2009/Oct/24

28 สิงหาคม 2552
 
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่ผมกำลังนั่งปั่นงานอยู่จนหัวหมุน ห้าทุ่มครึ่งแล้ว ใครกันนะที่บังอาจโทรมาในตอนที่กำลังวุ่นๆแบบนี้...
 
พอเหลือบดูหน้าจอมือถือก็ไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย คุณแฮม เพื่อน(มั้ง?)ผู้แสนเอาแต่ใจนี่เอง ไม่รู้จักกาละเทศะเอาเสียจริง เวลาแบบนี้มนุษย์ทั่วๆไปเค้ายังโทรไปหาคนอื่นกันอีกเรอะ!

" มีอาราย" ผมกรอกเสียงเนือยๆลงไป

" กว่าจะรับได้นะ ทำอะไรอยู่หา น่าเกลียดจริง ใช้เพลงรอสายก็แอ๊บแบ๊ว ฟังแล้วเสียหูชะมัด" ดูมันสิครับ แค่เริ่มรับสายก็บ่นเหมือนแม่บ้านสามีทิ้งแล้ว

" เออ....มีอารายยยยย "

" ตกลงแกจะสอบมั้ย โทอิคเนี่ย ปล่อยให้ตูรอตั้งนานแล้วนะ สัญญาไม่เป็นสัญญาเลย กี่เดือนแล้วเนี่ย หา! " มันยังคงบ่นต่อไป ขนาดผมเป็นกระต่ายขี้บ่นแล้วยังต้องยอมแพ้การบ่นของเขาจริงๆ

อันที่จริงแล้ว หลายสัปดาห์ก่อนผมก็นัดมันไปสอบรอบนึงแล้วล่ะครับ แต่มันดันไปสอบวันธรรมดาไม่ได้เพราะลางานจนหมดโควต้าแล้ว ส่วนวันเสาร์ผมก็ต้องทำงาน ก็เลยเลื่อนไปเลื่อนมาเช่นนี้ ตกลงมันเป็นความผิดผมเรอะเนี่ย!

" แฮม... แกก็ไปสอบก่อนสิ " ผมนึกในใจว่าแล้วทำไมต้องไปสอบพร้อมกันด้วยล่ะเนี่ย

" ไม่เอา ตูเพิ่งสอบครั้งแรก ไม่อยากไปคนเดียว " ดูวิธีขอร้องคนของมันสิครับ...

" วันธรรมดาได้ไหม? "

" ไม่! " ผมรู้คำตอบก่อนจะได้ยินเสียอีก คนอย่างคุณแฮม ใครจะไปขัดใจได้ล่ะ...

" เออ เสาร์หน้าก็เสาร์หน้า จะลางานให้ละกัน โอเคไหม " ผมตอบอย่างเหนื่อยอ่อน จริงๆก็เตรียมใจไว้ก่อนแล้วล่ะว่าต้องเป็นแบบนี้ ยังไงสอบแค่ครึ่งวัน ลาไปสอบให้จบๆเรื่องไปซะก็ดีเหมือนกัน

" โอเค ห้ามเลื่อนแล้วนะเฟ้ย "

" อืมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม" ผมลากเสียงยาวเตรียมจะวางสาย

" เดี๋ยวก่อน ไอ้กระต่าย!" เสียงคุณแฮมยังคงบ่งบอกถึงความเอาแต่ใจเช่นเคย " อย่าลืมโทรไปสมัครให้ตูด้วยนะ "

ผม "......"

---------------------------------------

TOEICคือการสอบวัดความรู้ในด้านภาษาอังกฤษประเภทหนึ่ง ซึ่งมักจะใช้ในสายงานเกี่ยวกับงานบินและงานโรงแรม งานบริการ หรือพวกพยาบาลเสียส่วนใหญ่(เท่าที่ทราบมา) ซึ่งในแง่ของความนิยมแล้วก็ถือว่าเป็นการสอบที่มีมาตรฐานที่น่าเชื่อถือได้ในวงกว้าง แต่อาจจะเป็นรองเพียง TOFEL ซึ่งจะเป็นหลักสูตรที่ยากกว่าเท่านั้นเอง

อันที่จริงเมื่อราวๆสองสามปีก่อน ผมก็เคยได้ไปสอบเจ้า Toeic นี่มารอบนึงแล้วล่ะครับ แต่ครั้งนั้นเป็นอะไรที่ฉุกละหุกมากเมื่อต้องมีเวลาเตรียมสอบเพียงแค่วันเดียว เนื่องจากทางบ้านแอบไปสมัครไว้โดยไม่บอกกล่าว ด้วยเหตุนี้ผมเลยตั้งปฏิธานไว้ตลอดว่าถ้าจะสอบใหม่อีกครั้งเนี่ย งานนี้คงต้องตั้งใจอ่านกันให้เต็มที่แบบไม่ต้องมานั่งนึกทีหลังเลย ว่าถ้ามีเวลาเตรียมตัวมากกว่านี้ คะแนนจะออกมาเป็นยังไงนะ

แต่จนแล้วจนรอด จนกระทั่งใบผลคะแนนสอบครั้งก่อนหมดอายุไปแล้ว ผมก็ยังไม่ได้อ่านหนังสือเตรียมสอบสักที(ทั้งยุ่งเรื่องงานและทั้งขี้เกียจเองด้วย แหะๆๆๆ) จนมาถึงตอนนี้ก็เหลือเวลาแค่สัปดาห์เดียวซะแล้ว อื้ม...มองในแง่ดีก็ถือว่ายังมีเวลาเยอะกว่าคราวก่อนตั้ง 7 เท่าก็แล้วกัน อืม...

เท่าที่รู้มาคร่าวๆเกี่ยวกับข่าวคราวของ TOEIC ในช่วงหลังๆนี้ ก็คือว่าเขาได้เปลี่ยนระบบการสอบใหม่แล้ว เช่นเดียวกับค่าสมัครสอบใหม่จากเดิม 1000 เป็น 1200 (โอ้ไม่!) ซึ่งก็มีเสียงร่ำลือมามากมายว่าโหดเหี้ยมขึ้นกว่าข้อสอบแบบเก่าพอตัวทีเดียว เอ...แล้วผมจะไหวไหมเนี่ย แม้ว่าคราวนี้จะมีหนังสือติว TOEIC โดยเฉพาะ(ของน้องสาว) และหนังสือ Listening ที่ยืมจากคุณแฮมมารับมือกับการสอบครั้งนี้ด้วย แต่ยังไงเสียมันก็เป็นข้อสอบแบบเก่า ด้วยเหตุนี้พอปั่นงานเสร็จ วันต่อมาผมก็เลยต้องรีบแล่นออกไปยังร้านเนทแถวบ้าน เพื่อหาข้อมูลดูสิว่า ข้อสอบแบบใหม่ที่ว่านั้น มันจะเป็นยังไงกัน

--------------------------------

เพื่อให้เอนทรี่ในวันนี้ดูมีคุณค่ามากขึ้นกว่าการเป็นไดอารี่ขี้บ่น ดังนั้นครูกระต่ายแห่งสถาบัน คุณม่อง(คู่แข่ง Kumon) ก็จะมาขออธิบายเกี่ยวกับข้อสอบ TOEIC แบบใหม่คั่นเวลาให้นักเรียนทุกคนที่เข้ามาอ่านบลอคในวันนี้จดจำเอาไว้เป็นวิทยาทานกันนะจ๊ะ เนื่องจากเมื่อตอนไปเสิร์ชหาข้อมูลนั้น แสนจะรำคาญเหลือเกินที่เจอแต่พวกสำนักติวความรู้ TOEIC ให้พรึ่บ ซึ่งไม่มีแม้แต่ข้อมูลสักกะผีกริ้นว่าตัวข้อสอบจริงๆมันมีอะไรยังไงบ้างเลย

แถมเนื่องจากเอนทรี่ที่เคยเขียนแนะแนวถึงวิธีสอบเมื่อครั้ง TOEIC ยังเป็นแบบเก่าอยู่ ก็ดูจะมีประโยชน์ต่อนักเรียนที่หลงเข้ามาในนี้บ้างไม่มากก็น้อยทีเดียว ดังนั้นก็เลยคิดว่าทำอีกสักทีก็ดีเหมือนกัน เอาล่ะ! พล่ามมายาวแล้ว ไปอ่านกันเลยเถอะ

"ตะลุยข้อสอบ TOEIC รูปแบบใหม่กับครูกระต่าย"

ก่อนอื่นก็จะขอสรุปง่ายๆว่าข้อสอบ TOEIC นั้น ถึงจะเป็นแบบใหม่ แต่ก็ยังแบ่งออกเป็นสองหมวดเหมือนเคย นั่นก็คือหมวด Reading และ Listening  แต่สิ่งที่ต่างกันออกไปก็คือ ข้อสอบหมวดย่อยที่อยู่ข้างในนั้น จะมีการปรับเปลี่ยนจำนวนข้อสอบหลายๆอย่าง ซึ่งบอกได้เลยว่าล้วนแต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อให้ได้คะแนนยากขึ้นทั้งนั้น เช่นในหัวข้อไหนที่เป็นตัวช่วยด้านคะแนนได้เยอะ ก็จะลดจำนวนข้อลง หรือตัดทิ้งไปเลยก็มี บางหัวข้อที่ยากอยู่แล้ว ก็มีการเพิ่มจำนวนข้อเยอะขึ้น ยากขึ้น เป็นต้น

เอาเป็นว่าข้อสอบใหม่ในแต่ละหมวดย่อย จะมีอะไรบ้าง ลองมาทำความรู้จักกันเลยจ๊ะ

LISTENING TESTแบ่งเป็นสี่หมวดย่อย / 100 ข้อ

1. ฟังคำอธิบายเกี่ยวกับภาพ 10 ข้อ

ข้อสอบในหมวดนี้ยังเป็นรูปแบบเดิม นั่นคือจะมีรูปตัวอย่างให้เราดู เราจะต้องฟังและบอกให้ได้ว่าข้อไหนกันแน่ที่เขากำลังพูดถึงภาพนี้อยู่

Example นะจ๊ะ สมมุติเขาให้ภาพโจทย์มาแบบนี้

 

(สมมุติว่าเป็นเสียงฝรั่งที่เพิ่งตื่นพูด)

A. They Singing on the Stage.

B. Four-Mod New Dress Are So Cute!

C. One Of These Girls Wearing Hat.

D. I-L-O-V-E Wa ah ah Love U!

เป็นยังไง ทำกันได้ไหมจ๊ะ นักเรียนของครูกระต่าย หลายคนอาจจะคิดว่าข้อ B ถูก แต่ต้องระวังไว้นะจ๊ะ ว่าให้เลือกข้อที่พูดถึงสิ่งที่อยูในภาพชัดเจนที่สุด ดังนั้นคำตอบในข้อนี้ก็คือ ข้อ C นั่นเอง

แน่นอนว่าข้อสอบส่วนนี้เป็นข้อสอบที่ง่ายพอสมควร เนื่องจากตัวรูปก็ค่อนข้างจะชัดเจนอยู่แล้วว่ามันกำลังแสดงอะไรอยู่ และชอยส์ที่ให้เลือกก็ไม่ค่อยจะมีหลอกอะไรมากมาย และเนื่องจากมันคงเป็นตัวช่วยนักเรียนหลายๆคนดังที่ครูกระต่ายคาด ข้อสอบรูปแบบใหม่เลยลดจำนวนข้อลงเหลือแค่ 10 ข้อ จากของเดิมที่มีตั้ง 20 ข้อซะงั้นน่ะ เฮ่อ...เซ็งกระต่ายเลย

2. เลือกบทสนทนาที่เข้าท่าที่สุด 30 ข้อ

อันนี้ก็เหมือนเดิม เป็นการฟังบทสนทนาที่อีกฝ่ายถามเรามา และเราต้องเลือกคำตอบที่น่าจะถูกที่สุด โดยจะมีตัวเลือกสามตัวเลือก ตัวอย่างเช่น

(ติ๊ต่างว่าเสียงฝรั่งแก่ๆพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงียๆ) : How Do You Feel About Four-Mod New Album " We Will Love U"?

A. We Will Rock U? Isn't It From The Band Name Queen ?

B. I Like Korea And I Hate Kamikaze.

C. I Love It! Eventhough It Isn't The way They Had Been Before.

คำตอบที่ถูกต้องคือข้อไหนจ๊ะ นักเรียน ถ...ถูกต้องนะจ๊ะ นั่นคือข้อ C นั่นเอง

ก็เป็นเหมือนกับข้อสอบระบบเก่า ในหมวดนี้จะยากกว่าหมวดที่แล้วในระดับหนึ่ง เพราะข้อสอบทั้งคำถามและคำตอบจะไม่ถูกพิมพ์ลงไปในกระดาษคำตอบ ต้องฟังเอง ดังนั้นจึงต้องตั้งสติให้ดี แต่โดยรวมๆแล้วยังจัดว่าไม่ยากมาก เพราะข้อไหนที่ไม่ใช่เนื้อหาก็จะแบบคนละโลกสุดกู่กับคำถามไปเลย แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการหลอกเลย ดังนั้นอย่าประมาทเป็นดีที่สุด

3 .ฟังบทสนทนาสั้นๆเพื่อจับใจความ 30 ข้อ

ในหมวดนี้ครูกระต่ายขอบอกว่าระดับความยากอัพเกรดขึ้นจากสองหมวดแรกเยอะมาก โดยจะให้เราฟังบทสนทนาโต้ตอบของคนสองคน และฟังคำตอบที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับบทสนทนามากที่สุดตัวอย่าง(สมมุติว่าเป็นฝรั่งพูดภาษาอังกฤษเอาเอง)

A - นี่ เธอ ฟังเพลงโฟร์มดอัลบั้มใหม่แล้วรึยัง

B - เอ๋! ทำไมถามแบบนี้ล่ะ เมื่อตอนฉันไปทะเลยังพกไปฟังอยู่เลย ดนตรีบอสสาโนว่าแบบนี้เข้ากันดีมากอ่ะ

A - บ้าแล้ว นั่นมันชุด On The Beach ล่ะสิ มันมีใหม่กว่านั้นแล้วย่ะ!

B - จริงเหรอ ว๊าย ตายแล้ว ชื่อชุดอะไรกันล่ะ นี่ฉันคงอาบแดดมากไปจนเบลอแน่ๆเลย มีออกใหม่อีกแล้วเหรอ

A - จริงแน่นอนจ๊ะ ชื่อชุด We Will Love U ไง เดี๋ยวฉันให้ยืมนะเอาไหม

B - ไม่ต้องหรอกจ๊ะ ฉันซื้อเองได้ เดี๋ยวฉันไปก่อนนะ ต้องออกไปซื้อแฟชั่นรับลมร้อนใหม่ที่ตะวันนาแล้วล่ะ

A - อย่าลืมเอาร่มไปด้วยล่ะ ช่วงนี้ฝนตกบ่อย สมกับเป็นหน้าฝนจริงๆ

B - จ๊ะ บายๆ

แล้วเสียงพูดก็จะตั้งคำถามกับเราต่อประมาณว่าช่วงนี้ B กับ A อยู่ในสภาวะอากาศแบบไหน

A. Sunny B. Snow C. Rain D. สภาวะโลก เลิฟ ละละ เลิฟ ยู

คำตอบที่ถูกต้องคืออะไรจ๊ะ นักเรียน ถ...ถูกแล้วจ๊ะ นั่นคือข้อ C. Rain นั่นเอง

จริงๆแล้วรูปแบบคำถามนั้นไม่ยากมาก แต่บทสนทนาเกือบ 90% นั้นเป็นบทสนทนาที่มีจุดหลอกเยอะมาก ซึ่งที่นิยมมากก็อย่างการคุยถึงบางอย่างที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่จะถามเลย เช่น คุยกันเรื่องอัลบั้มโฟร์มด แต่ถามจริงๆดันถามถึงสภาพอากาศ หรือน้ำเสียงของคนสนทนาที่จะเน้นเสียงตอนพูดถึงการอาบแดดหรือไปทะเลชัดโคตรๆ ในขณะตอนที่พูดถึงเรื่องฝนตก ไอ้คนพูดจะแกล้งพูดเบาๆและพูดเร็วสุดฤทธิ์ประหนึ่งว่าจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อีกไม่กี่วินาทีทีเดียว

แถมนอกจากนี้ คนออกข้อสอบยังใจดี เพิ่มโปรโมชั่นใหม่ขึ้นมานั่นคือ หนึ่งบทสนทนาตอบหลายคำถาม ซึ่งตอนที่คุณกำลังเริ่มทำข้อสอง ก็อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่าบทสนทนาพูดถึงเรื่องอะไรกันมั่ง...

4. ฟังข้อความ/ประกาศแล้วจับใจความเพื่อตอบคำถาม 30 ข้อ

 ในหมวดนี้ถือว่ายากที่สุดในการสอบ Listening เพราะเราจะต้องฟังเสียงพูดเล่าแบบเรื่อยเปื่อยยาวเกือบนาที ซึ่งจะมีตั้งแต่การประกาศสภาพอากาศ ตารางการเดินรถ การปรับเปลี่ยนเที่ยวบิน การลดราคาสินค้า ซึ่งจะมีข้อมูลที่ต้องจำหลายอย่างมาก ที่ยากก็คือเราต้องจำเนื้อหาทั้งหมดให้ได้ว่าพูดเกี่ยวกับอะไรบ้าง และจำนวนข้อสอบที่ต้องตอบก็มีมากกว่าหนึ่งข้อ

ตัวอย่างเช่น เสียงพูดพูดถึงห้างที่กำลังลดราคา มีอะไรลดราคาบ้าง อะไรไม่ลดบ้าง มีของแถมกี่โมง ห้างจะเปิดกี่โมงปิดกี่โมง และในวันหยุดพิเศษจะเปิดกี่โมง บลาๆๆๆโดยที่คำถามก็จะถามประมาณว่า 1. มีอะไรลดราคาบ้าง 2.วันที่ห้างเปิดเร็วมีกี่วัน3.ของที่แถมมีจำกัดแค่กี่ชิ้น เป็นต้น

แม้รูปแบบข้อสอบจะเหมือนเดิม แต่บอกตรงๆว่ายากโคตรๆๆๆๆๆ ระดับความยากถ้าเทียบกับหมวดรูปภาพแล้วก็ประมาณฟ้ากับเหวเลยทีเดียว นักเรียนควรจะระวังข้อสอบหมวดนี้เอาไว้ให้มาก เพราะคะแนนเยอะและยาก แถมเหมือนคนออกข้อสอบจะรู้ว่าคนเกลียดข้อสอบหมวดนี้กันเยอะ ข้อสอบรูปแบบใหม่ก็เลยเพิ่มจำนวนข้อให้เยอะขึ้นกว่าเดิมอีก โอยยย เอามีดมาแทงกันเลยดีกว่าไหม!

--------------------------------------------------------------------------------

READING TEST แบ่งเป็นสามหมวดย่อย /100 ข้อ

1. Cloze Test 50 ข้อ

ข้อสอบในหมวดนี้จะเป็นเติมคำในช่องว่างให้ถูกหลักที่ควรจะเป็น โจทย์จะเว้นคำที่หายไปไว้หนึ่งคำ ซึ่งเราต้องเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดจากชอยส์ทั้งสี่ตัวเลือก ข้อสอบจะถามสองเรื่องหลักๆ คือหนึ่ง ความรู้ไวยากรณ์ เช่น ตรงจุดนี้ควรใช้ Verb ไหน หรือตรงนี้ควรจะเป็น Adverb หรือ Adj. หรือ เป็นแค่คำศัพท์ธรรมดาๆ กับสอง ถามเรื่องคำศัพท์ เช่น ตรงจุดนี้ควรใส่คำว่าอะไรเข้าไปจึงจะทำให้ประโยคถูกต้องที่สุด

ซึ่งส่วนตัวแล้วจะว่ายากก็ไม่ถึงกับยากจนทำไม่ได้เลย เพราะรูปแบบไวยากรณ์นั้นจะมีหลักที่ค่อนข้างตายตัว ถ้าลองทำข้อสอบผ่านตาบ่อยๆ + อ่านและพยายามจำให้มากๆ จะพบเลยว่ารูปแบบของข้อสอบนั้นจะคล้ายๆกัน ในขณะที่ข้อไหนที่เป็นการให้เติมคำศัพท์นั้น ให้จำรูปประโยคเป็นตัวอย่างที่ถูกต้องไว้ได้เลย สรุปก็คือถ้ารู้คำศัพท์ + ไวยากรณ์ไว้เยอะๆจะดีที่สุด เพราะข้อสอบจะทดสอบเราในเรื่องนี้โดยตรง

2. Incomplete Text 12 ข้อ

อันนี้คือหมวดใหม่เลยที่เพิ่มเข้ามาในข้อสอบ TOEIC แบบใหม่ โดยมาแทน Error-Checking ในข้อสอบแบบเก่า ข้อสอบนี้จะเป็นการให้ประกาศ จดหมาย หรือข้อความมาชิ้นหนึ่ง โดยจะเว้นว่างบางจุดเอาไว้ แล้วให้เราเลือกข้อที่ถูกต้องที่สุดเติมลงไป

โดยรวมแล้ว ครูกระต่ายว่าข้อสอบหมวดนี้จะเน้นความรู้เรื่องศัพท์เสียส่วนใหญ่ แต่ก็มีบ้างที่ถามถึงเรื่องของไวยากรณ์ ให้ว่ากันตรงๆจริงๆแล้วก็ไม่ต่างกับข้อสอบในหมวด Cloze Test เท่าไหร่ ถ้าใครชอบทำ Error-Checking มากกว่าคงขัดใจนิดหน่อย แต่สำหรับครูกระต่ายที่เกลียด Error-Checking เอามากๆแล้ว การที่มันหายไปได้ถือว่าดีมากจริงๆ ฮ่าๆๆ(แต่จริงๆก็เหมือนมันจะถูกเอาไปปนใน Cloze Test หน่อยๆนะ)

3. Article & Passage 48 ข้อ

อ่านบทความ ข้อความ ประกาศ ข่าว ฯลฯที่ให้มาแล้วตอบคำถาม ใครนึกไม่ออกให้นึกถึงข้อสอบตอนเอนท์ รูปแบบคล้ายๆกัน แต่ระดับความยากยากกว่าเยอะ เพราะบางทีเป็นเรื่องที่ใช้ศัพท์เฉพาะ อ่านแล้วใช้ตอบได้แค่ ข้อสองข้อ ซึ่งจะทำให้เสียเวลามากในการอ่านเพื่อเอามาตอบอะไรนิดๆหน่อยๆ

ที่ยากขึ้นกว่าข้อสอบเก่าก็คือ บทความบางอันจะอยู่ในรูปแบบของการตอบกลับของคนสองฝ่าย เช่น จดหมายสมัครงานที่ส่งหาบริษัท กับจดหมายนัดหมายสัมภาษณ์งานที่บริษัทส่งมาให้ หรือ เมล์ที่ส่งหาคนๆนึง และเมล์ที่อีกคนส่งกลับ ทำให้จำนวนบทความที่ต้องอ่านเพิ่มขึ้นเยอะมาก และข้อมูลที่จะใช้ตอบก็แทรกอยู่ในทั้งสองส่วนพอๆกัน ทำให้ละเลยอันใดอันหนึ่งไปไม่ได้

แถมข้อสอบในหมวดนี้นอกจากจะเพิ่มจำนวนบทความที่ให้อ่านกันจนอ้วกสมกับเป็น Part Reading แล้ว ยังเพิ่มจำนวนข้อขึ้นอีก เรียกว่าถ้าตายอันนี้ก็จบเห่กันเลยเรื่องคะแนน แถมตัวข้อสอบก็ยังเป็นข้อสอบประเภทที่ต้องเสียเวลาทำเยอะที่สุดอีกด้วย ดังนั้นถ้าแบ่งเวลาไม่ดีละก็ เหอๆๆๆ อย่าหาว่าครูกระต่ายไม่เตือนเลย...

โดยรวมแล้วข้อสอบแบบใหม่ก็ไม่ได้ต่างจากรูปแบบเก่ามากนัก ส่วนใหญ่ก็อย่างที่บอกว่าเน้นในการลดหรือเพิ่มจำนวนข้อสอบในแต่ละหมวดมากกว่า แต่ที่เปลี่ยนไปเลยจริงๆก็มีเยอะอยู่เหมือนกัน ดังนั้นใครที่คิดจะไปสอบแล้วอ่านหนังสือติวแบบเก่า ก็อาจจะยังใช้ได้บ้างในบางจุด แต่ถ้าจะให้ดีก็เน้นเรื่องไวยากรณ์กับคำศัพท์ไว้เยอะๆจะดีที่สุดนะจ๊ะ เพราะนี่คือพอยท์หลักๆเลยในการพิชิตทุกข้อสอบ

ขอพลังจงอยู่คู่ตัวท่าน...

ครูกระต่าย

-----------------------------------

หลังจากเสิร์ชหาข้อมูล TOEIC ได้ในระดับหนึ่งแล้ว ผมเลยลองเปลี่ยนไปหาตัวอย่างข้อสอบ TOEIC เก่าๆมาทำบ้าง ซึ่งก็เจอในเวปที่น่าสนใจอยู่หลายอัน แม้ว่าจะเป็นข้อสอบแบบเก่าก็ตาม แต่เอามาทำเสียหน่อยก็คงไม่เสียหายอะไรล่ะนะ จากนั้นก็รอวันจันทร์แล้วก็โทรไปสมัครสอบที่ศูนย์ TOEIC ซึ่งก็ทุลักทุเลเอาการ เนื่องจากเพิ่งนึกได้ว่า นี่เป็นครั้งแรกนี่นาที่โทรไปสมัคร เพราะครั้งก่อนที่สอบ ทางบ้านแอบโทรไปสมัครให้ เล่นเอาต้องวิ่งหาบัตรประชาชน แถมนั่งสะกดชื่อ-นามสกุลตัวเองเป็นภาษาอังกฤษอยู่นานสองนานเลย 555

และแล้ววันศุกร์ก็มาถึงอย่างรวดเร็ว ผมนั่งไล่อ่านหนังสือติว TOEIC รูปแบบเก่าต่อไปแม้ว่าจะอ่านมา 3 วันแล้วก็ยังไม่จบและไม่ค่อยเข้าหัวสักทีก็ตาม โดยอ่านควบคู่ไปกับหนังสือไวยากรณ์พื้นฐานตอนม.3 เล่มเก่าหงำเหงือกที่มีแต่เนื้อหาเบสิคสุดๆเช่นเคย แม้ว่าหนังสือใกล้หมดสภาพเต็มแก่เนื่องจากเวลาจะไปสอบภาษาอังกฤษ ก็ใช้แต่เล่มนี้อ่านอยู่เล่มเดียวทุกที 

จริงๆก็ว่าจะใช้วิธีหาหนัง DVD ดูแล้วปิดซับไทยเหมือนกับตอนที่สอบครั้งก่อนอยู่เหมือนกัน แต่เนื่องจากเครื่องเล่นยังเสียอยู่แล้วก็ไม่อยากเสียสายตากับจอคอมนานๆ ก็เลยตัดใจว่าคราวนี้เน้นการทำข้อสอบเป็นหลักก็แล้วกัน สองปีมาแล้ว เคยสอนศิลปะเด็กฝรั่งมาก็มี ทักษะการฟัง เราคงเพิ่มจากตอนนั้นมาบ้างล่ะ 555 (เข้าข้างตัวเองเล็กน้อย)

จนกระทั่งสองทุ่มกว่าๆก็ค่อยเริ่มนั่งทำข้อสอบ TOEIC ที่โหลดมาในคอมไปเรื่อยๆ แม้ว่าใน Part Listening จะต้องเปิดเสียงหูฟังแข่งกับเสียงเกมส์เทนนิส ที่น้องสาวถือจอย Wii สวมบทเป็น มาเรีย ซาราโปว่าตีแข่งกับแอนดี้ รอดดิคอยู่ไม่ห่างนักก็ตาม อืม...ถือว่าฝึกเรื่องสมาธิในการฟังก็แล้วกันนะ...

แต่ไม่รู้ทำไม ทั้งๆที่คิดว่าทำข้อสอบได้หมดแล้วนะ แต่พอลองตรวจคะแนนดูแต่ละอัน ปรากฏว่าได้ผ่านครึ่งมาฉิวเฉียดเกือบทั้งนั้น บางส่วนที่คิดว่าน่าจะได้คะแนนเยอะแน่ๆแล้วก็ดันได้ผลตรงข้ามอีก โอ๊ย....ผลลัพธ์ไม่ได้ก่อให้เกิดความมั่นใจแม้แต่น้อยเลย พาลอยากจะขอเวลาเตรียมตัวเพิ่มอีกสักสัปดาห์ได้ไหมเนี่ย

แต่ปัญหาตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่คุณแฮมแล้วล่ะครับ แต่มันอยู่ที่ว่าเมื่อจองที่สอบแล้วไม่ยอมไปสอบ อาจจะโดนตัดสิทธิ์ในการสอบครั้งต่อๆไป แถมอาจจะยังต้องเสียค่าปรับอีก...

เรื่องเงินนี่ล่ะที่ยอมกันไม่ได้จริงๆ!!

แล้วผมก็ฮึดสู้รวบรวมสมาธิในการอ่านหนังสือติว(ฉบับเก่า)ต่อไป ในขณะที่เช้าวันสอบกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ

ชะตากรรมในวันสอบของผมจะเป็นอย่างไร... เงิน 1200 บาทจะได้ใช้ประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่... คุณแฮมจะทำตัวเอาแต่ใจอีกแค่ไหน.... รวมไปถึงคะแนนสอบของผมจะได้ออกมาเท่าไหร่นั้น

ตามอ่านต่อได้ ที่นี่ เลยครับ

2009/Oct/18

วันจันทร์ที่ 19 นี้ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คิดว่าคงได้ไปโชว์ตัวในงานหนังสือที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ล่ะครับ

ญาติสนิทมิตรสหายที่ยังจำกันได้ก็แวะเวียนมาดูหน้าตาคุณกระต่ายได้ในงานนะครับ ใครสนใจเป็นหน้าม้าก็เข้ามาทำเป็นขอลายเซ็นหรือมาทวง Mailbox No.5 เล่ม 2 ได้เลย 555

 

คาดว่าคงอยู่ช่วงบ่ายโมงถึงบ่ายสองนั่นล่ะครับ

จริงๆจะต้องไปทำอะไรบ้างยังไม่รู้เหมือนกัน และจะมีคนฟังรึเปล่าก็ค่อยไปลุ้นกันอีกที ยังไงวันจันทร์ถ้าใครว่างๆก็ลองแวะไปเยี่ยม+ให้กำลังใจแถวนั้นได้นะครับ ^ ^

นักเขียนที่จะไปร่วมในกิจกรรม WorkShop ก็มี
พี่กานดา หวังดี
คุณหลิน(ปิง?)
และคุณกระต่ายขี้บ่น!?

แล้วพบกันครับ ^ ^

ป.ล.1 อุ๊ย เพิ่งเห็นว่ามีประกวดเต้น + คอสเพลย์ด้วย อย่างงี้ต้องหาหูกระต่ายคอสไปงานซะดีไหมเนี่ย 555

ป.ล.2 ว่าจะะอัพเรื่องไปสอบ Toeic รอบใหม่มาก็ยังไม่ได้อัพสักที อร๊ากกกกกกกๆๆๆๆๆ รู้สึกละอายใจจริงๆ วันก่อนมีคนมาตอบในกระทู้ที่เขียนเล่าอธิบายเกี่ยวกับการสอบ Toeic อันเก่าไว้ ซึ่งยังเป็นการสอบระบบเดิมอยู่ ไม่รู้คุณคนนั้นถ้าไปสอบ Toeic จริงๆจะแอบสาปแช่งคุณกระต่ายไหมเนี่ย ว่าทำไมดันมาแนะแนววิธีสอบคนละแบบกับข้อสอบปัจจุบันเลยฟะ = ="

ป.ล.3 รู้สึกพักนี้ตัวเองมีเรื่องซวยๆให้ต้องเสียเงินเยอะจริง หรือเพราะจะเบญจเพศแล้วหว่า...

2009/Sep/17

ข้อควรทำใจก่อนอ่าน

1. เนื่องจากหลังๆเริ่มอัพบลอคเรื่อยเปื่อยแบบไม่มีหมวดหมู่เท่าไหร่ เลยขอนำเสนอคอลัมภ์ใหม่แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยซะงั้น ชื่อเรียกของมันคือ การ์ตูน x4 ซึ่งเป็นการ์ตูนที่เป็นการระบายความเครียดในยามว่างของคุณกระต่ายสมชื่อนั่นเอง

2. วิธีอ่านก็อ่านจากบนลงล่าง ลอคซ้ายลอคขวา ไม่น่ายากนะ

3. ในกรณีที่อยากเอาไปโพสต่อที่อื่นก็ทำได้ถ้าอยากทำ(แต่จะมีเรอะ) กรุณาบอกที่มาด้วยนะขอรับ

4. การ์ตูนต่อไปนี้มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลจริง สถานที่จริง และเหตุการณ์จริง รวมไปถึงว่าหาสาระไม่ได้จริงๆ กรุณาทำใจอีกครั้งก่อนอ่าน...

[การ์ตูน 2x4] บันทึกความกลัดกลุ้มของคุณกระต่าย ตอน : The Final Disorganization

 

 

.................... 

เมื่อสักต้นเดือนที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งครับที่ผมได้มีโอกาสไปเข้าโรงหนัง เนื่องจากมีภาคต่อของหนังที่ประทับใจคอหนังแนวสยองเชือด เลือดสาดกระจาย ตายกันเป็นเบืออย่างผมเข้าฉายนั่นเอง ซึ่งดูมาในโรงทุกภาค ภาคนี้จะพลาดได้ยังไงล่ะ

ใช่แล้วครับ หนังเรื่องนั้นก็คือ Final Destination 4 นั่นเอง ซึ่งเดี๋ยวจะแอบมา Review ถึงหนังอีกทีในคราวหน้า แต่คราวนี้ขอแอบมาเล่าประสบการณ์ที่ไปเจอในโรงมาก่อนละกัน 

สมัยที่ผมยังเด็กกว่านี้สักหน่อย ยอมรับกันตรงๆเลยว่าผมก็เป็นอีกคนนึงละครับ ที่ค่อนข้างจะรู้สึกไม่ชอบเท่าไหร่ เวลาต้องเจอกับเด็กในโรงหนัง เพราะรู้เลยว่าจะต้องเจอกับเรื่องที่ทำให้เสียสมาธิในการดูหนังเรื่องนั้นๆจากเยาวชนเหล่านี้แน่นอน โดยเฉพาะกับหนังที่ดูยังไงก็รู้ว่าเด็กต้องดูไม่เข้าใจ หรืออาจจะซับซ้อนเกินไปสำหรับเด็กๆในวัยนั้น 

แน่นอนว่าความคิดนี้จะถูกทำลืมๆไปบ้าง เมื่อหนังเรื่องนั้นเป็นหนังที่เหมาะกับครอบครัวหรือเป็นหนังสำหรับเด็กอยู่แล้วจริงๆ เพราะหนังเหล่านี้ก็สร้างมาให้เด็กดูอยู่แล้ว การที่จะไปเจอเด็กในโรงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ซึ่งเด็กหลายๆคนก็เคยทำให้ผมเห็นแล้วว่า สามารถอยู่ในโรงหนังได้อย่างเรียบร้อยและไร้ซึ่งปัญหาใดๆจนน่าทึ่งมาก (และในทางตรงกันข้าม กลับมีผู้ใหญ่หลายๆคนทำตัวแย่กว่าอีก = =")

แต่ก็นั่นล่ะครับ แม้ว่าช่วงหลังๆนี้ผมจะเริ่มไม่ค่อยคิดมากอะไรแล้ว กับการเห็นเด็กในโรงหนัง แต่ก็มีคราวล่าสุดนี่ล่ะครับ ที่รู้สึกว่าแหม...มันช่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูกจริงๆกับการเจอเด็กในโรงหนังในครั้งนี้ ในเมื่อ Final Destination มันเป็นหนังที่ขึ้นชื่ออยู่แล้วว่าโหดสยอง เลือดสาด และดีกรีความโหดของมันก็ไม่ใช่เล่นๆเลย เพราะมันก็ขายฉากความตายแบบดุเด็ดเผ็ดมันส์มาทุกภาคอยู่แล้ว

ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าผู้ปกครองเหล่านั้นเข้าใจอะไรผิดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ไปหรือเปล่า เพราะต่อให้ผมตีลังกาเกลือกกลิ้งดูยังไง ผมก็นึกไม่ออกอยู่ดีนะครับว่า หนังเรื่องนี้มันควรให้เด็กดูยังไง ในเมื่อเรทที่จัดไว้ก็บอกอยู่แล้วว่า 18+ และต่อให้ไม่มีเรทรับรอง มันก็ยังไม่มีอะัไรเหมาะที่จะให้เด็กดูอยู่ดีนั่นล่ะ

ลำพังถ้าเป็นวัยรุ่นหรือวัยเด็กตอนโตแล้วก็ยังพอว่านะ เพราะถ้านึกถึงตัวผมเองเมื่ออยู่ในวัยนั้น บางทีก็อยากดูหรือเปิดรับอะไรใหม่ๆเหมือนกัน แต่กับเด็กที่ผมไปเจอในโรงคราวนี้ ดูยังไงก็ไม่เกิน 7-8 ขวบกันทั้งนั้น ไม่ใช่วัยที่ควรจะโผล่มาอยู่ในโรงหนังแบบนี้แม้แต่น้อยเลย แล้วก็ไม่ใช่แค่คนสองคนด้วย มากันหลายบ้านเสียจนผมต้องเดินออกไปดูนอกโรงให้แน่ใจเลยว่ากำลังอยู่ถูกโรงหรือเปล่า เพราะถ้าไม่บอกนี่คงนึกว่ากำลังมาดู UP หรือ Ice Age 3 อยู่แน่ๆเลย = ="

และก็เป็นไปได้ดังคาด เมื่อหนังฉายไปได้เรื่อยๆ จะเห็นเด็กๆเหล่านี้ออกอาการงอแงพอสมควร แต่ในคราวนี้ผมกลับไม่ได้รู้สึกแย่กับเด็กพวกนี้หรอกครับ ผมกลับรู้สึกแปลกใจกับวิจารณญาณของพ่อแม่ผู้ปกครองกลุ่มนี้มากกว่า ว่าคิดอะไรของเขากันอยู่น้อ ถึงได้พาลูกของตัวเองมาทรมานทรกรรมอยู่ในนี้ ทั้งๆที่พวกเขาควรจะเป็นคนที่ตัดสินใจเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เด็กๆของตัวเองด้วยซ้ำ 

ดูไปดูมาแล้ว รู้สึกเป็นเรื่องที่โหดเหี้ยมยิ่งกว่าสิ่งที่กำลังฉายอยู่ในจอเสียด้วยซ้ำไป เฮ้อ...

อ่ะ บ่นพอแล้ว เยอะกว่าีนี้เดี๋ยวจะทำให้เครียดกันไปเปล่าๆ เอาเป็นว่าไว้คราวหน้าจะมารีวิวให้ฟังละกันนะครับ ว่า Final Destination ภาคใหม่นี้ถูกใจคอเลือดสาดอย่างผมแค่ไหน หึๆๆ

ช่วงนี้มีหนังภาคต่อที่ติดตามอยู่เข้าเยอะมาก เลยทำให้ได้มีโอกาสเข้าโรงมากตามลำดับไปด้วย หวังว่าตอนไปดู Saw 6 คงไม่เจอใครพาลูกเล็กเด็กแดงมาดูอะไรแบบนี้ีอีกนะครับ ไม่งั้นมีได้มีเอามาวาดต่อภาคสองแน่เลย เหอๆๆๆ 

แล้วพบกันใหม่เอนทรี่หน้าครับผม บายๆ ^ ^



Tharadon D.
View full profile