พูดถึงเรื่องของการรับน้อง ตัวผมเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่แยกตัวออกมาจากระบบการว๊ากและ sotus อย่างถาวรมาตั้งแต่ตอนปีหนึ่งแล้ว เพราะไม่เคยเห็นแม้แต่น้อยว่าเรื่องแบบนี้มันจะมีประโยชน์อย่างไร ที่พูดนี่ก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้จริงๆว่ามันมีความหมายอย่างไร หรือคิดไปเองทั้งๆที่ยังไม่ได้สัมผัส เพราะถึงจะไม่ชอบแต่ผมก็ยอมอดทนอยู่ร่วมขั้นตอนการรับน้องตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อจะได้ตัดสินใจว่า ตัวเองจะยอมตามระบบนี้ต่อไปหรือไม่ เพียงแต่ในตอนของขั้นสุดท้ายที่เป็นการเอารุ่น ก็ขอสละสิทธิ์ไปก็แทนถึงเพื่อนในคณะจะมองยังไงก็ไมได้สนใจ แต่ก็บอกกับเพื่อนที่สนิทๆในกลุ่มให้รู้แต่แรกแล้วว่าจะไม่เอารุ่น แต่ก็จะอยู่ช่วยจนจบการรับน้อง
คนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าผมโง่ หรือไม่เข้าใจจริงๆว่าระบบการรับน้องแนวว๊ากนั้นมันมีประโยชน์ยังไง ถ้าจะให้ผมยกเอาด้านดีมาพูดน่ะ มันก็มี ผมรู้หมดแหล่ะว่ามันเป็นแค่การสร้างสถานการณ์ขึ้นมาของพี่ๆเพื่อให้น้องรักกัน มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน และก็อีกสารพัดที่จะยกขึ้นมาพูดได้อีกไม่รู้จบ
แต่สำหรับผม การรับน้องแบบว๊ากก็เป็นแค่ละครที่เราไม่อยากเข้าร่วมแสดง ไม่อยากดู และไม่อยากจะมีส่วนร่วมด้วยก็เท่านั้น อาจจะดูว่าผมเป็นคนไม่มีความอดทนเอาเสียเลย แต่เพราะว่าปกติก็ไม่ค่อยแคร์อะไรอยู่แล้ว เลยไม่ได้สนใจอะไรจุดนี้มากนัก และถึงอย่างไรก็คงไม่มีใครครหาได้ว่าทิ้งเพื่อนไป หรือไม่รู้จริงถึงมาพูด เพราะก็ได้ลองด้วยตัวเองแล้วว่าเป็นอย่างไร (ถึงแม้ว่าในปีต่อๆมาผมจะถูกรุ่นพี่รวมเข้าไปเป็นตัวอย่างประเภทดื้อดึง หรืออวดดีให้แก่รุ่นน้องๆทราบก็เถอะนะ)
ชีวิตเรามีอะไรให้ฝืนทนทำมากกมาย แค่ไอ้ที่เรียนอยู่เนี่ยก็ต้องกล้ำกลืนไปตั้งเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ในตอนแรกๆ(แต่ตอนนี้ก็เริ่มสนุกแล้วล่ะ) ผมแยกแยะออกได้ ว่าเรื่องไหนจำเป็นต้องอดทนเราก็ทน เรื่องไหนไม่จำเป็นก็ไม่รู้จะทนหาเหียกอะไร
เรียนดี กิจกรรมเด่น เน้นคุณธรรม น้ำปัญญา พลานามัยสมบูรณ์ เพิ่มพูนความรู้ เชิดชูวงศ์ตระกูล และอีกมากมาย ทั้งชีวิตเป็นคนที่เพียบพร้อมแต่หาความสุขให้ตัวเองไม่ได้อย่างนั้นผมก็คงไม่เอาด้วยล่ะ ถ้ามันไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าจะอดทนไปทำไม
กลับมาเข้าเรื่องน้องที่ฆ่าตัวตาย หลายคนประนามเขามากว่า ทำไมถึงโง่อย่างนั้น อ่อนแอ ขาด EQ (หน้าหนา ทำตามคนอื่นงกๆนี่ก็ไม่ได้แปลว่าอีคิวสูงนะครับ) ประชดประชันว่าเด็กอ่อนแออย่างนี้อีกหน่อยก็คงไม่ต้องทำอะไรกินกัน ต่อไปยังไงก็ไปไม่รอดต้องฆ่าตัวตายอยู่ดี และอีกมากมายที่จะสรรหางัดขึ้นมาแดกดันได้และไอ้ความคิดแบบนี้แหล่ะที่ทำให้ผมฟังแล้วรู้สึกหงุดหงิดทุกที เพราะมันแสดงถึงความไม่เอาใจใส่คนอื่นเลย คนประเภทนี้ล่ะ ที่พอโตขึ้นต่อไปกลายเป็นพ่อคนแม่คนก็จะไปกดดันให้ลูกตัวเองต้องเสียน้ำใจง่ายๆโดยไม่รู้ตัว
การฆ่าตัวตายน่ะมันไม่ใช่เรื่องดีหรอก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่คนๆหนึ่งจะตัดสินใจได้ง่ายๆเหมือนกัน เรื่องบางเรื่องที่คนเราคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆน่ะ พอมันรวมเข้ามากๆมันก็ทำให้เกิดเรื่องใหญ่ๆได้เหมือนกัน เรื่องนึงที่คุณว่าเล็กแต่อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ของอีกคนก็ได้ ลองสมมุติดูตามนี้นะ
ถ้าในวันนึง มีคนๆนึงตื่นสายเพราะนาฬิกาไม่ปลุก ออกจากบ้านก็โดนโจรวิ่งราวกระเป๋าไป ไปโรงพักแจ้งความตำรวจก็ไม่ดูดำดูดี ไปทำงานสายโดนครูด่าโดยไม่ฟังสาเหตุ พบว่าเพื่อนร่วมห้องแอบนินทาตัวเองลับหลัง ไปทางข้าวเที่ยงไม่มีที่ว่างต้องยืนกิน ขึ้นรถเมล์โดนคนโรคจิตแต๊ะอั๋ง กลับมาบ้านจักรยานที่ขี่ออกมาจอดไว้หน้าปากซอยโดนขโมย กลับไปถึงบ้านก็หมดแรงเข้าไปนอนโดยที่ไม่เปลี่ยนเสื้อผ้า พอแม่มาเห็นก็ด่ายกใหญ่บอกว่าทำไมไม่รู้จักอาบน้ำให้เรียบร้อย แล้วลูกก็เลยร้องไห้ออกมาเพราะเหลืออดที่ชีวิตในวันนี้เจอแต่เรื่องเฮงซวย
แต่แม่กลับยืนงงหรือนึกในใจว่า จะบ้าหรือเปล่า กะอีแค่โดนดุแค่นี้ไม่เห็นต้องร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังแบบนี้เลย แล้วก็พาลสงสัยว่าทำไมไม่มีความอดทนซะเลยนะลูกเรา
ไม่ได้บอกว่าแม่ผิดหรอกนะครับ แต่การตัดสินอะไรโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้สาเหตุด้วยนั่นแหล่ะที่ผิด ไม่ต่างอะไรกับที่คนส่วนใหญ่บอกว่าคนที่ฆ่าตัวตายผิด ทั้งๆที่จริงๆแล้วมันอาจจะมีอะไรซับซ้อนอีกมากที่ทำให้เขาต้องตัดสินใจทำอย่างนั้น การเอาตัวเองไปเป็นบรรทัดฐานตัวสินคนอื่นนั่นแหล่ะที่ผมว่าน่ารังเกียจ จุดความอดทนของเรามันมีต่างกันออกไป และถึงอย่างไรคนที่ตายก็ตายไปแล้ว ไม่สามารถกลับมาแก้ตัวอะไรได้อีกซึ่งก็เป็นโทษที่สาสมสำหรับคนที่คิดสั้นฆ่าตัวตายแบบนี้ แต่การไปเหยียบย่ำซ้ำเติมโดยไม่รู้จริงนี่แหล่ะ ที่ทำให้ผมรู้สึกแย่เอามากๆ
ขอบอกเลยนะครับ ว่าถ้ารู้ตัวว่าตัวเองยังเป็นคนที่มองอะไรส่วนใหญ่ง่ายๆเพียงด้านเดียว ก็ช่วยสงบปากสงบคำไว้ให้มากๆก็จะดี เพราะว่าคนแบบนี้แหล่ะ ที่มักจะเป็นตัวผลักดันให้คนอื่นเสียใจหรือทำอะไรเลวร้ายลงไปได้โดยไม่รู้ตัวเสมอ อันนี้พูดตามหลักการที่เรียนมานะ
การรับน้องถ้าจะมองในแง่ดีก็มีมาก แต่ผมสงสัยจริงๆว่าทำไมคนส่วนใหญ่มักไม่ยอมรับความจริงว่าด้านที่แย่ๆก็มีเยอะ(เอาเฉพาะในส่วนการรับน้องแบบห้องเชียร์อย่างเดียวนะ) เรื่องประเภทรุ่นพี่บังคับให้น้องกินเหล้า หรือทำอะไรรุนแรงน่ะมันมีให้เห็นเกร่อไปเลย(บางมหาลัยไม่มีก็ถือเป็นโชคดีไป แต่ลองดูตัวอย่างแบบข่าวเทคโนที่เกรียวกราวเป็นตัวอย่างประเภทเลวๆเอาแล้วกัน)
ส่วนของห้องเชียนร์และว๊าก ส่วนใหญ่ก็เห็นบอกกันเสมอว่า น้องปีหนึ่งจะไม่เข้าร่วมก็ได้ เพราะไม่บังคับ แต่ผมไม่เคยเห็นใครออกมายอมรับสักที ว่าพอมีคนไม่เข้า รุ่นพี่ว๊ากก็จะไปกดดันกับเพื่อนคนอื่นๆแทน ประเภทว่า เพื่อนเหนื่อยแต่คุณสบาย คุณไม่รักเพื่อน บลาๆๆๆ แล้วถ้าไอ้คนที่ไม่เข้าห้องเชียร์ยังดื้อดึงต่อไป ก็จะต่อความยาวไปอีกถึงขั้นไม่ให้คนอื่นๆคบหาด้วย หรือประนามกันเลยก็มี เรื่องแบบนี้มันมีจริงๆ แล้วสุดท้ายคนๆนั้นก็จะถูกบีบออกกลายเป็นหมาหัวเน่าคนเดียวไป แต่ก็แปลกที่คนส่วนใหญ่ไม่พูดกัน
ผมเองก็เคยเจอมากับตัวแล้ว ไอ้เรื่องแบบนี้ แต่ถ้าเป็นคนรักสันโดษอยู่แล้วอย่างผมก็ไม่คิดอะไรมาก เพราะว่ากับเพื่อนที่สนิทกันก็คุยกันให้เข้าใจเรียบร้อยแล้ว ส่วนใครคนอื่นจะมองว่าผมทำตัวอวดดียังไงก็อีกเรื่อง แต่มันก็มีเด็กอีกมาก ที่เขาอาจจะรับไม่ได้กับเรื่องแบบนี้ เพราะคนเรามันไม่มีใครเหมือนกัน บางคนทนได้ บางคนก็ทนไม่ได้ แล้วเด็กบางคนที่เป็นประเภทมาจากที่อื่นแล้วต้องมาอยู่ในที่ใหม่ที่ตัวเองไม่รู้จักน่ะ มันจะยิ่งเครียดหนักกว่าเดิมอีก ไหนจะต้องมาเจอเรื่องเรียนในแบบใหม่ๆ เพื่อนใหม่ รูมเมทใหม่ ต้องมาเจอการรับน้องโหดๆ บางคนถ้าเขารู้ว่ามันเป็นแค่การแสดงหรือเขาเข้มแข็งพอก็ดีไป แต่มันก็มีอีกมากที่เขาเปราะบางและเขาเข้าใจจริงๆว่าการว๊ากเนี่ย มันเป็นเรื่องจริง แต่รุ่นพี่เคยคิดตรงจุดนี้ไหม ไม่มีหรอก นี่แค่ตัวอย่างไม่กี่อย่างน่ะครับ ของจริงที่แย่ๆและไม่ยอมรับกันยังมีอีกเยอะ
รุ่นพี่ที่ดีทั้งหลายอาจจะออกมาบอกว่า จริงๆแล้วที่ทำไปก็เพราะหวังดีกับน้อง ผมเองก็เชื่อนะครับ เพราะอย่างน้อยเขาก็ตั้งใจเตรียมงานและเตรียมพร้อมกันเป็นอย่างดี(ไม่นับพวกรุ่นพี่เลวๆ) เจตนาดีน่ะผมเชื่อครับ แต่ในทางปฏิบัติน่ะทำได้เหมือนที่คิดหรือเปล่านี่มันก็อีกเรื่องนึง ถ้าเอาจากมุมมองผมน่ะนะ การมีห้องเชียร์เนี่ยมันไม่ประโยชน์อะไรหรอก เรื่องเพื่อนหรือจะบอกว่าเป็นการละลายพฤติกรรมมันก็ใช่อยู่
แต่ตัววิธีการน่ะครับ มันไม่ได้รองรับถึงคนทุกแบบ คนเราน่ะไม่มีใครเหมือนกันหรอก บางคนก็เป็นแก้วหนาๆ ใส่น้ำได้เยอะ บางคนเป็นแก้วกระดาษใส่เยอะๆก็ซึมก็ล้น มันไม่เหมือนกัน หรือจะรอให้แก้วแตกไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ที่หลังน่ะมันก็สายไปแล้ว รับน้องในส่วนดีๆน่ะ ผมว่ายังไงก็ไม่ควรจะยกไป อะไรที่มีประโยชน์ก็ควรเก็บไว้ แต่อันที่มันไม่ดี ตัดออกไปได้ก็ตัดออกเถอะครับ อย่ามัวอ้างอะไรแบบว่าหวังดีนักเลย เพราะมันก็มีให้เห็นเยอะแยะแล้ว ที่หวังดีมากไปจนกลายเป็นผลร้ายไปแทน ขอนิดเดียวจริงๆว่าอย่าไปคิดแทนคนอื่นเลยอย่าคิดว่าเรารับได้ เขาก็ต้องทนได้ ถ้ารักน้องกันจริงนะ ก็อย่าไปเพิ่มความเครียดให้เขาดีกว่า แค่ต้อนรับด้วยความอบอุ่นก็ถือว่ามากเพียงพอแล้วล่ะ
เพราะจบจากห้องเชียร์มา เพื่อนที่คบกันจริงๆของผมก็มีแต่คนที่สนิทด้วยเท่านั้น คนอื่นๆพอแยกสายหรือไม่ได้เรียนวิชาเดียวกันก็เหมือนแยกย้ายไปตาม section ที่เรียนมากกว่า ผมเรียนมาหลายปีแล้ว ผมยังจำได้แม่นถึงประเพณีที่ดีๆมากเสียกว่าไอ้ตอนรับน้องห้องเชียร์ประหลาดๆนั่นเสียอีก
จริงๆว่าจะเขียนบ่นอะไรมากกว่านี้ แต่พอก่อนดีกว่า(แค่นี้ก็คงไม่มีใครอ่านแล้วล่ะ) ก็หวังแค่ว่าในปีต่อๆไป คงจะไม่ต้องมานั่งทนรำคาญกับเรื่องแบบนี้อีกก็แล้วกัน สาธุ...