Rabbit-Review

แหม ช่วงนี้ไม่รู้เป็นไง เห็นอะไรขวางหูขวางตาไปหมด สงสัยเป็นเพราะทำงานหนักเกินเลยอารมณ์หงุดหงิดเห็นไอ้นั่นไอ้นี่แล้วทำให้รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทุกที วันนี้เลยขอบ่นๆบ้างเถอะจะได้อารมณ์สงบลงมั่ง

ปวดหัวจี๊ดเรื่องที่ 1 : เรื่องของน้องพลอย ลิตเติ้ลวอยซ์

น้องพลอยลิตเติ้ลวอยซ์ เป็นนักร้องสาวหน้าตาอาโนเนะคนนึงที่เราโปรดปรานพอสมควร ไม่ได้หลงไหลในความน่ารักหรือการพูดจาที่ง้องแง้งอะไรทั้งสิ้น แต่ด้วยว่าเราชอบเพลงแนวฟังสบาย เน้นเครื่องสายเครื่องเป่าที่มันให้อารมณ์เย็นๆสบายๆแบบเหมือนอยู่กลางทุ่งดอกดาวเรือง ฟังแล้วสามารถกระโดดสกิปไปมาอย่างเพลินเพลิน เปิดฟังก่อนนอนแล้วสามารถหลับฝันดีได้ นั่นแหล่ะใช่เลย แนวเพลงที่เราโปรดปราน

บวกกับน้ำเสียงของน้องเค้าที่แสนจะอาโนเนะ ใสหวานกังวานไพเราะจับจิตใจ โดยเฉพาะในชุด 3 เรื่องเล่าของตัวหนอนอะไรสักอย่าง เป็นอัลบั้มที่เราโปรดปรานมาก โดยเฉพาะเพลงเช่น เพลงของหนอน กลัวใจตัวเอง ดีเหมือนกัน ความฝันของทุ่งหญ้า อะไรแนวนี้ฟังแล้วจิตใจจะรู้สึกเหมือนได้รับการบำบัดให้คลายเครียดได้ อัลบั้มนี้ถือว่าทำให้เราเกิดความรู้สึกชอบน้องเขาสุดๆ เวรี่ๆมัช

ฮั่นแน่ ดังนั้นเราเลยกระดี้กระด๊ามากที่ในที่สุด น้องพลอยเขาก็ออกอัลบั้มที่สี่มาแล้ว ชื่ออัลบั้มเก๋ไก๋มาก more than word แถมมีการเปลี่ยนลุคประมาณว่าพลอยเป็นสาวแล้ว แต่ที่น่ากลัวก็คือ ได้ยินว่าเพิ่มโปรดิวเซอร์จากคนเดิม คือ บรูโน่ มาการีโน่อะไรสักอย่าง ซึ่งเป็นคนที่โปรดิวซ์นักร้องแล้วเราชอบหลายคน เช่น มาช่าโดยมี อีคุณพี่โอ้ ใจให้ไป มาร่วมโปรดิวซ์ด้วยเลยเกิดลางสังหรณ์หวั่นๆเล็กน้อยๆ ว่าอีพี่โอ้แกจะมาทำอะไรประหลาดๆกะน้องพลอยเราไหมเนี่ย

ในที่สุดทำใจกล้าๆกลัวๆไปหาอัลบั้มน้องเขามาฟังจนได้ อยากจะบอกว่า

อีคุณพี่โอ้มันมาทำบ้าอะไรกะน้องพลอยของฉานนนเนี่ย!!!!

เพลงเปิดตัวมายังพอไหว แต่พอมาแทรคที่สองที่มาร้องเพลง พี่ชายสอนน้องอะไรสักอย่าง ฟังไปแล้วก็ปวดหัวจี๊ดไป เพราะคุณอีพี่โอ้แกเล่นร้องบีบเสียงเหมือนกะเทยแตกสาว แม้ว่าเสียงน้องพลอยแกจะยังไพเราะเหมือนเดิม แต่ทำใจฟังเสียงอีพี่โอ้แตกสาวไม่ได้อย่างแรง โดยเฉพาะท่อนที่ร้องว่า อดเปรี้ยวไว้กินหวานดีกว่าของพี่โอ้ ฟังแล้วหนาวดึ๋งไปถึงนิวเครียสจริงๆทำไมไม่เปลี่ยนชื่อเพลงว่า พี่สาวสอนน้องไปซะให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยนะ

ยัง ยังไม่พอ แค่นี้อีพี่โอ้ไม่หนำใจ แกบังอาจอุทิศเพลงนึงในอัลบั้มให้น้องพลอย featureing กับ ตาหัวโล้นวง Taxi !!!!

โอ๊ย!!! ตายตายตาย ตูจะบ้าตาย จับคู่อย่างนี้จะบ้าตาย เป็นเพลงที่มีส่วนผสมของเสียงที่สยองรูหูมาก เนื่องจากคนนึงเสียงน่ารัก แต่อีกคนเสียงเถื่อนสุดๆ ใครไม่เคยเห็นการข่มขืนทางเสียงเพลง ลองหาเพลงนี้มาฟังได้แล้วจะรู้ว่าเสียงนรกกับเสียงสวรรค์มันมีจริง เท่านั้นยังไม่พอ แนวเพลงยังออกแนวป๊อบร็อคแบบเทรนด์นักร้องสาวสมัยนี้เขานิยมกันซะด้วย เอาน้องพลอยคนเก่าตูคืนมานะ

โอย คิดแล้วปวดหัวจี๊ดอีกรอบ...

อย่างไรก็ตาม อัลบั้มนี้ยังมีเพลงเพราะๆตามมาตรฐานน้องพลอย ที่พอให้แฟนเพลงเก่าๆชุ่มชื้นหัวใจได้บ้าง เช่นเพลง "ผ่านมาพ้นไป" เป็นเพลงที่ชอบมาก!!!! เดี๋ยวนี้เริ่มฟังหลายๆรอบๆแล้วใช้ skip ข้ามเพลงที่เกลียดๆไปก็ยังพอรับได้อยู่บ้างกับอัลบั้มนี้ ฟังไปหลายๆรอบอาจจะเริ่มชิน แต่คงไม่มีวันกะเพลงที่น้องพลอยร้องกะพี่โล้น taxi แน่ๆ

โดยรวมแล้วดนตรีโตขึ้นเล็กน้อย และยังมีการพยายามเจาะตลาดป๊อบ-ร็อคตามเทรนด์สาวๆสมัยนี้นิดหน่อย (แต่กลับมาเป็นแบบเดิมเห้อ น้องพลอย) รวมๆแล้วให้ 7/10ละกัน

แล้วทำไมตอนหลังมันเป็นการ review อัลบั้มไปได้ละเนี่ย โอ๊ยปวดหัวจี๊ดจริงๆ

หวังว่าอัลบั้มหน้าคงไม่มีใครอุตริเอาน้องพลอยของเรามาร้องคู่กะเสกโลโซอะไรแบบนี้อีกนะ มีเคืองจริงๆด้วย!!!

พูดถึงเรื่องของการรับน้อง ตัวผมเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่แยกตัวออกมาจากระบบการว๊ากและ sotus อย่างถาวรมาตั้งแต่ตอนปีหนึ่งแล้ว เพราะไม่เคยเห็นแม้แต่น้อยว่าเรื่องแบบนี้มันจะมีประโยชน์อย่างไร ที่พูดนี่ก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้จริงๆว่ามันมีความหมายอย่างไร หรือคิดไปเองทั้งๆที่ยังไม่ได้สัมผัส เพราะถึงจะไม่ชอบแต่ผมก็ยอมอดทนอยู่ร่วมขั้นตอนการรับน้องตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อจะได้ตัดสินใจว่า ตัวเองจะยอมตามระบบนี้ต่อไปหรือไม่ เพียงแต่ในตอนของขั้นสุดท้ายที่เป็นการเอารุ่น ก็ขอสละสิทธิ์ไปก็แทนถึงเพื่อนในคณะจะมองยังไงก็ไมได้สนใจ แต่ก็บอกกับเพื่อนที่สนิทๆในกลุ่มให้รู้แต่แรกแล้วว่าจะไม่เอารุ่น แต่ก็จะอยู่ช่วยจนจบการรับน้อง

คนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าผมโง่ หรือไม่เข้าใจจริงๆว่าระบบการรับน้องแนวว๊ากนั้นมันมีประโยชน์ยังไง ถ้าจะให้ผมยกเอาด้านดีมาพูดน่ะ มันก็มี ผมรู้หมดแหล่ะว่ามันเป็นแค่การสร้างสถานการณ์ขึ้นมาของพี่ๆเพื่อให้น้องรักกัน มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน และก็อีกสารพัดที่จะยกขึ้นมาพูดได้อีกไม่รู้จบ

แต่สำหรับผม การรับน้องแบบว๊ากก็เป็นแค่ละครที่เราไม่อยากเข้าร่วมแสดง ไม่อยากดู และไม่อยากจะมีส่วนร่วมด้วยก็เท่านั้น อาจจะดูว่าผมเป็นคนไม่มีความอดทนเอาเสียเลย แต่เพราะว่าปกติก็ไม่ค่อยแคร์อะไรอยู่แล้ว เลยไม่ได้สนใจอะไรจุดนี้มากนัก และถึงอย่างไรก็คงไม่มีใครครหาได้ว่าทิ้งเพื่อนไป หรือไม่รู้จริงถึงมาพูด เพราะก็ได้ลองด้วยตัวเองแล้วว่าเป็นอย่างไร (ถึงแม้ว่าในปีต่อๆมาผมจะถูกรุ่นพี่รวมเข้าไปเป็นตัวอย่างประเภทดื้อดึง หรืออวดดีให้แก่รุ่นน้องๆทราบก็เถอะนะ)

ชีวิตเรามีอะไรให้ฝืนทนทำมากกมาย แค่ไอ้ที่เรียนอยู่เนี่ยก็ต้องกล้ำกลืนไปตั้งเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ในตอนแรกๆ(แต่ตอนนี้ก็เริ่มสนุกแล้วล่ะ) ผมแยกแยะออกได้ ว่าเรื่องไหนจำเป็นต้องอดทนเราก็ทน เรื่องไหนไม่จำเป็นก็ไม่รู้จะทนหาเหียกอะไร

เรียนดี กิจกรรมเด่น เน้นคุณธรรม น้ำปัญญา พลานามัยสมบูรณ์ เพิ่มพูนความรู้ เชิดชูวงศ์ตระกูล และอีกมากมาย ทั้งชีวิตเป็นคนที่เพียบพร้อมแต่หาความสุขให้ตัวเองไม่ได้อย่างนั้นผมก็คงไม่เอาด้วยล่ะ ถ้ามันไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าจะอดทนไปทำไม

กลับมาเข้าเรื่องน้องที่ฆ่าตัวตาย หลายคนประนามเขามากว่า ทำไมถึงโง่อย่างนั้น อ่อนแอ ขาด EQ (หน้าหนา ทำตามคนอื่นงกๆนี่ก็ไม่ได้แปลว่าอีคิวสูงนะครับ) ประชดประชันว่าเด็กอ่อนแออย่างนี้อีกหน่อยก็คงไม่ต้องทำอะไรกินกัน ต่อไปยังไงก็ไปไม่รอดต้องฆ่าตัวตายอยู่ดี และอีกมากมายที่จะสรรหางัดขึ้นมาแดกดันได้และไอ้ความคิดแบบนี้แหล่ะที่ทำให้ผมฟังแล้วรู้สึกหงุดหงิดทุกที เพราะมันแสดงถึงความไม่เอาใจใส่คนอื่นเลย คนประเภทนี้ล่ะ ที่พอโตขึ้นต่อไปกลายเป็นพ่อคนแม่คนก็จะไปกดดันให้ลูกตัวเองต้องเสียน้ำใจง่ายๆโดยไม่รู้ตัว

การฆ่าตัวตายน่ะมันไม่ใช่เรื่องดีหรอก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่คนๆหนึ่งจะตัดสินใจได้ง่ายๆเหมือนกัน เรื่องบางเรื่องที่คนเราคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆน่ะ พอมันรวมเข้ามากๆมันก็ทำให้เกิดเรื่องใหญ่ๆได้เหมือนกัน เรื่องนึงที่คุณว่าเล็กแต่อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ของอีกคนก็ได้ ลองสมมุติดูตามนี้นะ

ถ้าในวันนึง มีคนๆนึงตื่นสายเพราะนาฬิกาไม่ปลุก ออกจากบ้านก็โดนโจรวิ่งราวกระเป๋าไป ไปโรงพักแจ้งความตำรวจก็ไม่ดูดำดูดี ไปทำงานสายโดนครูด่าโดยไม่ฟังสาเหตุ พบว่าเพื่อนร่วมห้องแอบนินทาตัวเองลับหลัง ไปทางข้าวเที่ยงไม่มีที่ว่างต้องยืนกิน ขึ้นรถเมล์โดนคนโรคจิตแต๊ะอั๋ง กลับมาบ้านจักรยานที่ขี่ออกมาจอดไว้หน้าปากซอยโดนขโมย กลับไปถึงบ้านก็หมดแรงเข้าไปนอนโดยที่ไม่เปลี่ยนเสื้อผ้า พอแม่มาเห็นก็ด่ายกใหญ่บอกว่าทำไมไม่รู้จักอาบน้ำให้เรียบร้อย แล้วลูกก็เลยร้องไห้ออกมาเพราะเหลืออดที่ชีวิตในวันนี้เจอแต่เรื่องเฮงซวย

แต่แม่กลับยืนงงหรือนึกในใจว่า จะบ้าหรือเปล่า กะอีแค่โดนดุแค่นี้ไม่เห็นต้องร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังแบบนี้เลย แล้วก็พาลสงสัยว่าทำไมไม่มีความอดทนซะเลยนะลูกเรา

ไม่ได้บอกว่าแม่ผิดหรอกนะครับ แต่การตัดสินอะไรโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้สาเหตุด้วยนั่นแหล่ะที่ผิด ไม่ต่างอะไรกับที่คนส่วนใหญ่บอกว่าคนที่ฆ่าตัวตายผิด ทั้งๆที่จริงๆแล้วมันอาจจะมีอะไรซับซ้อนอีกมากที่ทำให้เขาต้องตัดสินใจทำอย่างนั้น การเอาตัวเองไปเป็นบรรทัดฐานตัวสินคนอื่นนั่นแหล่ะที่ผมว่าน่ารังเกียจ จุดความอดทนของเรามันมีต่างกันออกไป และถึงอย่างไรคนที่ตายก็ตายไปแล้ว ไม่สามารถกลับมาแก้ตัวอะไรได้อีกซึ่งก็เป็นโทษที่สาสมสำหรับคนที่คิดสั้นฆ่าตัวตายแบบนี้ แต่การไปเหยียบย่ำซ้ำเติมโดยไม่รู้จริงนี่แหล่ะ ที่ทำให้ผมรู้สึกแย่เอามากๆ

ขอบอกเลยนะครับ ว่าถ้ารู้ตัวว่าตัวเองยังเป็นคนที่มองอะไรส่วนใหญ่ง่ายๆเพียงด้านเดียว ก็ช่วยสงบปากสงบคำไว้ให้มากๆก็จะดี เพราะว่าคนแบบนี้แหล่ะ ที่มักจะเป็นตัวผลักดันให้คนอื่นเสียใจหรือทำอะไรเลวร้ายลงไปได้โดยไม่รู้ตัวเสมอ อันนี้พูดตามหลักการที่เรียนมานะ

การรับน้องถ้าจะมองในแง่ดีก็มีมาก แต่ผมสงสัยจริงๆว่าทำไมคนส่วนใหญ่มักไม่ยอมรับความจริงว่าด้านที่แย่ๆก็มีเยอะ(เอาเฉพาะในส่วนการรับน้องแบบห้องเชียร์อย่างเดียวนะ) เรื่องประเภทรุ่นพี่บังคับให้น้องกินเหล้า หรือทำอะไรรุนแรงน่ะมันมีให้เห็นเกร่อไปเลย(บางมหาลัยไม่มีก็ถือเป็นโชคดีไป แต่ลองดูตัวอย่างแบบข่าวเทคโนที่เกรียวกราวเป็นตัวอย่างประเภทเลวๆเอาแล้วกัน)

ส่วนของห้องเชียนร์และว๊าก ส่วนใหญ่ก็เห็นบอกกันเสมอว่า น้องปีหนึ่งจะไม่เข้าร่วมก็ได้ เพราะไม่บังคับ แต่ผมไม่เคยเห็นใครออกมายอมรับสักที ว่าพอมีคนไม่เข้า รุ่นพี่ว๊ากก็จะไปกดดันกับเพื่อนคนอื่นๆแทน ประเภทว่า เพื่อนเหนื่อยแต่คุณสบาย คุณไม่รักเพื่อน บลาๆๆๆ แล้วถ้าไอ้คนที่ไม่เข้าห้องเชียร์ยังดื้อดึงต่อไป ก็จะต่อความยาวไปอีกถึงขั้นไม่ให้คนอื่นๆคบหาด้วย หรือประนามกันเลยก็มี เรื่องแบบนี้มันมีจริงๆ แล้วสุดท้ายคนๆนั้นก็จะถูกบีบออกกลายเป็นหมาหัวเน่าคนเดียวไป แต่ก็แปลกที่คนส่วนใหญ่ไม่พูดกัน

ผมเองก็เคยเจอมากับตัวแล้ว ไอ้เรื่องแบบนี้ แต่ถ้าเป็นคนรักสันโดษอยู่แล้วอย่างผมก็ไม่คิดอะไรมาก เพราะว่ากับเพื่อนที่สนิทกันก็คุยกันให้เข้าใจเรียบร้อยแล้ว ส่วนใครคนอื่นจะมองว่าผมทำตัวอวดดียังไงก็อีกเรื่อง แต่มันก็มีเด็กอีกมาก ที่เขาอาจจะรับไม่ได้กับเรื่องแบบนี้ เพราะคนเรามันไม่มีใครเหมือนกัน บางคนทนได้ บางคนก็ทนไม่ได้ แล้วเด็กบางคนที่เป็นประเภทมาจากที่อื่นแล้วต้องมาอยู่ในที่ใหม่ที่ตัวเองไม่รู้จักน่ะ มันจะยิ่งเครียดหนักกว่าเดิมอีก ไหนจะต้องมาเจอเรื่องเรียนในแบบใหม่ๆ เพื่อนใหม่ รูมเมทใหม่ ต้องมาเจอการรับน้องโหดๆ บางคนถ้าเขารู้ว่ามันเป็นแค่การแสดงหรือเขาเข้มแข็งพอก็ดีไป แต่มันก็มีอีกมากที่เขาเปราะบางและเขาเข้าใจจริงๆว่าการว๊ากเนี่ย มันเป็นเรื่องจริง แต่รุ่นพี่เคยคิดตรงจุดนี้ไหม ไม่มีหรอก นี่แค่ตัวอย่างไม่กี่อย่างน่ะครับ ของจริงที่แย่ๆและไม่ยอมรับกันยังมีอีกเยอะ

รุ่นพี่ที่ดีทั้งหลายอาจจะออกมาบอกว่า จริงๆแล้วที่ทำไปก็เพราะหวังดีกับน้อง ผมเองก็เชื่อนะครับ เพราะอย่างน้อยเขาก็ตั้งใจเตรียมงานและเตรียมพร้อมกันเป็นอย่างดี(ไม่นับพวกรุ่นพี่เลวๆ) เจตนาดีน่ะผมเชื่อครับ แต่ในทางปฏิบัติน่ะทำได้เหมือนที่คิดหรือเปล่านี่มันก็อีกเรื่องนึง ถ้าเอาจากมุมมองผมน่ะนะ การมีห้องเชียร์เนี่ยมันไม่ประโยชน์อะไรหรอก เรื่องเพื่อนหรือจะบอกว่าเป็นการละลายพฤติกรรมมันก็ใช่อยู่

แต่ตัววิธีการน่ะครับ มันไม่ได้รองรับถึงคนทุกแบบ คนเราน่ะไม่มีใครเหมือนกันหรอก บางคนก็เป็นแก้วหนาๆ ใส่น้ำได้เยอะ บางคนเป็นแก้วกระดาษใส่เยอะๆก็ซึมก็ล้น มันไม่เหมือนกัน หรือจะรอให้แก้วแตกไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ที่หลังน่ะมันก็สายไปแล้ว รับน้องในส่วนดีๆน่ะ ผมว่ายังไงก็ไม่ควรจะยกไป อะไรที่มีประโยชน์ก็ควรเก็บไว้ แต่อันที่มันไม่ดี ตัดออกไปได้ก็ตัดออกเถอะครับ อย่ามัวอ้างอะไรแบบว่าหวังดีนักเลย เพราะมันก็มีให้เห็นเยอะแยะแล้ว ที่หวังดีมากไปจนกลายเป็นผลร้ายไปแทน ขอนิดเดียวจริงๆว่าอย่าไปคิดแทนคนอื่นเลยอย่าคิดว่าเรารับได้ เขาก็ต้องทนได้ ถ้ารักน้องกันจริงนะ ก็อย่าไปเพิ่มความเครียดให้เขาดีกว่า แค่ต้อนรับด้วยความอบอุ่นก็ถือว่ามากเพียงพอแล้วล่ะ

เพราะจบจากห้องเชียร์มา เพื่อนที่คบกันจริงๆของผมก็มีแต่คนที่สนิทด้วยเท่านั้น คนอื่นๆพอแยกสายหรือไม่ได้เรียนวิชาเดียวกันก็เหมือนแยกย้ายไปตาม section ที่เรียนมากกว่า ผมเรียนมาหลายปีแล้ว ผมยังจำได้แม่นถึงประเพณีที่ดีๆมากเสียกว่าไอ้ตอนรับน้องห้องเชียร์ประหลาดๆนั่นเสียอีก

จริงๆว่าจะเขียนบ่นอะไรมากกว่านี้ แต่พอก่อนดีกว่า(แค่นี้ก็คงไม่มีใครอ่านแล้วล่ะ) ก็หวังแค่ว่าในปีต่อๆไป คงจะไม่ต้องมานั่งทนรำคาญกับเรื่องแบบนี้อีกก็แล้วกัน สาธุ...


ช่วงนี้กระดี๊กระด๊าดีใจสุดฤทธิ์ เพราะในที่สุดการรอคอยบางอย่างของเราก็สิ้นสุดลงเสียที

การรอคอยนั้น จะว่าไปแล้วมันก็เป็นอะไรที่สนุกสนานอย่างหนึ่งในชีวิตคนเรา เพราะเหมือนเป็นสิ่งกระตุ้นในเรายังมีชีวิตต่อไป เพื่อรอที่จะได้พบกับสิ่งนั้นๆ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม อาจจะดูเวอ่ร์ไปหน่อย แต่เราก็คิดอย่างนี้จริงๆนะ

หยุดการนอกเรื่อง ขอพูดถึงการสิ้นสุดการรอคอยต่อ ช่วงนี้เรากำลังเนือยๆและเหนื่อยหน่ายกับงานพอสมควร แต่แล้วก็ดีใจมากเมื่อพบว่าบางอย่างที่รอคอยมันมาแล้ว สิ่งนั้นก็คือ......

นานะเล่ม 9 เย้ๆฮูเร่ฮิปฮิป

ถ้าจะถามเราว่ามีการ์ตูนอะไรที่อ่านแล้วชอบมากถถึงขนาดติดอันดับในดวงใจ รับรองว่าหนึ่งในนั้นจะต้องมีเรื่องของนานะด้วยแน่นอนเพราะว่านอกจากภาพที่สวยงามแล้ว หลายครั้งที่อ่านเรารู้สึกว่ามันมีอะไรลึกซึ้งมากกว่าการ์ตูนที่เป็นการ์ตูนทั่วๆไปซ่อนอยู่ในนั้น ถ้าหากจะให้แนะนำการ์ตูนอะไรสักเล่มละก็ ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องนี้แน่ๆสำหรับเรา

ตัวละครหลักทุกตัวมีส่วนผลักดันให้เรื่องราวดำเนินไปและเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งดีและร้าย แม้จะเป็นเพียงการกระทำเล็กๆน้อยๆก็ตาม แต่มันกลับก่อปมให้เกิดความซับซ้อนในความรู้สึกและอารมณ์ของตัวละครได้ทั้งสิ้น

ตัวละครหลักในเรื่องนี้มีสองคนคือ นานะและนานะ ทั้งคู่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่มาพบกันบนรถไปมุ่งหน้ามายังโตเกียว โดยที่ทั้งคู่มีจุดประสงค์เพื่ออนาคตของตัวเองที่ต่างกันและด้วยความบังเอิญทั้งคู่ก็ต้องมาอาศัยอยู่ภายในห้องเดียวกันในฐานะรูมเมท นานะเรียกนานะอีกคนว่า ฮาจิเพื่อไม่ให้ชื่อซ้ำกันเพื่อป้องกันความสับสน

นานะเป็นหญิงสาวที่มีบุคลิกเป็นคนที่เท่ห์อย่างร้ายกาจมาก เธอเป็นผู้หญิงที่แลดูเข้มแข็ง มาดมั่น มุ่งหน้าทำตามความฝันของตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ฮาจิกลับเป็นหญิงสาวที่อ่อนหวาน น่ารัก (พยายาม)ทำตัวไร้เดียงสา เป้าหมายในชีวิตไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง ทั้งคู่ไม่น่าเข้ากันได้ แต่ก็กลับกลายมาเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก(จนในบางครั้งก็ดูมากกว่าเพื่อน)

ในเปลือกภายนอกที่มองเห็นของคนทั้งคู่ แต่ภายในแล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้น นานะเองก็ดูเหมือนจะมีปมยึดติดในใจบางอย่างอยู่ และในบางครั้งก็เป็นผู้หญิงที่อ่อนแอ โลเลและรู้สึกทางลบกับตัวเองอยู่บ่อยครั้ง ในขณะที่ฮาจิกลับเป็นคนที่มีความเข้มแข็งกับชะตาชีวิตตัวเองได้ดีกว่า

โลกในการ์ตูนเรื่องนี้บางครั้งก็ดูสว่างสดใส น่าหลงใหลและชวนเพ้อฝัน แต่บางครั้งก็ดูจับต้องได้และเหมือนจริงเกินไปจนน่าตกใจ โดยเฉพาะการพูดในประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ซับซ้อนและเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจ มีอยู่หลายครั้งเหมือนกันที่เราพบว่าการกระทำบางอยางของนานะ ฮาจิ หรือตัวละครอื่นๆช่างดูสมจริงซะเหมือนกับว่าตัวเราเองก็เคยทำแบบนั้นเช่นกัน และตรงจุดนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า คุณคนเขียน(ai yasawa) เป็นคนที่เก่งมากจริงๆ

เราเริ่มค่อนข้างแน่ใจแล้วว่า เรื่องนี้คงจะมีความยาวประมาณ 14เล่มจบ เพราะเมื่อดูจากเนื้อเรื่องแล้ว คนเขียนจงใจให้เล่ม1-7 เป็นการเล่าเรื่องโดยอาศัยคำพูดของฮาจิเพียงคนเดียว

ต่อจากเล่ม 7 ก็กลายเป็นเล่ม 7.8 ซึ่งเป็นเล่มพิเศษที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของนานะสำหรับแฟนๆที่ติดตาม แต่ที่เราว่ามันมีความหมายบางอย่างมากไปกว่านั้น นั่นคือ เล่ม7.8นี้เป็นการแบ่งครึ่งเพื่อจะบอกให้รู้ว่า เนื้อเรื่องกำลังจะเปลี่ยนไปสู่ด้านที่มืดและหดหู่กว่าเดิมแล้ว

ในเล่ม8และเล่ม9 เนื้อเรื่องดำเนินไปโดยเปลี่ยนมุมมองคำพูดเป็นของนานะแทน และเรื่องราวดูเหมือนจะเปิดเผยให้เห็นถึงด้านมืดของตัวละครแต่ละตัวมากขึ้น จากที่โทนในเล่ม1-7จะมีแต่เรื่องที่สนุกสนานปนเศร้าบ้างเล็กๆน้อยๆ

ในเล่ม 9 นี้ เห็นได้ชัดว่า นานะกำลังเปิดเผยตัวตนที่เปราะบางของตัวเองออกมามากขึ้น บางครั้งก็ดูเป็นคนที่น่ากลัวและอ่อนแอผิดกับภาพลักษณะภายนอกมาก จนทำให้เรากลัวจริงๆว่าเรื่องนี้ตอนจบมันอาจจะไม่ Happy Endingก็ได้ ก็ได้ภาวนาอย่าให้เป็นอย่างนั้นละกัน

แต่ให้เดาเราว่าจบเศร้าแน่ๆ ไอ้เรื่องจะจบแบบ Happy Ending ทุกคนมีความสุข Ever After อะไรแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นในการ์ตูนของ Ai Yasawa เป็นประจำ แต่เราก็ชอบในจุดนี้เหมือนกันนะ ก็ชีวิตคนเราน่ะ มันไม่มีหรอก ไอ้เรื่องแบบ Happy Ending อะไรเทือกนั้นเพราะชีวิตยังต้องดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ต้องเผชิญกับเรื่องร้ายและเรื่องดี ทั้งการพบปะและลาจากตลอดจนกว่าเราจะหมดลมหายใจ นั่นละถึงอาจจะเรียกได้ว่าเป็นตอนจบจริงๆ

เช่นเดียวกับนานะ ที่ตอนนี้เหตุการณ์ภายในเล่ม9 กำลังดำเนินไปสู่จุดที่ยากจะทำให้ทั้งนานะและฮาจิสามารถกลับมาเป็นแบบเดิมกันได้อีกต่อไป อ่านแล้วก็แอบเศร้านะ ทั้งๆที่ทั้งคู่ต่างก็เป็นส่วนที่เติมเต็มกันและกัน แต่ต่อจากนี้ไปคงจะไม่มีเรื่องแบบนั้นอีกแล้วแน่ๆ เฮ่อ เศร้า ทั้งๆที่มันไม่น่าจะเป็นแบบนี้ไปได้เลยนะ (อารมณ์ประมาณดู Star Wars III จบเลย)

สรุปแล้วถ้าจะมองหาการ์ตูนอะไรดีๆอ่าน ไม่ว่าจะอ่านผิวเผินเอาสนุกๆ หรืออยากอ่านอะไรก็ได้ที่ภาพสนุกเนื้อเรื่องดี หรืออยากลองอ่านอะไรที่มันลึกซึ้งและทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น การ์ตูนเรื่อง Nana นี้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีทีเดียวสำหรับคนอ่านทุกคน

เฮ่อ...อยากแต่งเรื่องอะไรที่อ่านแล้วกินใจ ได้อารมณ์แบบเรื่องนี้บ้างจังเลยนะ คนเขียนจะเก่งเกินไปแล้ว T - Tอยากอ่านเล่ม10ต่อจังเลยฟ้อยยยยยย



Tharadon D.
View full profile