นานมากแล้วจริงๆนะครับ ที่ผมไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปดูอะไรใหม่ๆในโรงหนังกับเขาบ้างเลย ได้แต่เห็นตัวอย่างหนังแล้วก็รู้สึกอยากดูๆ แล้วก็ได้แต่มองตาละห้อยในตอนที่มันออกจากโรงไปแล้วทุกที แต่ถึงอย่างงั้นก็ยังมีบางอย่างที่ผมไม่สามารถพลาดได้เลยจริงๆ นั่นก็คือหนังจำพวกภาคต่อที่อยู่ในดวงใจทั้งหลายนั่นล่ะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแฮรี่พอตเตอร์ ที่เป็นแฟนหนังสือมาตั้งแต่แรกเริ่ม ต่อให้ยุ่งยังไงก็ต้องหาทางเจียดเวลาไปชมให้ได้แน่นอน
[คำเตือน ] บทความที่จะเขียนต่อไปนี้มีเนื้อหาที่เล่าถึงตัวหนัง ถ้าใครไม่อยากรู้เรื่องก่อนหรือกะว่าจะรอดูตอนฉายในบิ๊กซีนีม่า ก็ขอให้มาอ่านเอนทรี่นี้วันหลังละกันนะครับ ขืนใครมาอ่านแล้วบ่นว่าสปอยทำไม เดี๋ยวได้เจอ เซกตรัม เซมปร้าแน่ๆ!!
Harry Potter and The Half-Blood Prince เป็นตอนที่ 6 ในเรื่องราวของแฮรี่ พอตเตอร์ เด็กหนุ่มผู้มาพร้อมกับรอยแผลเป็นสายฟ้าฟาดกลางหน้าผาก ซึ่งได้รับมาจากจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ในโลกเวทมนตร์ โวลเดมอร์ท โดยที่ต่างฝ่ายต่างก็มีชะตากรรมที่ต้องห้ำหั่นกันในท้ายที่สุดตามคำทำนาย
เรื่องราวในภาคนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อโลกเวทมนตร์เริ่มระส่ำระสายอย่างรุนแรง เกิดความวุ่นวายมากมายหลังจากการกลับมาคืนอำนาจอีกครั้งของโวลเดมอร์ท ที่เหิมเกริมถึงขนาดบุกเข้าไปในกระทรวงเวทมนตร์ในภาคก่อน เดรโก มัลฟอย ถูกมอบหมายให้รับภารกิจสำคัญในการทำลายฮอกวอร์ต โดยมีแต่แฮรี่ พอตเตอร์เท่านั้นที่ระแคะระคายในเรื่องนี้และต้องหาทางยับยั้งให้ได้ นอกจากนั้นยังมีภารกิจลับบางอย่างที่ดัมเบิลดอร์ พ่อมดเพียงหนึ่งเดียวในโลกเวทมนตร์ที่สามารถต่อกรกับโวลเดมอร์ทได้ มอบหมายให้เขาทำ ซึ่งมันอาจจะเป็นภารกิจสุดท้ายที่ทั้งคู่จะได้ทำร่วมกันก็เป็นได้...
เอาเป็นว่าสำหรับเรื่องย่อคร่าวๆก็แค่นี้ละกันครับ ขี้เกียจอธิบายมาก หนังในภาคนี้ยังคงกำกับโดย เดวิท เยตท์ ผู้กำกับคนเดิมจากภาค 5 และคาดว่าจะได้ทำต่อในภาค 7.1 และ 7.2 ที่กำลังเปิดกล้องอยู่ในตอนนี้ด้วย(ซอยเป็นสองตอนซะอย่างกับ Kill Bill แน่ะ)
ลองย้อนกลับไปดูแล้ว ซีรี่ยส์หนังชุด แฮรี่ พอตเตอร์นี้ก็ได้ผ่านมือของผู้กำกับมามากมาย นับดังแต่ คริสโคลัมบัสในภาค 1 และ 2 อัลฟองโซ คัวรอน ในภาค 3 และ ไมค์ นีเวลในภาค 4 ซึ่งทำให้ในแง่ความต่อเนื่องแล้วมีความแตกแยกในตัวมันอยู่พอสมควรจนเหมือนหนังคนละเรื่อง โดยเฉพาะภาค 1,2 และ 3 ที่กำกับในแบบตามใจฉันมากเกินไป จนได้เป็นหนังแฮรี่พอตเตอร์ที่แบบหนึ่งคือหนังที่ทำตามต้นฉบับเป๊ะๆทุกกระเบียดนิ้วจนน่าเบื่อ กับอีกแบบหนึ่งที่ไม่พยายามทำตามต้นฉบับเลยจนน่ารำคาญ (ขอโทษคนที่ชอบภาค 3 ด้วยนะครับ แต่ผมว่ามันเป็นภาคที่แย่พอๆกับ 1 และ 2 เลยล่ะ เพียงแต่แย่ในด้านที่ตรงข้ามกันเท่านั้นเอง)
โดยส่วนตัวแล้วผมจึงเริ่มรู้สึกดีกับหนังชุดนี้มากขึ้น ตั้งแต่ภาค 4 ที่ผู้กำกับพยายามจูนรูปแบบทั้งสองให้เข้าหากันมากขึ้น มีข้อดีในการเล่าเรื่องราวแบบที่สามารถนำมาตอบคำถามในหนังได้เองในตัว(หากว่าตั้งใจดูมากพอ) จนทำให้หนังดูกลมกล่อมและสามารถเอาใจคนดูหนังและคนอ่านหนังสือทั้งสองฝ่ายได้ในระดับหนึ่ง
จนเมื่อมาถึงภาค 5 ที่หนังนอกจากจะดัดแปลงเนื้อหาจากหนังสือมาเป็นหนังได้ดีแล้ว ผู้กำกับยังรู้จักหยอดลูกเล่นใหม่ๆลงไปในตัวหนังที่ทำให้ดูแล้วเพลิดเพลินมากขึ้น ทั้งช่วงที่เป็นแอคชั่น ดราม่า และคอมเมดี้ จนส่วนตัวแล้วผมถือว่าเป็นแฮรี่พอตเตอร์ภาคที่ดีที่สุดในหนังชุดนี้เลย แถมยังเป็นภาคที่ตัวละครใหม่ๆทุกตัวล้วนแต่มีความโดดเด่นน่าประทับใจ และยังช่วยขับเคลื่อนให้หนังมีความน่าติดตามทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอัมบริดจ์ ลูน่า เบลลาทริกซ์ ซึ่งสังเกตได้เลยว่าเป็นภาคแรกที่ตัวละครใหม่ๆถูกคนดูพูดถึงและจดจำได้ (เชื่อหรือไหมว่าภาค 6 แล้ว คนดูบางคนยังจำลูปินไม่ได้เลย)
ด้วยเหตุนี้ในหนังภาค 6 แฮรี่พอตเตอร์กับเจ้าชายเลือดผสมนี้ จึงเป็นภาคที่ผมตั้งความหวังไว้ก่อนดูพอสมควร แม้จะถูกหลายๆคนเตือนว่าหนังค่อนข้างน่าเบื่อและแย่มาก ซึ่งความรู้สึกหลังจากที่ได้ไปดูมาแล้วก็ยังต้องขอยืนยันเช่นเคยครับ ว่าเดวิท เยทต์ เป็นผู้กำกับที่เหมาะจะทำหนังแฮรี่ พอตเตอร์แล้วจริงๆ และคิดว่าดีแล้วล่ะที่เขายังได้ทำต่อไปในภาค 7.1 และ 7.2นั่น (แต่กรุณาเปลี่ยนคนเขียนบทกลับมาเป็นแบบภาค 5 ด้วยจะยิ่งดี)
ในภาคนี้ ว่ากันตามตรงตัวหนังสือก็ใช่ว่าจะสนุกอะไรมากมายแล้วล่ะครับ เพราะเป็นภาคที่เตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตอนจบ ตัวเนื้อเรื่องจึงไม่มีความหวือหวามากมาย มีเพียงข้อมูลจำนวนมากที่ถูกบรรจุใส่มา รวมไปถึงการแตกหักของตัวละครหลายๆตัวที่เปลี่ยนบทบาทของตัวเอง เพื่อให้คนอ่านไปอ่านชะตากรรมของพวกเขาต่อในเล่ม 7 แทบทั้งสิ้น
หนังในภาคนี้แบ่งตัวเองออกเป็นลูกผสมตามแบบชื่อหนังเลย โดยเน้นไปที่ส่วนที่เป็นเลิฟคอมเมดี้ครึ่งนึง และส่วนที่เป็นดราม่าทริลเลอร์อีกครึ่งนึง ดังนั้นแล้วผมจึงไม่แปลกใจที่หนังในภาคนี้จะออกมาดูเรื่อยๆเนิบๆเสียส่วนใหญ่ ซึ่งว่ากันตามตรงต้องขอบคุณผู้กำกับเสียด้วยซ้ำ ที่ยังพยายามเรียงฉากที่ดูน่าตื่นเต้นมาในหนังเป็นระยะๆ อย่างเช่นฉากการถล่มสะพานของเหล่าผู้เสพความตาย ฉากเคที่ เบลล์ถูกตรึงบนท้องฟ้า(นี่เป็นฉากที่ทำออกมาได้อารมณ์เหมือนตอนอ่านหนังสือมากๆ > <) ฉากการต่อสู้ของแฮรี่กับมัลฟอย ฯลฯ
โดยเฉพาะกับฉากที่เพิ่มมาใหม่อย่างการบุกบ้านโพรงกระต่ายก็ถือเป็นช่วงที่ทำได้น่าตื่นเต้นดี แฟนหนังสือหลายๆคนอาจจะรู้สึกว่าใส่มาทำไม แต่ผมคิดว่าการมีฉากนี้ถือว่าดีแล้ว นอกจากจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักในแก่ส่วนแอคชั่นในหนังนิดๆหน่อยๆ การมาเผาบ้านในครั้งนี้ก็น่าจะเป็นการเพิ่มพูนความแค้นที่ต่างฝ่ายมีต่อกันขึ้นด้วยซ้ำ เพราะคุณคงยังไม่ลืมใช่ไหมครับว่าเบลลาทริกซ์ต้องสู้กับใครในศึกสุดท้ายน่ะ ?
แม้ว่าจะเสียดายบ้างนิดหน่อยกับฉากการต่อสู้ในฮอกวอร์ตช่วงสุดท้าย แต่พอลองมาคิดๆดูอีกทีแล้ว ผมคิดว่าการที่หนังเลือกจะให้น้ำหนักกับความตายของดัมเบิลดอร์เป็นไคลแมกซ์หลักนั้น ถือว่าเป็นการให้เกียรติแก่ตัวละครตัวนี้มากทีเดียว ทั้งยังทำให้หนังมีความเป็นเอกภาพในส่วนดราม่ามากขึ้น ดีกว่าเลือกที่จะใส่ฉากการต่อสู้เข้ามาต่อจนอาจจะทำให้อารมณ์หนังเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่งก็เป็นได้
เพราะถ้านับการสื่อสารเนื้อหาในหนังสือมาเป็นหนังนั้น ก็ยังทำได้ครบถ้วนเช่นเคย แม้จะเปลี่ยนจากการออกมาสู้กับคนที่บุกเข้ามาในฮอกวอร์ตเป็นการที่ทุกคนรวมใจยกไม้คทาส่องแสงสลายตรามารบนท้องฟ้า ก็ถือเป็นการสื่อสารในเรื่องของความร่วมแรงร่วมใจของตัวละคร และการพร้อมที่จะต่อกรกับฝ่ายจอมมารที่นำเสนอได้อย่างมีชั้นเชิงดี
ยิ่งการที่ตัวละครทุกตัวรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ได้ทำอะไรเลย ปล่อยให้ฝ่ายตัวร้ายมาย่ำยีคนที่รักและโรงเรียนของตัวเองฝ่ายเดียวเนี่ย มันยิ่งน่าจะทำให้พวกเขารู้สึกที่จะต้องเอาคืนและลุกขึ้นสู้มากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ และนี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมยิ่งรู้สึกชอบกับความกล้าที่จะดัดแปลง แต่ยังเคารพต่อต้นฉบับของผู้กำกับคนนี้มากจริงๆครับ
อย่างที่บอกไปว่าหนังเรื่องนี้แบ่งตัวเองเป็นสองส่วน นอกจากในส่วนของดราม่าทริลเลอร์แล้ว อีกส่วนหนึ่งที่จะพูดถึงไม่ได้เลยก็คือในพาร์ทที่เกี่ยวกับพัฒนาการทางความรักของตัวละครหลัก ไม่ว่าจะเป็น แฮรี่กับจินนี่ และรอนกับเฮอร์ไมโอนี่ และความสัมพันธ์แบบเพื่อนของแฮรี่กับเฮอร์ไมโอนี่ ซึ่งในส่วนนี้ก็ถือว่าเป็นส่วนที่ทำให้หนังดูมีสีสันต่างออกไปจากภาคก่อนๆดี และสามารถนำเสนออกมาได้ดูสนุกมาก โดยเฉพาะกับลาเวนเดอร์ บราวน์ และ คอร์แมค แม็กคลากเก้น ที่ออกมาทีไรก็ทำให้ฮาได้ทุกที (ว่าแต่คอร์แมคนี่มันหล่อไปไหม...)
พูดถึงหนังภาคนี้แล้วยังมีอีกสองคนที่ลืมพูดถึงไม่ได้ นั่นก็คือ มัลฟอยและสเนปที่กลายมาเป็นตัวละครที่น่าจับตามองอีกครั้ง หลังจากที่ในภาคก่อนๆกลายเป็นตัวโจ๊กไปเสียส่วนใหญ่ คราวนี้ทั้งคู่กลับมาเป็นหัวใจหลักในการทำให้เรื่องราวเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และตัวหนังก็เปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้เล่นอะไรมากพอสมควร โดยเฉพาะกับมัลฟอยซึ่งน่าจะเป็นการได้แสดงฝีมืออย่างจริงจังครั้งแรกในหนังเลยด้วยซ้ำ และก็ทำออกมาได้ดีเสียเกินคาดด้วยสิ
ตัวละครใหม่อย่าง ศจ. สลักฮอร์น ก็ถูกนำเสนอออกมาได้น่าสนใจขึ้น ทั้งยังมีช่วงเวลาที่น่าจดจำพอสมควร โดยเฉพาะกับบทพูดเรื่องดอกลิลลี่ที่ไม่มีในหนังสือ แต่กลับเป็นซีนอารมณ์ที่แสดงออกมาได้อย่างน่ากินใจมากทีเดียว
รวมไปถึงการเล่นกับภาพอีกหลายๆครั้งที่มีการสื่อความหมายอันน่าสนใจออกมา เช่น รูปหัวใจที่ลาเวนเดอร์ บราวน์วาดขึ้นในกระจกเริ่มละลายออกมาจนดูน่ากลัว หรือซีนที่มัลฟอยเดินออกมาจากห้องหลังจากที่รู้ว่าเหล่าผู้เสพความตายเข้ามาในโรงเรียนแล้ว ขณะที่นักเรียนคนอื่นๆยังใช้ชีวิตแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร แม้กระทั่งงานเลี้ยงคริสมาสต์สไตล์อินเดียของสลักฮอร์นที่ออกมาคนละเรื่องกับในหนังสือเลย แต่ก็ดูเป็นอะไรที่แปลกๆและสนุกสนานดีไม่ใช่น้อย
พูดชมมาเยอะแล้ว ไม่ใช่ว่าหนังภาคนี้จะไม่มีข้อเสียเลยนะครับ หลักๆเลยที่คิดว่าหนังภาคนี้ยังดีสู้กับภาค 5 ไม่ได้ก็คือ การที่ตัวหนังจงใจแบ่งตัวเองออกมาเป็นสองส่วนนั่นแหล่ะครับ เพราะน้ำหนักในส่วนของเลิฟคอมเมดี้ในหนังภาคนี้มีเยอะมาก แม้ว่ามันจะสนุกมากก็ตาม แต่เนื่องจากมันมีมากเกินไปจึงทำให้ประเด็นหลักที่ควรจะนำเสนออย่างเรื่องของเจ้าชายเลือดผสม และการสืบเรื่องฮอร์ครัคเพื่อจัดการกับ โวลเดมอร์ทนั้น มีน้อยกว่าที่ควรจะเป็นพอสมควร
แม้แต่ประเด็นเล็กๆน้อยๆ ที่หนังควรจะให้ความสนใจบ้าง เช่น การร่ายเวทย์ในใจ หรือ รอยไหม้ที่มือของดัมเบิลดอร์ ความสัมพันธ์ของแฮรี่ต่อลูน่าและเนวิลล์(ซึ่งเป็นอีกกำลังหลักรองจากเฮอร์ไมโอนี่และรอน) ซึ่งในตัวหนังก็ถือว่านำเสนอออกมาได้โอเคในระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังคิดว่ายังมีช่องว่างที่จะใส่อะไรเพิ่มเข้าไปได้อีกพอสมควร รวมไปถึงบางตัวละครที่จะมีบทมากในภาค 7 เช่น ดอบบี้ กับ เครทเชอร์ รมต.สคริมเจอร์ ก็ควรจะได้รับการพูดถึงบ้าง เพื่อความต่อเนื่องในความรู้สึกคนดูในภาคต่อไป...
ในขณะที่การแสดงของหลายๆคนได้รับการพัฒนาขึ้น แต่ตัวละครหลักๆอย่าง แฮรี่กับเฮอร์ไมโอนี่ กลับไม่ค่อยมีพัฒนาการเท่าที่ควรเท่าไหร่นัก (ส่วนรอนได้ซีนฮาๆที่ถนัดไปเยอะเลยพอเอาตัวรอดได้) โดยเฉพาะกับตัวแฮรี่ที่มีการแสดงเข้าขั้นไร้อารมณ์สุดๆ จนทำให้บางช่วงบางตอนดูแล้วบอกไม่ถูกจริงๆว่าควรจะรู้สึกอย่างไรกับเขากันแน่ แถมยังทำให้แฮรี่ฉบับในหนังบางทียังดูเหมือนคนละคนกับแฮรี่ในหนังสือมากเกินไปด้วย ยังไม่นับเรื่องที่เคมีดูไม่เข้ากับจินนี่อีก ผมเลยดูยังไงก็ไม่อินกับสองคนนี้จริงๆครับ
งานภาพในหนังเรื่องนี้ถ่ายออกมาได้สวยมากทีเดียวครับ หลายๆฉากดูสวยจนรู้สึกประทับใจมากทีเดียว แต่ด้วยอะไรบางอย่างก็ไม่รู้เหมือนกัน ทำให้ผมรู้สึกว่าเซทติ้งในเรื่องนี้เหมือนไม่ได้อยู่ในเรื่องเดียวกันกับ 5 ภาคที่ผ่านมาจนเหมือนอยู่กันคนละโรงเรียนหรืออยู่คนละโลกเลย ซึ่งก็ถือเป็นจุดที่ไม่ค่อยชอบนิดหน่อยเหมือนกันครับ แต่ถ้ามองในแง่ว่าทำให้ฮอกวอร์ตดูไม่ปลอดภัยเหมือนเดิมต่อไป ก็ถือว่าพอรับได้นะ(ถึงจะขัดๆนิดหน่อย)
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Harry Potter and The Half-Blood Prince ก็ยังจัดอยู่ในโซนของหนังที่ทำออกมาได้ดีอีกตอนหนึ่งทีเดียว เป็นอีกภาคหนึ่งที่ผมสามารถดูได้อย่างสนุกสนานและเพลิดเพลินกับอะไรหลายๆอย่างในตัวมันมาก(ถึงมากที่สุด) มีหลายๆซีนที่ประทับใจและนำเสนอออกมาได้สมบูรณ์แบบเหลือเกิน โดยเฉพาะกับฉากร่ายเวทย์ไฟช่วยแฮรี่ของดัมเบิลดอร์เนี่ย ทำออกมาได้ยิ่งใหญ่และคุ้มค่าสมการรอคอยมากครับ ดูแล้วรู้สึกแบบอึ้งมากจริงๆ เพราะถอดแบบจากในหนังสือมาได้เป๊ะๆมาก ดูแล้วรู้สึกว่าดัมเบิลดอร์นี่ช่างยิ่งใหญ่จริงๆ
แต่ก็เข้าใจในส่วนของคนที่ไม่ชอบหรือคิดว่ามันน่าเบื่อนะครับ เพราะว่าถ้าหวังว่าจะดูอะไรเร้าใจกว่านี้ หรือควรมีรายละเอียดตามหนังสือมากกว่านี้ ก็คงจะผิดหวังพอสมควรเหมือนกัน ขนาดผมเองที่คิดว่าหนังโอเคมากๆแล้ว ยังรู้สึกหวั่นๆนิดหน่อยเลยว่าภาคหน้าจะออกมายังไง ในเมื่อในภาคนี้ตัวละครที่ควรจะมีบทมากกว่านี้ยังไม่ได้โผล่สักแอะเลย(อย่างน้อยฉากงานแต่งงานของบิลกับเฟลอร์ก็คงไม่มีแหงๆแล้วล่ะ เหอๆๆ)
ซึ่งมองในแง่ดีมันก็เป็นอะไรที่น่าลุ้นดีนะครับ แล้วผมก็เชื่อใจในตัวผู้กำกับคนนี้ด้วยว่าถึงเขาจะดัดแปลงก็คงทำออกมาในข่ายที่น่าสนใจเสียด้วยสิ เพราะส่วนหนึ่งที่ผมชอบภาค 6 นี้ดีก็ตรงที่ขนาดเป็นคนที่อ่านหนังสือมาแล้ว ยังได้ดูอะไรใหม่ๆที่ต่างออกไปจากในหนังสือเยอะแยะนี่ด้วยล่ะครับ เหมือนกับเวอร์ชั่นหนังสือเราก็สนุกแบบหนึ่ง พอเป็นแบบหนังก็ยังสนุกได้อีกแบบหนึ่ง โดยที่มันยังคงสื่อถึงใจความเดิมๆของในหนังสือไว้ได้ค่อนข้างครบถ้วนดีด้วย นี่ล่ะที่ยอดจริงๆ
สรุปว่าถ้าให้เรียงลำดับและแจกเกรดความชอบของซีรี่ยส์แฮรี่ที่ดูมาจนตอนนี้ก็จะได้แบบนี้ครับ ^^ (วัดตามความสนุกในหนังเมื่อเทียบกันเองในซีรี่ยส์ชุดนี้ แต่ไม่เทียบกับหนังเรื่องอื่นๆนะครับ)
1. Harry Potter and The Order of the Phoenix (A)
2. Harry Potter and The Half-Blood Prince (A-)
3. Harry Potter The Goblet of Fire (B+)
4. Harry Potter The Prisoner of Azkaban (D+)
5. Harry Potter The Chamber of Secrets (D+)
6. Harry Potter The Sorcerer's Stone (D)
และตอนนี้ก็คิดว่าภาค 7 ที่ยังได้เดวิด เยตท์กำกับ ก็คงน่าจะได้อันดับต้นๆอยู่ดี ซึ่งจะเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่ก็คงต้องรอดูต่อไปเมื่อตอนที่หนังได้เข้าฉายนั่นล่ะครับ(ปีหน้าเลยแน่ะ แถมกว่าจะจบจริงๆก็ตั้ง 2011 เชียว ดูตั้งแต่เด็กจนแก่เลย ผม = =” )
ขอบคุณที่ตามอ่านมาจนถึงตรงนี้นะครับ สำหรับวันนี้เขียนยาวมากแล้ว 555 ก็ขอลาแต่เพียงเท่านี้ละกันครับ แล้วพบกันใหม่ในเอนทรี่หน้า บายๆ
ป.ล. สุดท้ายนี้อยากจะบอกมากๆว่าผมก็ชอบลูน่า เลิฟกู้ดที่สุดเลย > < ชอบตั้งแต่ตอนอ่านในหนังสือละ(ทำไมไม่ได้กับแฮรี่นะ) ดูในหนังก็ยิ่งชอบไปใหญ่ ถึงภาคนี้จะโผล่มานิดเดียวแต่ประทับใจมากทุกฉากเลย ยิ่งแบบหัวสิงโตนี่ยิ่งน่าร๊ากกกก หวังว่าภาคหน้าจะมีบทเยอะๆกว่านี้นะครับ 555






































