ากว่าคนเขียนจะคิดออกมาได้ก็คงยากอยู่เหมือนกันนะครับ ต้องขอชมเชยจริงๆที่หาทางออกได้สวยงามขนาดนี้น

10 นาทีสุดท้าย C -

น่าเสียดายมากกว่า กราฟของหนังภาคนี้มีลักษณะพุ่งสูงมากในตอนต้น ก่อนจะแผ่วลงมาเรื่อยๆในตอนกลางๆ และดิ่งวูบมากในตอนท้ายสุด นอกจากฉากสุดตกใจที่เคลียร์ตายในการระเบิดแล้ว ในช่วงท้ายนี้ก็ไม่มีอะไรให้ต้องลุ้น หรือเอาใจช่วยเลยแม้แต่นิดเดียว รวมไปถึงการตายของตัวละครที่ตายติดๆกันแบบง่ายดายมากเกินไป และที่คิดว่าแย่สุดๆก็คือตอนจบที่ ให้เด็กที่เคยถูกพวกพระเอกช่วยไว้ตอนรถชนฟาร์ม ย่างบาร์บีคิวและโดนระเบิดแขนปลิวมาตกใส่จานแม่ ฉากนี้บอกตรงๆว่าเห่ยมากๆ และลดเกรดหนังลงราวๆ 50% จากหนังสยองขวัญที่มีสไตล์ กลายเป็นหนังประมาณสยองขวัญวัยรุ่นตลกๆไร้สติไปซะงั้นเลย รับไม่ได้จริงๆครับฉากจบภาคนี้

อ้อ แต่พอมาลองคิดดูดีๆแล้ว ก็แปลว่าหลังจากนี้นางเอกกับพระเอกภาค 2คงไม่รอดแน่เลย เพราะบัญชีความตายเริ่มเดินอีกรอบแล้ว(ใช่ไหม) คิดอย่างนี้แล้วก็ทำให้หนังเรื่องนี้มีฉากจบที่ดีขึ้นมาหน่อยนึงละนะ


Final Destination 3 : นิทรรศการความตาย

ฉากเปิดตัว C+

เรื่องราวเกิดขึ้น 6 ปี หลังเหตุการณ์ในภาคแรก เมื่อ เวนดี้ และเพื่อนๆ ไปเที่ยวสวนสนุกแห่งหนึ่ง และขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา เวนดี้เห็นภาพเหตุการณ์ล่วงหน้า ว่าเธอและเพื่อนๆ จะประสบอุบัติเหตุตกรถไฟเหาะ จึงบอกให้ทุกคนลงมาก่อนเหตุร้ายนั้นจะเกิดขึ้นจริง มีเพียง 9 คนที่เชื่อเวนดี้ และลงจากเครื่องเล่น ส่วนคนที่ไม่เชื่อก็ยังเล่นต่อไปก่อนจะพบว่ารถไฟเหาะตีลังกานั้นจะเป็นจุดจบชีวิตอันเขย่าขวัญของพวกเขา

ภาคนี้จริงๆพูดถึงการใช้รถไฟเหาะก็น่าสนใจดีนะครับ แต่พอเอาเข้าจริงๆแล้วถือว่าเป็นฉากเปิดตัวที่ด้อยที่สุดในบรรดาสามภาคเลย เพราะการตัดต่อที่ฉับไวและหมุนไปหมุนมามากจนดูไม่รู้เรื่อง แถมยังตามไม่ทันอีกว่าใครจะตายตอนไหน เห็นแป๊บๆก็หลุดไปหมดจนเหลือแต่นางเอกกับพระเอกแล้ว(คือเห็นแต่ตามไม่ทัน จังหวะ+อารมณ์ไปเร็วเกินเหตุ)พูดถึงตอนที่เข้าไปดูก็ถือว่าน่ากลัวในระดับหนึ่งนะครับ แต่พอมานึกๆดูแล้วก็ไม่ได้ประทับใจอะไรตรงนี้มากเท่าไหร่

ความสัมพันธ์ตัวละคร C+

ภาค 3 นี้เป็นภาคที่ตัวละครตายกันไปแบบไร้สติมากที่สุด และเชื่อว่าตายกันไปแบบที่คนดูไม่ได้จดจำอะไรตัวนั้นไว้เลย นอกจากว่ามันตายยังไง สยองแค่ไหน ซึ่งจริงๆมันก็ไมได้เลยร้ายมากนะครับ แต่ถ้าใครหวังว่าจะได้อะไรมากกว่าฉากสยองขวัญโหดๆ อาจจะผิดหวังกับเรื่องตัวละครเหมือนกัน เพราะนอกจากนางเอกกับน้องนางเอกที่มีมุมที่ให้เอาใจช่วยนิดหน่อยแล้ว แม้แต่กับระหว่างพระเอกนางเอก ก็ไม่เห็นว่าจะมีความสัมพันธ์อะไรให้น่าติดตาม ยังไม่ต้องพูดถึงคนอื่นๆนะครับ ตายไปแบบไก่กามากมาย นางเอกกับพระเอกมีหน้าที่แค่เดินเรื่องพาไปดูว่าพวกนี้จะตายยังไงเท่านั้น ตัวละครต่างๆ ต่างไร้ซึ่งปฏิสัมพันธ์กันอย่างรุนแรง

จะมีก็ช่วงต้นๆกับท้ายๆนิดหน่อยนะครับ ที่พอมีอะไรให้จับต้องได้บ้าง เช่นสถานการณ์ที่แฟนตัวเองตายทั้งของพระเอกและนางเอก มิตรภาพและความห่วงใยที่มีอยู่ในความเป็นพี่และน้องของนางเอกและน้องนางเอก รวมไปถึงการเปลี่ยนจากผู้ถูกล่า มาเป็นผู้ล่าอย่างเอียนที่ตั้งใจจะมาฆ่านางเอกในตอนท้าย หลายๆอย่างนี้รวมๆแล้วก็พอให้มีอะไรที่จับต้องได้ในระดับหนึ่ง แต่สำหรับผมแล้วถือว่ายังน้อยไปนะ

รูปแบบการตาย : A

(เรียงลำดับการตาย) รถไฟเหาะดิ่งนรก , โลงศพเครื่องอบผิว , กระโปรงรถเฉือนหัว , ลูกตุ้มมรณะในโรงยิม , ปืนยิงตะปูเจาะหัว , เสาธงพลังเสียบ, พลุมรณะ& ปั้นจั่นรถยกที่ตกลงมาทับ , รถไฟใต้ดินแห่งจุดจบ

แหม จะว่าภาคนี้ไม่มีอะไรให้ดูเลยก็ดูจะผิดไปหน่อย เพราะอย่างน้อยฉากการตายในภาคนี้ถือว่าสุดยอดที่สุดในบรรดาสามภาคแล้วนะ(สำหรับผม) ฉากการตายต่างๆถูกดีไซน์ออกมาเป็นอย่างดีมาก สิ่งที่เพิ่มมาในภาคนี้มากก็คือ ความสมจริง และความสยองอยู่ในระดับที่สมบุณณ์แบบมากๆจนไม่อยากจะเชื่อว่า นี่เป็นฉากในหนังแต่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง และแม้ว่าเราจะรู้อยู่แล้วว่าตัวนี้จะต้องตายแน่ๆในนานนั้น แต่หนังก็ได้ทำการเร้าอารมณ์ได้อย่างดีมาก จนรู้สึกระทึกและเกร็งตามไปด้วย เช่น ฉากที่ผู้ชายผิวดำที่เล่นเครื่องออกกำลังกายหลบดาบพ้น คนดูอย่างเราก็รู้แน่ว่า เดี๋ยวมันจะมีลอต 2 ตามมาฆ่ามันต่อแน่ แต่ระหว่างช่วงหลบดาบได้และก่อนที่ลูกตุ้มจะเหวี่ยงกระแทกหัว ตรงจุดนั้นจะทำให้เราเกิดความรู้สึกระทึกมากว่าลอตที่ 2 ที่ตามมานั้นจะมาตรงไหน อย่างไร ซึ่งในส่วนการเร้าอารมณ์ประเภทนี้จะพบได้มากในภาคสาม และถือว่าเป็นจุดที่ดีจุดหนึ่งเลยทีเดียว

ในภาคนี้ ขอบอกว่าผมชอบฉากการตายแทบทุกฉากเลย ถือเป็นงานดีไซน์ความตายที่ทำออกมาได้สมบูณณ์แบบจริงๆ แต่ที่ชอบเป็นพิเศษเห็นจะเป็น สองสาวที่ตายในเครื่องอบผิวนี่ ดูไปสยองไปมากๆ ตายได้ทรมานจริงๆ กว่าผิวจะไหม้ กว่าไฟจะลุก ไหนยังกระจกด้านล่างแตกออกจนตัวตกลงไปโดนไฟช็อต เป็นการตายที่โหดจัดๆจริงๆ อีกฉากหนึ่งก็คือ ฉากตะปูเจาะหัวนี่แหล่ะ สมจริงๆสุดๆ จนแทบจะร้องออกมาตามจำนวนตะปูที่ทะลุหัวเลย สยองจริงๆฉากนั้น

อีกจุดหนึ่งที่ภาคนี้ทำได้พัฒนาไปกว่าภาค 1-2 มากก็คือ เรื่องของเสียงประกอบนี่ละครับ เสียงในการเร้าอารมณ์ต่างๆในภาคนี้ทำได้ดูมีระดับขึ้นมากกว่าจะออกไสตล์หนังเกรดบี อย่างสองภาคที่ผ่านมา ลองสังเกตเสียงเล็กๆน้อยๆ เช่น น็อตที่ล้อรถไฟเหาะหลุด หรือเสียงตะปูเจาะหัวดังจึกๆๆๆนะครับ สมบูรณ์แบบมาก เรื่องของการตายนี่ถือว่%Dาดีจัดจนพอจะกลบจ8ดด้อยอื่นๆไปได้เยอะเลยล่ะ

เนื้อเรื่องโดยรวม B -

ลูกเล่นใหม่ที่ภาคนี้ใส่เพิ่มเข้ามาก็คือ การเดาความตายจากภาพถ่าย ซึ่งอันนี้ผมว่ามันโอเคกว่าการที่ตัวละครมาเห็นนิมิตเอาดื้อๆเสียอีกนะครับ เช่นอย่างภาคสองเนี่ย มันแทบไร้ที่มาที่ไปมากว่า นิมิตนี้มันมาจากไหน ยังไง คือจู่ๆมันก็มา แถมยังช่วยบอกใบ้ไปจนจบเลย ซึ่งทำให้รู้สึกว่ามันง่ายไปนิด แต่พอมาภาคนี้เปลี่ยนเป็นการใช้รูปถ่ายซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องได้มากกว่า ถือเป็นไอเดียที่โอเคใช้ได้ครับ

กับเนื้อเรื่องในส่วนอื่นๆก็ไม่มีอะไรติดขัดมากมาย แต่ก็ไม่มีอะไรที่น่าสนใจมากมายด้วยเช่นกัน เพราะใครจะอยู่ใครจะตายก็ไม่มีความรู้สึกอะไรกับคนดูอยู่แล้ว จะมีก็อย่าง ตัวละครน้องนางเอกเนี่ยที่ยังทำให้พอลุ้นเอาใจช่วยได้นิดนึง เพราะเป็นตัวเดียวแล้วที่มีมิติความสัมพันธ์กับนางเอกมากที่สุด

พูดถึงเรื่องการหนีความตายในภาคนี้ก็ถือว่าโอเคนะครับ ผมชอบทฤษฏีของเอียนมากที่บอกว่า ถ้านางเอกตายไปก่อนคนอื่น ลำดับการตายอาจเปลี่ยนแปลงหรือถูกบิดเบือนเป็นโมฆะไปก็ได้ โดยเฉพาะถ้าไม่ว่ายังไง ความตายก็จะไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะถึงคิว(เช่น ตาผิวดำในภาคสองที่ยิงปืนกรอกปากแต่ไม่ตายทั้งๆที่มีกระสุนเต็ม) ดังนั้นการโกงความตาย ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการร่วมมืออย่างเดียว แต่อาจจะมาจากการฆ่ากันเองของคนที่อยู่ในคิวก็ได้

ซึ่งในส่วนนี้ทำให้ การสร้างสถานการณ์จุดมุ่งหมายของตัวละครต่างๆในช่วงหลัง จึงดำเนินไปอย่างน่าติดตามมาก เช่น เวนดี้ต้องการช่วยน้องสาว พระเอกต้องการช่วยเวนดี้และต้องระวังไม่ให้ตัวเองโดนฆ่า เอียนต้องการฆ่านางเอกเพื่อให้เกิดการแปรปรวนของบัญชีความตาย จุดมุ่งหมายเหล่านี้ทำให้การตามล่ากันในงานเทศกาลฉากสุดท้ายน่าติดตามมากๆ ถือเป็นช่วงท้ายของหนังที่ดีที่สุดในบรรดาทั้งสามภาคเลย แต่ก็น่าเสียดายว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ หนังเสียเวลาไปให้ความสำคัญกับเรื่องที่วา จะให้แต่ละคนตายยังไงให้น่าประทับใจจนคนดูไม่ได้เกิดความสัมพันธ์กับตัวละครอะไรมากมายเท่าที่ควรเป็น และอีกเรื่องนึงที่น่าติมากก็คือ หนังภาคนี้ไม่พยายามปะติดปะต่อตัวเองเข้ากับสองภาคก่อนเลยแม้แต่น้อย ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมคาดว่าจะมีนะครับ พอไม่มีแล้วก็เลยรู้สึกแปลกๆนิดหน่อย

10นาทีสุดท้าย A

ภาคนี้มีกราฟที่ค่อนข้างสม่ำเสมอทั้งเรื่องนะครับ(อยู่ในระดับสยองมาก) ก่อนจะมาพุ่งเอามากๆในช่วงสุดท้ายที่เป็นการปิดบัญชีของตัวละครภายในสถานีรถไฟใต้ดิน โดยเฉพาะการนำไอเดียเรื่อง ลางนิมิตกลับมาใช้ใหม่ในเวลาที่สายเกินแก้แล้ว ทำให้หนังจบลงได้อย่างมีพลัง และเป็นการปิดบัญชีที่ค่อนข้างสมบูรณ์ทีเดียว(ในความเห็นส่วนตัว)


ปิดท้าย

โดยรวมแล้ว ทั้งสามภาคก็มีจุดดีที่แตกต่างกันออกไปนะครับ ถ้าใครอยากได้เรื่องความสยองมากๆหน่อยก็ขอแนะนำภาคสามเลย ส่วนใครอยากได้ความสมบูรณ์ของเนื้อหาหน่อยก็ขอแนะนำภาคสอง ส่วนภาคแรกมีทั้งสองส่วนพอดีๆและได้คะแนนความสดใหม่เยอะครับ ก็เลือกดูเอาตามอัธยาศัยละกันนะครับ โดยส่วนตัวผมเองถ้ามันยังออกภาคสี่ออกมาอีกก็ยังคงไปดูอีกนั่นแหล่ะ 555 ขอเพียงใหม่มันมีลูกเล่นหรือประเด็นอะไรใหม่ๆเพิ่มเข้ามาบ้างเล็กๆน้อยๆก็พอใจแล้ว

จริงๆพูดถึงเรื่องนี้แล้ว อดจะพูดถึงดาราประจำซีรียส์นี้อีกคนไมได้ นั่นก็คือ ลุงสัปเหร่อในเรื่องน่ะครับ แกโผล่มาทีไรทำให้ขนลุกได้ทุกที เห็นเขาว่าแม้ว่าภาคสามจะไมได้โผล่ตัวออกมา แต่ก็ให้เสียงพากษ์เป็นตัวปีศาจที่ตั้งอยู่ด้านหน้ารถไฟเหาะนั่นแหล่ะครับ แล้วก็เห็นว่าจริงๆตอนท้ายๆของภาคสามจะมีนางเอกและพระเอกภาคสองโผล่มาด้วย แต่ถูกตัดไปเพราะอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน

ถ้าพูดถึงแล้ว หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่แบบว่า เกรดบี๊ เกรดบี มากนะครับ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะภาพ เสียงประกอบหนัง ตัวละคร ดาราระดับโนเนมมากมาย ฯลฯ แต่ก็มีอะไรหลายๆอย่างที่ประทับใจผมมากกว่าหนังเกรดเอ หรือหนังทำเงินฟอร์มยักษ์หลายๆเรื่องซะอีก ยังไงก็ขอแนะนำจริงๆครับเรื่องนี้ โดยเฉพาะใครที่ชอบอะไรโหดๆแบบไม่ไร้สาระ เรื่องนี้ถือว่าโอเคเลยครับ เวลาผมไปดูเรื่องนี้ออกมาจากโรงทีไร เป็นต้องเกิดอาการระแวงสิ่งของรอบตัวไปเป็นพักใหญ่ๆเลยทีเดียว 5555

แต่ไม่ว่าจะยังไง หนังเรื่องนี้ก็ยังไม่เหมาะกับเด็กเล็กทุกประการนะครับ เวลาผมไปดูในโรงทีไร จะต้องเจอพ่อแม่เอาลูกเล็กๆมาดูด้วยทุกที(ทั้งสามภาค) ไม่รู้ตีลังกาดูโปสเตอร์หน้าโรงยังไง มันไม่ใช่ ปลาน้อยนีโมหรือวินนี่ย์เดอะพูห์นะ ถึงจะได้พาเด็กเล็กๆ 7 - 8 ขวบเข้าไปดูกันน่ะสาสารเด็กที่มีพ่อแม่ไร้วุฒิภาวะแบบนี้จริงๆ แต่ก็เอาเถอะนะครับ พูดถึงเรื่องนี้แล้วเดี๋ยวจะบ่นยาวอีก พอแค่นี้ก่อนละกัน

มาถึงตรงนี้แล้ว ผมก็สงสัยมากนะครับ ว่าจะยังมีใครอ่านมาถึงไหมเนี่ย ถ้าอ่านมาทั้งหมดมาถึงนี่ได้ก็อยากจะมอบโล่ห์ให้จริงๆนะครับ เพราะเอนทรี่นี้ถือว่ายาวที่สุดเท่าที่เคยเขียนมาเลย ก็ไม่ว่ากันละนะครับ ถ้าใครจะไม่อ่านหรืออ่านไม่หมดเพราะหมดอารมณ์ไปเสียก่อน เพราะผมเองก็ยังรู้สึกว่ามันยาวมากๆเลย ก็ใครอ่านจบก็ขอขอบคุณมากๆนะครับ ส่วนใครมีอะไรอยากแชร์เกี่ยวกับหนังซีรี่ยส์ชุดนี้บ้างก็ลงคอมเมนท์เอาไว้ได้ตามสะดวกนะครับ ผมชอบอ่านครับ อยากรู้เหมือนกันว่าคนอื่นคิดยังไงกับเรื่องนี้มั่ง

สุดท้ายนี้หวังว่าทุกท่านคงจะมีความสุขกับเทศกาลสงกรานต์ที่มาถึงนี้ ขอให้ทุกท่านเดินทางปลอดภัย รอดพ้นจากความตายและอันตรายใดๆทั้งปวง มีชีวิตยืนยาวไม่ต้องมาโกงความตายกันนะครับ ส่วนใครที่เจอลางนิมิตแบบตัวเอก FinalDestinationก็เลือกเอานะครับ ว่าจะยอมตายตรงนั้นเลยหรือจะมาโกงความตายกันดี 5555 แล้วพบกันใหม่ Entry หน้าครับ บายๆน้อ ^ ^


edit @ 2006/08/11 22:34:47
edit @ 2006/08/11 22:38:00
edit @ 2006/08/31 01:33:45


Tharadon D.
View full profile